นักวิจัยจีนพบ "รหัสกลายพันธุ์" ตัวการสำคัญของการระบาดเมื่อปี 2020!

นักวิจัยจีนพบ "รหัสกลายพันธุ์" ตัวการสำคัญของการระบาดเมื่อปี 2020!

นักวิจัยจีนพบ "รหัสกลายพันธุ์" ตัวการสำคัญของการระบาดเมื่อปี 2020!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

นักวิทยาศาสตร์จีนตรวจพบการกลายพันธุ์สำคัญของไวรัสอีโบลา

คณะนักวิจัยจากประเทศจีนได้เปิดเผยการค้นพบการกลายพันธุ์ที่สำคัญของไวรัสอีโบลา ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงที่มีการระบาดครั้งใหญ่ การค้นพบนี้ช่วยให้ข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆ สำหรับการเฝ้าระวังโรคระบาดและการพัฒนาตัวยา

รายละเอียดการศึกษา

งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Cell โดยเป็นความร่วมมือของหลายสถาบัน นำโดย ศาสตราจารย์เฉียน จวิน (Qian Jun) จากมหาวิทยาลัยซุนยัตเซ็น ร่วมกับโรงพยาบาลและมหาวิทยาลัยการแพทย์ชั้นนำในกวางโจวและจี๋หลิน

  • พื้นที่ศึกษา: การระบาดของโรคไวรัสอีโบลา (EVD) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) ช่วงปี 2018-2020 ซึ่งเป็นการระบาดครั้งใหญ่เป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ (ติดเชื้อกว่า 3,000 ราย เสียชีวิตกว่า 2,000 ราย)
  • คำถามวิจัย: นอกจากปัญหาเรื่องระบบสาธารณสุขในพื้นที่แล้ว "การวิวัฒนาการของไวรัสเอง" มีส่วนทำให้การระบาดลากยาวหรือไม่?

การค้นพบที่สำคัญ: การกลายพันธุ์ GP-V75A

จากการวิเคราะห์จีโนมของไวรัสอีโบลาจำนวน 480 ตัวอย่าง ทีมวิจัยพบความผิดปกติที่น่าสนใจ:

  1. การกลายพันธุ์เฉพาะจุด: พบการกลายพันธุ์ในส่วนไกลโคโปรตีน (Glycoprotein) ของไวรัสที่เรียกว่า GP-V75A
  2. ความได้เปรียบในการแพร่กระจาย: สายพันธุ์ที่กลายพันธุ์นี้เกิดขึ้นในช่วงต้นของการระบาดและเข้ามาแทนที่สายพันธุ์เดิมอย่างรวดเร็ว ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนผู้ติดเชื้อที่พุ่งสูงขึ้น
  3. ผลการทดสอบในห้องแล็บ: ยืนยันว่าการกลายพันธุ์ GP-V75A ช่วยให้ไวรัสเข้าสู่เซลล์เจ้าบ้าน (Host cells) หลากหลายชนิดได้ดีขึ้น และเพิ่มอำนาจการติดเชื้อในหนูทดลองอย่างมีนัยสำคัญ

ผลกระทบต่อการรักษา

สิ่งที่น่ากังวลคือ งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าการกลายพันธุ์นี้อาจทำให้ ประสิทธิภาพของยาและแอนติบอดีที่มีอยู่ในปัจจุบันลดลง ซึ่งส่งสัญญาณถึงความเสี่ยงในการ "ดื้อยา" ของไวรัส

"การวิจัยนี้บอกเราว่า ระหว่างที่เกิดโรคอุบัติใหม่ การเฝ้าระวังทางพันธุกรรมและการวิเคราะห์วิวัฒนาการของเชื้อแบบเรียลไทม์เป็นสิ่งสำคัญมาก" — ศาสตราจารย์เฉียน จวิน กล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก

  1. CGTN China
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล