เทียบแพ็กเกจ Share Plan จาก 3 ค่าย dtac, AIS และ TrueMove H ค่ายไหนคุ้มค่าที่สุด?

เทียบแพ็กเกจ Share Plan จาก 3 ค่าย dtac, AIS และ TrueMove H ค่ายไหนคุ้มค่าที่สุด?
Techmoblog

สนับสนุนเนื้อหา

เปรียบเทียบแพ็กเกจ Share Plan จาก 3 ค่าย dtac, AIS และ TrueMove H แชร์ทั้งเน็ตและโทรในราคาเดียว ค่ายไหนคุ้มค่าที่สุด ?

ถ้าหากกล่าวถึงไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน การพกพาสมาร์ทโฟนมากกว่า 1 เครื่องไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไปแล้ว บ้างก็มีทั้งเบอร์หลักและเบอร์สำรอง หรือบางคนอาจจะพกพาทั้งสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ถ้าหากมองเป็นแบบครอบครัว แน่นอนว่าส่วนใหญ่จะมีสมาร์ทโฟนใช้งานกันทุกคน เฉลี่ยแล้วครอบครัวละ 4-5 เบอร์ ทำให้ในแต่ละเดือนเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านการใช้งานโทรศัพท์เพียงอย่างเดียวก็สูงพอสมควรอยู่แล้ว

ด้วยเหตุนี้ทำให้แพ็กเกจประเภท Share Plan จึงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะจ่ายในราคาเดียว แต่สามารถแชร์ได้ทั้งเน็ตและโทร ซึ่งแพ็กเกจแบบ Share Plan ช่วยทำให้ประหยัดเงินในกระเป๋าได้อย่างมากเลยทีเดียว

อันที่จริงแล้ว แพ็กเกจประเภท Share Plan ใช่ว่าจะมีประโยชน์สำหรับการใช้งานแบบครอบครัวเท่านั้น แม้จะใช้งานคนเดียว แพ็กเกจ Share Plan ก็ยังมีประโยชน์เช่นกัน อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า มีหลายท่านที่พกพาสมาร์ทโฟนมากกว่า 1 เครื่อง บางคนก็มีทั้งแท็บเล็ต, โน้ตบุ๊ค อีกทั้งในปัจจุบัน อุปกรณ์แบบ IoT หรือถ้าจะกล่าวให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ อุปกรณ์ประเภท Smart Home เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สั่งให้เปิดไฟ, ปิดไฟ, ล็อกประตู หรืออื่น ๆ ซึ่งอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับเครือข่ายอยู่ตลอดเวลา แม้จะใช้งานคนเดียว แต่ก็ยังสามารถใช้งานแพ็กเกจแบบ Share Plan ได้เช่นกัน

มาดูกันดีกว่าว่า แพ็กเกจประเภท Share Plan จาก 3 ค่ายหลักในไทย ซึ่งได้แก่ dtac, AIS และ TrueMove H แตกต่างกันอย่างไร แบบไหนคุ้มค่ามากกว่ากัน ทีมงาน techmoblog ได้ทำตารางสรุปมาให้แล้ว มาดูกันเลยดีกว่า

dtac

1

มาเริ่มกันที่ค่ายสีฟ้ากับ ดีแทค (dtac) กับก่อน กับแพ็กเกจที่มีชื่อว่า Share Package ที่มีค่าบริการรายเดือนเริ่มต้นที่ 899 บาท รองรับการใช้งานสูงสุด 5 เบอร์ ส่วนบ้านไหนที่สมาชิกในครอบครัวเยอะ ทาง dtac ก็มีแพ็กเกจราคา 2,499 บาท รองรับการใช้งานได้สูงสุด 9 เบอร์ และสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้สูงสุดถึง 100 GB เลยทีเดียว

จุดเด่นของแพ็กเกจ Share Package จาก dtac

  • ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 899 บาท
  • รองรับการใช้งานได้สูงสุด 9 เบอร์ (แพ็กเกจราคา 1,999 บาทขึ้นไป)
  • โทรหากันภายในกลุ่มได้ไม่จำกัด
  • ใช้งาน Wi-Fi ได้ไม่จำกัด
  • สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้สูงสุด 100 GB (แพ็กเกจราคา 2,499 บาท)

จุดที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม

  • ถ้าหากใช้งานอินเทอร์เน็ต 3G/4G ครบตามปริมาณที่กำหนด สามารถเล่นได้ต่อเนื่องที่ความเร็วสูงสุด 384 Kbps

รายละเอียดเพิ่มเติม : www.dtac.co.th

 AIS

2

สำหรับแพ็กเกจประเภท Share Plan จาก AIS มีชื่อว่า 4G Share Non-Stop ซึ่งมีราคาเริ่มต้นที่ 899 บาทเท่ากับ dtac แต่รองรับการใช้งานได้สูงสุดเพียง 5 เบอร์เท่านั้น โดยเมื่อเปรียบเทียบค่าบริการรายเดือนที่เท่ากัน ของ AIS จะเน้นเรื่องของโทรฟรีมากกว่า แต่ dtac จะได้อินเทอร์เน็ตมาใช้งานมากกว่า

จุดเด่นของแพ็กเกจ 4G Share Non-Stop จาก AIS

  • ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 899 บาท เท่า dtac
  • รองรับการใช้งานได้สูงสุด 5 เบอร์
  • โทรหากันในกลุ่มได้ไม่จำกัด
  • ใช้ Wi-Fi ได้ไม่จำกัด
  • ในกรณีที่เปิดเบอร์ใหม่, เปลี่ยนจากเติมเงินเป็นรายเดือน หรือย้ายค่ายเบอร์เดิม รับอินเทอร์เน็ตฟรีอีก 2 GB นาน 20 เดือน

จุดที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม

  • ถ้าหากใช้งานอินเทอร์เน็ต 3G/4G ครบตามปริมาณที่กำหนด สามารถเล่นได้ต่อเนื่องที่ความเร็วสูงสุด 384 Kbps
  • หมายเลขที่สามารถสมัครแพ็กเกจ 4G Share Non-Stop ได้ ต้องเป็นหมายเลขในระบบรายเดือนเท่านั้น
  • ค่าบริการส่วนเกินของหมายเลขสมาชิกจะคิดตามแพ็กเกจหลักที่ใช้งานอยู่
  • ติดสัญญา 12 เดือน

รายละเอียดเพิ่มเติม : www.ais.co.th

 TrueMove H

3

สำหรับแพ็กเกจประเภท Share Plan จาก TrueMove H นั้น มีค่าบริการรายเดือนเริ่มต้นถูกที่สุด อยู่ที่ 499 บาทเท่านั้น ซึ่งรองรับการใช้งานได้สูงสุด 9 เบอร์ โดยทาง TrueMove H จะเน้นด้านการโทรมากกว่าด้านการใช้งานอินเทอร์เน็ต เช่นเดียวกับ AIS

จุดเด่นของแพ็กเกจ 4G+ Family Share Plan จาก TrueMove H

  • ราคาเริ่มต้นถูกที่สุดเมื่อเทียบกับ 2 ค่ายที่เหลือ เริ่มต้นที่ 499 บาท
  • รองรับการใช้งานได้สูงสุด 9 เบอร์ (แพ็กเกจราคา 1,899 บาทขึ้นไป)
  • โทรหากันในกลุ่มได้ไม่จำกัด
  • ใช้ Wi-Fi ได้ไม่จำกัด

จุดที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม

  • ถ้าหากใช้งานอินเทอร์เน็ต 3G/4G ครบตามปริมาณที่กำหนด สามารถเล่นได้ต่อเนื่องที่ความเร็วสูงสุด 128 Kbps (FUP ต่ำที่สุด)
  • ติดสัญญา 12 เดือน

 

สรุปแพ็กเกจประเภท Share Plan จาก 3 ค่าย

จากตารางข้างต้น ถ้าหากเปรียบเทียบแพ็กเกจในราคาที่เท่ากัน จะเห็นว่า ฝั่งของ dtac กับ TrueMove H ได้เปรียบในเรื่องของ จำนวนเบอร์ที่สามารถใช้งานได้ ซึ่งให้มากถึง 9 เบอร์ ในขณะที่ AIS ได้สูงสุดเพียงแค่ 5 เบอร์เท่านั้น ฉะนั้น ในกรณีที่มีแพลนจะซื้ออุปกรณ์เพิ่มในอนาคต ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อแพ็กเกจเพิ่มอีก

