ลองจับ Oppo N1 Mini

ลองจับ Oppo N1 Mini
Blognone

สนับสนุนเนื้อหา

ลองจับ Oppo N1 Mini

หลังจากเปิดตัว Oppo N1 ไปเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว เมื่อใกล้ครบวาระ Oppo จึงตัดสินใจส่ง Oppo N1 Mini ออกมาสู่ตลาด โดยเปิดตัวไปเมื่อเดือนพฤษภาคม และเริ่มวางจำหน่ายในบ้านเราเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ในราคาค่าตัวที่ 12,900 บาท เนื่องจากผมมีโอกาสไปงานเปิดตัวและได้ลองจับ จึงเขียนเป็นพรีวิวการลองจับสั้นๆ ครับ

Oppo ยังคงเลือกที่จะใช้บรรจุภัณฑ์สีขาวเหมือนกับรุ่น N1 ก่อนหน้าแทบจะทุกประการ (ลองดูแกะกล่องของรุ่น N1 ได้) เพียงแต่เมื่อขนาดเล็กลง ก็ลดขนาดลงตามด้วย

WP_20140724_18_51_27_Pro

ด้านในของกล่องครับ (ตัวเครื่องเดี๋ยวค่อยมาดูกันครับ) อุปกรณ์ก็เป็นไปตามปกติทั่วไป มีเข็มจิ้มซิม หูฟัง ที่ชาร์จ และสายชาร์จ/เชื่อมข้อมูล

WP_20140724_18_52_35_Pro

ตัวเครื่องด้านหน้าครับ สารภาพว่าตอนแรกที่เห็นก็ไม่ค่อยมั่นใจว่าจะเป็นขนาด 'mini' ตามชื่อผลิตภัณฑ์ (N1 Mini) เท่าไหร่ (เพราะขนาดหน้าจออยู่ที่ 5 นิ้ว) แต่ถ้าจะเอารุ่นแรกสุดเป็นมาตรฐาน ก็อาจจะพอกล้อมแกล้มไปได้ว่านี่เป็นรุ่นเล็ก

WP_20140724_18_54_17_Pro

ตัวเครื่องด้านหลังครับ สิ่งแรกที่รับรู้ได้ชัดเจนคือการตัดสิ่งที่เรียกว่า O-Touch(กล่าวอย่างง่ายที่สุดคือ touchpad หลังเครื่อง) ออกไป (ภาพอาจจะไม่ชัด แต่ถ้าลองจับจริง N1 จะมีบริเวณที่ค่อนข้างสากๆ นิ้ว อยู่อันหนึ่งตรงฝาหลัง ซึ่งก็คือ O-Touch นั่นเอง)

WP_20140724_18_54_39_Pro

กล้อง ซึ่งคราวนี้ Oppo เลือกใช้แฟลชแบบ LED เพียงตัวเดียวเท่านั้น จากเดิมที่ใช้แฟลชคู่ แต่แน่นอนว่ายังคงคุณสมบัติการบิดได้เช่นเดิม

WP_20140724_18_55_02_Pro

ด้านข้างเครื่อง ผมขอให้นึกถึง Find 7 เอาไว้ครับ มาในรูปแบบเดียวกันทุกประการ

WP_20140724_18_54_53_Pro

เมื่อพื้นที่ด้านบนอุทิศให้กับกล้องที่บิดได้แล้ว ด้านล่างจึงเป็นที่รวมของบรรดาลำโพง ช่อง Micro USB และหูฟังครับ (ไล่จากขวามือไปซ้ายมือของภาพ)

ตอนแรกที่เห็นตัวเครื่อง ทั้งโต๊ะถึงกับมีปฏิกริยาว่า "เล็กตรงไหน" และมีความกังวลว่าจะจับได้ถนัดมือหรือไม่ ซึ่งคำตอบก็คือ หากเทียบกับ N1 รุ่นแรก ถือว่าจับได้สะดวกกว่ามาก และให้น้ำหนักที่ดี แต่เนื่องจากผมไม่ได้ใช้งานนาน จึงอาจจะยังไม่มีคำตอบในจุดนี้ครับ

เรื่องภาพ ก็ถือว่าทำได้ดีสมราคาครับ แต่ในตอนนั้นเป็นเวลาค่ำ จึงยังไม่มีโอกาสได้ทดสอบประสิทธิภาพของกล้องได้อย่างเต็มที่ เลยขออนุญาตที่จะยังไม่มีคำตอบในจุดนี้นะครับ

เรื่องสุดท้ายสำหรับตัวเครื่องคือซอฟต์แวร์ ที่ภายในยังคงเหมือนกับ Find 7 ทุกประการ กล่าวคือ ใช้ Android 4.3 แล้วครอบทับด้วยการปรับแต่งของตัวเองที่เรียกว่า ColorOS ดังนั้นคุณสมบัติหลายจุดจึงเหมือนกันแทบจะทุกประการ

สำหรับรุ่นที่มาจำหน่ายในเมืองไทย สเปคจะเปลี่ยนแปลงไปจากข่าวเก่าพอ สมควร ติดตามได้ท้ายลองจับครับ ที่แน่นอนคือตอนนี้ข้อมูลยังขัดแย้งกันอยู่ว่ารุ่นที่จำหน่ายในไทยรองรับ 4G/LTE หรือไม่ (ข้อมูลทางการบอกว่าไม่มี แต่ข่าวเก่าบอกว่ามี) ซึ่งผมอาจจะขอยึดข้อมูลทางการไปก่อน ว่ารุ่นจำหน่ายในเมืองไทยจะไม่รองรับ 4G/LTE นะครับ

และเช่นเคย N1 Mini ก็เปิดขายพร้อมกับรีโมท O-Click ด้วยเช่นกัน (ขายแยกต่างหาก) ในราคา 990 บาท ส่วนตัวผมต้องยอมรับว่า การแงะฝาเพื่อเปิดใช้ O-Click ถือว่าทุลักทุเลมากๆ หรือถ้าจะทำการเชื่อมต่อในเครื่อง ก็ต้องใช้แอพ O-Click บนเครื่อง ซึ่งผมเองหาเหตุผลที่จะซื้อมาใช้งานไม่ค่อยจะได้เหมือนกัน

WP_20140724_18_51_42_Pro

WP_20140724_19_02_58_Pro

Oppo N1 Mini (สเปคจำหน่ายในไทย)

  • หน้าจอขนาด 5 นิ้ว ที่ความละเอียด 720p แบบ IPS
  • หน่วยประมวลผลกลาง Qualcomm Snapdragon 400 (MSM8928) แบบสี่แกน ที่ความถี่ 1.6 GHz
  • หน่วยความจำ 16 GB แรม 2 GB
  • รองรับซิมขนาด Micro-SIM เพียงซิมเดียว
  • กล้อง 13 เมกะพิกเซล
  • รองรับ 2G (850/900/1800/1900 MHz) และ 3G (850/900/1700/1900/2100 MHz)
  • แบตเตอรี่ ความจุ 2,140 mAh
  • ใช้ Android 4.3 ครอบทับด้วยการปรับแต่งของ Oppo ที่เรียกว่า ColorOS

ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
บทความโดย: 

Facebook :

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

ร่วมเป็นแฟนเพจเรา บน Facebook..ได้ที่นี่เลย!!