"ดร.พันธุ์อาจ" วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของไทย vs Made in China 2025 เราจะรอดหรือร่วง?

"ดร.พันธุ์อาจ" วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของไทย vs Made in China 2025 เราจะรอดหรือร่วง?

"ดร.พันธุ์อาจ" วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของไทย vs Made in China 2025 เราจะรอดหรือร่วง?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เทียบ Made in China 2025 ไทยจะรอดหรือร่วงในสงครามเศรษฐกิจ

หนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา โลกได้เห็นการเดิมพันครั้งใหญ่ทางเศรษฐกิจของเอเชีย โดยเฉพาะการประกาศแผน "Made in China 2025" (MIC2025) ของจีน เพื่อปฏิรูปประเทศสู่มหาอำนาจนวัตกรรม ขณะที่ประเทศไทยได้คลอด "ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี" ออกมาในเวลาไล่เลี่ยกันเพื่อหวังพาไทยหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปัจจุบัน บทสรุปของทั้งสองยุทธศาสตร์กลับฉายภาพความสำเร็จที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บทความนี้จะพาไปสำรวจความเคลื่อนไหวของจีนในฐานะผู้กำหนดเกม และประเทศไทยในฐานะผู้ตามเกม เพื่อหาคำตอบว่ายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของเรายังตอบโจทย์โลกยุคใหม่หรือไม่

จีนกับการเดิมพันหมดหน้าตักเพื่อเอกราชทางเทคโนโลยี

จีนภายใต้แผน MIC2025 ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระดาษเปล่า แต่คือการระดมสรรพกำลังแบบทุนนิยมโดยรัฐ (State Capitalism) ผ่านระบบ "1+X" ที่ประกอบด้วยแผนแม่บทและแผนปฏิบัติการเฉพาะด้าน จีนเลือกใช้นโยบายที่ดุดันอย่างการแลกตลาดกับเทคโนโลยี เพื่อบังคับให้ต่างชาติถ่ายทอดความรู้หากต้องการเข้าถึงตลาดผู้บริโภคพันล้านคน

แม้จะเผชิญกับสงครามเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ที่ปิดกั้นการเข้าถึงชิปขั้นสูง แต่จีนก็สามารถครองโลกได้ในอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตจำนวนมาก เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EVs) แบตเตอรี่ และโซลาร์เซลล์ จนเกิดภาวะสินค้าจีนล้นโลกในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นป้อมปราการทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง

ไทยกับกับดัก Thailand 4.0 ที่อาจเป็นได้แค่ผู้รับจ้างช่วง

ในขณะที่จีนพยายามสร้างเทคโนโลยีของตัวเอง ยุทธศาสตร์ชาติของไทยกลับดูเหมือนจะติดอยู่ในหล่มของการเป็นผู้รับจ้างผลิตที่ดี โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC แม้จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้มาก แต่ส่วนใหญ่เป็นการเข้ามาของค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่นำซัพพลายเออร์จากบ้านเกิดมาด้วย

ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ SME ไทยแทบไม่ได้ส่วนแบ่งจากการถ่ายทอดเทคโนโลยี และเรายังคงพึ่งพาเพียงสิทธิประโยชน์ทางภาษีและชัยภูมิที่ตั้งแบบเดิมๆ นอกจากนี้ไทยยังเผชิญวิกฤตสังคมสูงวัยที่มาพร้อมผลิตภาพแรงงานที่ต่ำกว่าจีนอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เสี่ยงต่อการหลุดจากห่วงโซ่การผลิตโลก

3 ทางรอดแบบ Radical ที่ไทยต้องกล้า "ทุบ" เพื่อไปต่อ

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ได้เสนอแนะถึงจุดตายที่ไทยต้องเร่งปรับปรุงเพื่อความอยู่รอดในยุคที่จีนเล่นเกมแบบผู้ชนะกินรวบ ดังนี้:

  • เลิกเป็นเจ้าบ้านที่แสนดี: ต้องบังคับให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Local Content Requirement) อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้วรอความเมตตาจากนักลงทุน
  • สร้างกองทุนความเสี่ยงภาครัฐ: ปรับเปลี่ยนการใช้งบวิจัยจากการกระจายเบี้ยหัวแตก มาเป็นการลงทุนแบบ Venture Capital ที่กล้าเสี่ยงขาดทุนเพื่อสร้าง Deep Tech สัญชาติไทย
  • รื้อยุทธศาสตร์ที่แช่แข็ง: เปลี่ยนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่แก้ไขยาก ให้มีความยืดหยุ่น (Agility) เหมือนระบบ 1+X ของจีนที่พร้อมปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์โลกได้ตลอดเวลา

สรุปบทเรียนยุทธศาสตร์ชาติเพื่ออนาคตปี 2037

หากยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของไทยไม่ได้รับการรื้อระบบคิดใหม่ เราอาจพบว่าในปี 2037 ประเทศไทยจะกลายเป็นเพียงห้องเช่าราคาแพงที่ไม่มีสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาใดๆ เลย การกล้าที่จะขัดใจทุนต่างชาติหรือยอมรับความเสี่ยงในการลงทุนเทคโนโลยีคือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้

บทสรุปของ Made in China 2025 ได้สร้างรากฐานความอยู่รอดให้จีนไปอีกนับศตวรรษ ส่วนไทยนั้นถึงเวลาแล้วที่ต้องเลิกเล่นเกมแบบปลอดภัย (Play Safe) เพราะในโลกยุคใหม่ ความปลอดภัยที่ไม่มีนวัตกรรมของตนเองอาจเป็นความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุด

  1. Facebook Pun-Arj Chairatana
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล