หญิงใจกล้า!! ตามตัวหัวขโมย iPhone ถึงหน้าบ้าน

หญิงใจกล้า!! ตามตัวหัวขโมย iPhone ถึงหน้าบ้าน
S! Hitech

สนับสนุนเนื้อหา

หญิงใจกล้า!! ตามตัวหัวขโมย iPhone ถึงหน้าบ้าน

วันนี้ทีมงาน Sanook! Hitech มีเรื่องมานำเสนอทุกท่านเกี่ยวกับคดีขโมย iPhone ซึ่งครั้งนี้แทนที่โจรจะหนีลอยนวลไปได้ แต่กลับถูกจับได้อย่างคาหนังคาเขา ด้วยฝีมือของเจ้าของ iPhone เองด้วย แทนที่จะเป็นตำรวจ!

 Sarah Maguire ครูสอนโยคะวัย 26ปี

เรื่องราวเกิดขึ้นหลังจากที่เธอได้ไปแฮงค์โอเวอร์กับเพื่อนร่วมห้องของเธอ และตื่นขึ้นในตอนเช้าที่บ้านของเธอและพบว่า iPhone ของเธอและรูมเมทได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย โดยเธอได้นั่งนึกอยู่ชั่วครู่หนึ่งว่า หากเธอไม่ลืมไว้ที่บาร์ ก็น่าจะอยู่ในรถของเธอ ด้วยความตกใจและเป็นห่วง iPhone ของเธอ เธอจึงเข้าแอพ Find My iPhone ในคอมพิวเตอร์และค้นหาอย่างรวดเร็ว ซึ่งหลังจากค้นหาแล้วพบว่า iPhone ของเธอนั้นอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งใน Los Angeles ซึ่งอยู่ห่างจากอพาร์ทเมนท์ของเธอไปราว 30 ไมล์

จากนั้นเธอจึงโทรไปแจ้งกับตำรวจเพื่อปรึกษาว่าควรทำอย่างไรต่อไปซึ่งคุณตำรวจตอบกลับมาว่า "คุณสามารถเข้าไปรับโทรศัพท์คืนได้เลย หากเกิดเหตุร้ายอะไรให้รีบแจ้งกลับมาทันที" ซึ่ง ณ ตอนนั้นถ้าหากเป็นคนอื่นคงให้คุณตำรวจมาด้วยเพื่อรับประกันความปลอดภัยไช่ไหมหละครับ แต่ปรากฏว่า  Sarah Maguire ได้บึ่งรถออกไปตามหาด้วยตัวเองทันทีและ เมื่อไปถึงหน้าบ้านในพิกัดที่ Find My iPhone แจ้งมาก็พบว่าเป็นบ้านของชายคนหนึ่ง ซึ่งดูๆแล้วน่าจะเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ จากนั้นเธอก็พูดกับชายคนนี้ว่า "เอา iPhone ฉันคืนมาของเพื่อนฉันด้วยนะ!" ดังนั้นแล้ว จู่ๆชายคนนี้ก็เดินเข้าไปในบ้าน และหยิบ iPhone ออกมาคืน

เมื่อเธอได้ iPhone คืนแล้วก็รีบขับรถกลับที่พักอย่างรวดเร็วเพราะเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยหากชักช้า หลังจากนั้นเธอก็ไปแจ้งความไว้กับคุณตำรวจเพื่อให้ดำเนินคดีกับชายคนดังกล่าวในคดีชิงทรัพย์ เพื่อให้เธอสบายใจได้มากขึ้น รู้สึกปลอดภัยมากขึ้น หลังจากนั้นเธอก็เล่าเรื่องนี้ให้กับแม่ของเธอฟัง แม่ของเธอถึงกับพูดว่า "นี่เธอบ้าไปแล้วหรอ ที่บุกเดี่ยวไปขนาดนั้น!" 

Find My iPhone เป็นแอพฯที่เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการติดตาม iPhone ของเราเมื่อถูกขโมยหรือหายไป แต่มันจะไร้ประโยชน์ไปเลยหากทุกท่านปิดการใช้งาน หรือไม่เข้าสู่ระบบไว้ ดังนั้นทีมงาน Sanook! Hitech ขอเตือนทุกท่านว่า เปิดใช้งาน Find My iPhone และเข้าสู่ระบบ iCloud ไว้ตลอด เพื่อความปลอดภัยของ iPhone ของท่าน

ที่มา : nytimes