ถ้าหากเปรียบเทียบด้านการใช้งานอินเทอร์เน็ต จะเห็นว่า ฝั่งของ dtac คุ้มค่ากว่ามาก เพราะให้จำนวน data ที่มากกว่าทุกระดับราคา และได้สูงสุดที่ 100 GB สำหรับแพ็กเกจราคา 2,499 บาท ในขณะที่ AIS ได้ data อินเทอร์เน็ตเพียง 42 GB ส่วน TrueMove H ได้เพียง 40 GB ซึ่งทั้ง dtac, AIS และ TrueMove H สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้ง 3G และ 4G ได้ไม่จำกัด แต่เมื่อใช้งานครบตามที่กำหนด ทาง dtac และ AIS จะปรับความเร็วเหลือ 384 Kbps ส่วนของ TrueMove H จะปรับความเร็วเหลือ 128 Kbps

แต่ถ้าหากเปรียบเทียบการใช้งานด้านการโทร AIS และ TrueMove H ใช้งานโทรฟรีได้มากกว่าของ dtac เล็กน้อย แต่ในภาพรวมถือว่าไม่แตกต่างกันมากนัก

จากข้อมูลข้างต้น สรุปได้ดังนี้

  • dtac และ TrueMove H รองรับการใช้งานได้สูงสุด 9 เบอร์
  • TrueMove H มีตัวเลือกแพ็กเกจในราคาเริ่มต้นถูกที่สุด ที่ 499 บาท
  • ถ้าหากเน้นใช้งานด้านการโทรเป็นหลัก แพ็กเกจ Share Plan จาก TrueMove H และ AIS คุ้มค่ากว่า ยกตัวอย่างแพ็กเกจราคา 1,099 บาท ทั้งของ TrueMove H และ AIS โทรฟรีได้ 650 นาที แต่ของ dtac โทรฟรีได้ 600 นาที
  • ถ้าหากเน้นใช้งานด้านอินเทอร์เน็ต แพ็กเกจ Share Plan จาก dtac คุ้มค่าที่สุด เปรียบเทียบแพ็กเกจราคา 2,499 บาท ของ dtac สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ 100 GB ส่วน AIS ได้ 42 GB และ TrueMove H ได้ 40 GB เท่านั้น
  • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคน (เมื่อเปรียบเทียบแพ็กเกจราคาเดียวกัน) dtac และ TrueMove H ถูกกว่า AIS
  • ทั้ง 3 ค่ายสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ไม่จำกัด แต่เมื่อใช้งานครบตามที่กำหนดจะถูกปรับความเร็วลง โดย dtac และ AIS จะปรับความเร็วเหลือ 384 Kbps ส่วนของ TrueMove H จะปรับความเร็วเหลือ 128 Kbps

สำหรับท่านที่มีอุปกรณ์ใช้งานหลายเครื่อง และอยากจะประหยัดค่าใช้จ่าย แพ็กเกจประเภท Share Plan นี้ นับว่าเป็นทางเลือกที่ดี เพราะมีหลายท่านที่แยกซื้อแพ็กเกจ แต่กลับใช้งานได้ไม่เต็มที่ อาจจะมีชั่วโมงการโทรเหลือ หรือจำนวน data สำหรับใช้งานอินเทอร์เน็ตเหลือมากเกินความจำเป็น แต่กลับต้องจ่ายในราคาที่แพงกว่า

นอกจากนี้การเลือกซื้อแพ็กเกจประเภท Share Plan ควรจะต้องคำนึงถึงคุณภาพของสัญญาณในบริเวณที่ใช้งานด้วยเช่นกัน เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพนั่นเอง

ติดตามSanook! Hitech

ครบเครื่องเรื่องมือถือ พร้อมอัปเดตทุกเทรนด์ไอที ที่คุณจะไม่พลาด