งานวิจัยจีนเผย "ยาต้านโควิด" อาจเป็นความหวังใหม่ปราบไวรัสนิปาห์!

งานวิจัยจีนเผย "ยาต้านโควิด" อาจเป็นความหวังใหม่ปราบไวรัสนิปาห์!

งานวิจัยจีนเผย "ยาต้านโควิด" อาจเป็นความหวังใหม่ปราบไวรัสนิปาห์!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เผยผลวิจัยใหม่ ยาต้านโควิด VV116 มีประสิทธิภาพสูงในการยับยั้งไวรัสนิปาห์

ท่ามกลางความกังวลต่อการแพร่ระบาดของ "ไวรัสนิปาห์" (Nipah virus) ซึ่งเป็นหนึ่งในเชื้อไวรัสที่อันตรายที่สุดในโลก ล่าสุดทีมนักวิจัยจากสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น (Wuhan Institute of Virology) ร่วมกับสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน ได้เผยแพร่ผลการศึกษาที่สร้างความหวังให้กับวงการสาธารณสุขโลกผ่านวารสาร Emerging Microbes & Infections เมื่อพบว่ายาต้านไวรัสที่มีอยู่เดิมอาจเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาโรคร้ายนี้

พลิกบทบาท "ยาโควิด" สู่การรักษาไวรัสมรณะ

งานวิจัยระบุว่า VV116 ซึ่งเป็นยานิวคลีโอไซด์ชนิดรับประทานที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาโควิด-19 ในประเทศจีนและอุซเบกิสถาน มีฤทธิ์ยับยั้งไวรัสนิปาห์ได้อย่างรุนแรง โดยเฉพาะการทำลายกลไกการจำลองตัวของไวรัสที่เอนไซม์ RdRp (RNA-dependent RNA polymerase) ทำให้เชื้อไม่สามารถแพร่กระจายในร่างกายผู้ป่วยได้

ผลการทดลองที่น่าทึ่งในสัตว์

จากการทดสอบในระดับห้องปฏิบัติการและในสัตว์ทดลอง (หนูแฮมสเตอร์สีทอง) พบว่าการให้ยา VV116 ในขนาดที่เหมาะสมช่วยให้มี อัตราการรอดชีวิตสูงถึง 66.7% แม้จะเป็นการติดเชื้อสายพันธุ์บังกลาเทศที่มีความรุนแรงสูงก็ตาม นอกจากนี้ยังพบว่าปริมาณไวรัสในอวัยวะสำคัญ เช่น ปอด ม้าม และที่สำคัญคือ "สมอง" ลดลงอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นจุดเด่นเนื่องจากไวรัสนิปาห์มักก่อให้เกิดอาการสมองอักเสบจนเสียชีวิต

วิกฤตการณ์นิปาห์: ภัยคุกคามที่ยังไม่มีทางรักษาเฉพาะ

ไวรัสนิปาห์ถูกจัดโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ให้เป็นภัยคุกคามระดับภูมิภาคที่ต้องเฝ้าระวังสูงสุด ด้วยอัตราการเสียชีวิตที่สูงถึง 40-70% โดยล่าสุดในช่วงต้นปี 2026 ที่ผ่านมา เพิ่งเกิดการระบาดซ้ำในรัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย จนต้องมีการกักตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดจำนวนมาก การค้นพบว่ายา VV116 มีประสิทธิภาพจึงเปรียบเสมือนแสงสว่าง เนื่องจากปัจจุบันโลกเรายังไม่มีวัคซีนหรือยาเฉพาะทางสำหรับไวรัสชนิดนี้เลย

ทางลัดสู่การใช้งานจริง

ข้อได้เปรียบประการสำคัญคือ ยา VV116 ได้รับการรับรองความปลอดภัยในมนุษย์มาแล้ว ในการรักษาโควิด-19 ทำให้ขั้นตอนการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อรับมือกับการระบาดของนิปาห์สามารถทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นักวิจัยมองว่ายานี้ไม่เพียงแต่จะใช้ในการรักษาผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้เป็น "ยาป้องกัน" สำหรับกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น เจ้าหน้าที่ในห้องแล็บหรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องลงพื้นที่ระบาด เพื่อสกัดกั้นการแพร่กระจายในวงกว้างในอนาคต

ขอบคุณข้อมูลจาก

  1. CGTN
  2. Global Times
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล