เปิดสถิติ 10 ประเทศที่จีนเข้าไปลงทุนมากที่สุดในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
เปิดสถิติ 10 ประเทศที่ "จีน" ทุ่มเงินลงทุนสูงสุดในรอบ 20 ปี สหรัฐฯ ครองแชมป์แม้ความสัมพันธ์ตึงเครียด
ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา บทบาทของประเทศจีนในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่เคยเป็นเพียงจุดหมายปลายทางของการลงทุนจากต่างชาติ ปัจจุบันจีนได้กลายเป็นแหล่งเงินทุนรายใหญ่ที่กระจายการลงทุนไปทั่วทุกมุมโลก
ข้อมูลจาก China Global Investment Tracker (CGIT) ซึ่งเป็นการจัดทำร่วมกันระหว่าง American Enterprise Institute และ Heritage Foundation ระบุว่า
ระหว่างปี 2005 ถึง 2025 บริษัทจากจีนได้ขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศรวมมูลค่ากว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกว่าครึ่งหนึ่งของเงินจำนวนนี้ถูกส่งไปยัง 10 ประเทศหลักเท่านั้น
สหรัฐอเมริกามหาอำนาจที่เป็นเป้าหมายการลงทุนอันดับ 1
แม้ว่าความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะมีความตึงเครียดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ข้อมูลระบุว่าสหรัฐอเมริกายังคงเป็นประเทศที่ได้รับเงินลงทุนจากจีนสูงที่สุดในโลก โดยมีมูลค่าสะสมตั้งแต่ปี 2005 ถึง 2025 สูงถึง 204.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
หนึ่งในดีลการลงทุนที่โดดเด่นที่สุดคือการที่บริษัท Shuanghui เข้าซื้อกิจการ Smithfield Foods ซึ่งเป็นผู้ผลิตเนื้อหมูรายใหญ่ที่สุดของโลกในปี 2013 ด้วยมูลค่ากว่า 7.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม การลงทุนในระยะหลังเริ่มมีความเข้มงวดมากขึ้นจากการตรวจสอบของคณะกรรมการด้านการลงทุนจากต่างประเทศในสหรัฐฯ (CFIUS)
อันดับประเทศที่ได้รับเงินลงทุนจากจีนสะสมสูงสุด (2005-2025)
จากการจัดอันดับพบว่ากลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วยังคงเป็นเป้าหมายหลักในการเข้าซื้อกิจการและขยายฐานธุรกิจของจีน ดังนี้
- อันดับ 1 สหรัฐอเมริกา: 204.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- อันดับ 2 ออสเตรเลีย: 108.12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- อันดับ 3 สหราชอาณาจักร: 106.58 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- อันดับ 4 บราซิล: 78.88 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- อันดับ 5 สวิตเซอร์แลนด์: 62.87 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- อันดับ 6 แคนาดา: 57.28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- อันดับ 7 เยอรมนี: 56.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- อันดับ 8 อินโดนีเซีย: 49.37 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- อันดับ 9 สิงคโปร์: 46.11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- อันดับ 10 ฝรั่งเศส: 37.07 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
บทบาทของรัฐวิสาหกิจจีนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
ความแตกต่างที่สำคัญของการลงทุนจากจีนเมื่อเทียบกับประเทศอย่างญี่ปุ่นหรือเยอรมนี คือการขับเคลื่อนโดยรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และโลจิสติกส์ เพื่อสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรและเชื่อมโยงเครือข่ายเศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ State Grid บริษัทสาธารณูปโภคยักษ์ใหญ่ที่ลงทุนในต่างประเทศไปแล้วกว่า 33 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเน้นหนักในออสเตรเลีย บราซิล และอิตาลี
นอกจากนี้ ยังมีบริษัทในกลุ่มพลังงานอย่าง China National Petroleum และ China Three Gorges ที่เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก
ในภูมิภาคอาเซียน อินโดนีเซียและสิงคโปร์ติดอยู่ในกลุ่ม 10 อันดับแรกเช่นกัน โดยสิงคโปร์โดดเด่นในฐานะศูนย์กลางทางการเงินที่มีความพร้อมสูง ขณะที่อินโดนีเซียเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในด้านทรัพยากรธรรมชาติและตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ภายใต้ความร่วมมือกลุ่ม BRICS+
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


