รู้จัก "หมอนั่งยอง" ผู้ท้าทายขีดจำกัด อุทิศตนรักษาผู้คนในพื้นที่ห่างไกล
ชวนรู้จัก "หลี่" หมอนั่งยองผู้ท้าทายขีดจำกัด อุทิศตนรักษาผู้คนในพื้นที่ห่างไกลของซินเจียง
ท่ามกลางความเวิ้งว้างของขอบทะเลทรายทากลิมากัน ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ มีคลินิกขนาด 300 ตารางเมตรแห่งหนึ่งที่เปิดให้บริการรักษาผู้คนตลอด 24 ชั่วโมง ความพิเศษของที่นี่ไม่ใช่เพียงอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่คือเจ้าของคลินิกนามว่า "หลี่" แพทย์ผู้ร่างเล็กที่ต้องเคลื่อนที่ด้วยการนั่งยองหรือใช้รถเข็นวีลแชร์ แต่กลับมีหัวใจที่อุทิศตนเพื่อเพื่อนมนุษย์อย่างยิ่งใหญ่
หลี่เปิดคลินิกแห่งนี้มาได้ประมาณ 3 เดือน แม้ในช่วงแรกชาวบ้านจะเกิดความสงสัยว่าแพทย์ที่มีความพิสูจน์ทางร่างกายจะรักษาคนไข้ได้อย่างไร แต่หลี่ได้พิสูจน์ให้เห็นด้วยความเป็นมืออาชีพ เขาจะเคลื่อนตัวขึ้นบนวีลแชร์เพื่อพูดคุยกับคนไข้ในระดับสายตาเดียวกันเสมอ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดระยะห่างระหว่างหมอกับคนไข้
จริยธรรมแพทย์เหนืออุปสรรคทางร่างกายและภาษา
ความทุ่มเทของหลี่เห็นได้ชัดจากการที่เขาเดินทางไปตรวจรักษาผู้สูงอายุวัยกว่า 80 ปีถึงบ้านด้วยตัวเอง เมื่อทราบว่าบุตรหลานของพวกเขาต้องไปทำงานต่างถิ่นและไม่สามารถพามาคลินิกได้ หลี่ทำการตรวจวัดความดัน ระดับน้ำตาล และจ่ายยาให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ เขายังมีนโยบายรักษาผู้พิการฟรี และคิดค่าบริการเพียงครึ่งเดียวสำหรับผู้ยากไร้
แม้คลินิกจะตั้งอยู่ในอำเภอซาเชอ ซึ่งมีประชากรชาวอุยกูร์จำนวนมาก แต่กำแพงทางภาษากลับไม่ใช่อุปสรรค พยาบาลในคลินิกเล่าว่าชาวบ้านสัมผัสได้ถึงน้ำใจที่จริงใจของหลี่ ทำให้มีผู้เข้ามารับการรักษาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเรื่องราวของเขาถูกเผยแพร่โดยวล็อกเกอร์และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ชาวเน็ตจีนที่ยกย่องว่าเขาคือ "แสงสว่าง" แห่งความหวัง
จากเด็กชายที่เกลียดคำว่า "ไอง่อย" สู่แพทย์ผู้มีความเพียร
เส้นทางชีวิตของหลี่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขามาจากครอบครัวยากจนในมณฑลเหอหนาน และป่วยเป็นโรคโปลิโอตั้งแต่อายุเพียง 7 เดือนเนื่องจากการวินิจฉัยโรคที่ผิดพลาด ในวัยเด็กเขาต้องเผชิญกับคำดูถูกและสภาพร่างกายที่เดินไม่ได้ แต่ด้วยความมุ่งมั่น เขาเริ่มเรียนชั้นประถมตอนอายุ 16 ปี และขยันหมั่นเพียรจนสอบเข้าวิทยาลัยแพทย์ได้ในปี 2013 และคว้าใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมมาครอบครองได้สำเร็จ
หลี่เดินทางสู่ซินเจียงในปี 2025 เพื่อเปิดคลินิกแห่งนี้ เขาทำงานหนักและนอนเพียงคืนละ 4 ชั่วโมง โดยใช้เวลาว่างทั้งหมดในการศึกษาตำราแพทย์ เพราะเขาเชื่อว่าในพื้นที่ชนบทที่มีโรคภัยหลากหลาย แพทย์จะหยุดเรียนรู้ไม่ได้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการวินิจฉัยเหมือนที่เขาเคยประสบมา
"ปีนเขา" และ "บริจาคร่างกาย" ภารกิจเพื่อพิสูจน์คุณค่าความเป็นคน
สิ่งที่น่าทึ่งอีกประการคือ หลี่ชื่นชอบการปีนเขา เขาเคยใช้เวลา 5 วัน 4 คืน เพื่อพิชิตยอดเขาไท่ซาน ซึ่งสูงชันและท้าทาย แม้คนปกติจะใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่สำหรับหลี่ การถึงยอดเขาคือการพิสูจน์ว่าเขาก็เป็นเหมือนคนอื่นได้ เขาปฏิเสธการเป็นอินฟลูเอนเซอร์เพื่อหาเงินจากความพิการของตนเอง เพราะต้องการเพียงให้เรื่องราวของเขาเป็นแรงใจให้ผู้อื่นเท่านั้น
นอกจากนี้ หลี่ยังได้ลงทะเบียนบริจาคร่างกายเพื่อการวิจัยทางการแพทย์ โดยหวังว่าการศึกษาร่างกายของเขาจะช่วยให้นักวิจัยพบแนวทางป้องกันไม่ให้เด็กคนไหนต้องเติบโตมาโดยที่ไม่สามารถยืนได้เหมือนเขาอีกในอนาคต
ปัจจุบัน แม้องค์การอนามัยโลก (WHO) จะประกาศให้จีนปลอดโรคโปลิโอมาตั้งแต่ปี 2000 แต่เรื่องราวของ "หมอหลี่" ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจถึงความพากเพียรและจิตวิญญาณแห่งการอุทิศตนที่ก้าวข้ามทุกข้อจำกัดทางกายภาพเพื่อสร้างคุณค่าให้แก่สังคม
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



