"ญี่ปุ่น" จ่อตัดห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์จีน อาจเกิดวิกฤต "ชิป" ระลอกใหม่?

"ญี่ปุ่น" จ่อตัดห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์จีน อาจเกิดวิกฤต "ชิป" ระลอกใหม่?

"ญี่ปุ่น" จ่อตัดห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์จีน อาจเกิดวิกฤต "ชิป" ระลอกใหม่?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

วิกฤต "ชิป" ระลอกใหม่? จับตา "ญี่ปุ่น" จ่อตัดห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์จีน วิเคราะห์ผลกระทบและทางรอด

ท่ามกลางกระแสความตึงเครียดทางการทูตระหว่างประเทศ ล่าสุดประเด็นความมั่นคงทางเทคโนโลยีกลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง เมื่อมีความกังวลว่า "ญี่ปุ่น" อาจงัดมาตรการระงับการส่งออกวัสดุสำคัญในการผลิตชิปอย่าง "โฟโตรีซิสต์" (Photoresist) ให้กับจีน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม เซมิคอนดักเตอร์ ของจีนมากน้อยเพียงใด และแดนมังกรเตรียมแผนรับมือไว้อย่างไร?

ญี่ปุ่นคุมเกมวัตถุดิบต้นน้ำ จีนพึ่งพาหนักแค่ไหน?

จากข้อมูลล่าสุดในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 ชี้ให้เห็นว่าจีนยังคงพึ่งพาญี่ปุ่นอย่างหนัก โดยมีการนำเข้า โฟโตรีซิสต์ จากญี่ปุ่นสูงถึง 56% ของปริมาณนำเข้าทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น ในกลุ่มวัสดุเกรดไฮเอนด์อย่าง ArF Photoresist (สำหรับชิปขนาด 7nm-28nm) บริษัทญี่ปุ่นครองส่วนแบ่งตลาดโลกกว่า 70% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า หากญี่ปุ่นตัดสินใจ "ตัดท่อน้ำเลี้ยง" ทางเทคโนโลยีจริง ย่อมสร้างแรงสั่นสะเทือนมหาศาลต่อการผลิตชิปของจีน

เปิด 5 เหตุผล ทำไมจีนอาจ "ไม่เจ็บหนัก" อย่างที่คิด

แม้ตัวเลขการพึ่งพาจะดูน่าตกใจ แต่นักวิเคราะห์มองว่าในความเป็นจริง "ความเสี่ยง" อาจไม่ได้รุนแรงถึงขั้นวิกฤต ด้วยปัจจัย 5 ประการ ดังนี้:

  • ทางเลือกอื่นเริ่มมีบทบาท: แม้ญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าตลาด แต่บริษัทจีนหลายแห่งเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาทดแทนได้แล้ว เช่น Shanghai Sinyang ที่เริ่มส่งมอบสินค้าให้โรงงานใหญ่ หรือ Dinglong Technology ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้ว นอกจากนี้ยังมีซัพพลายเออร์จากสหรัฐฯ และยุโรป เป็นทางเลือกสำรอง
  • กระแส "เลิกง้อญี่ปุ่น": ทั้งจีนและเกาหลีใต้ (ซึ่งครองตลาดชิปกว่าครึ่งโลก) ต่างกำลังเร่งวิจัยและพัฒนาโฟโตรีซิสต์ของตัวเองอย่างหนัก เพื่อลดการพึ่งพาญี่ปุ่นในระยะยาว
  • ญี่ปุ่นกลัวเสียแชมป์: บทเรียนจากปี 2019 ที่ญี่ปุ่นเคยจำกัดการส่งออกไปเกาหลีใต้ ส่งผลให้เกาหลีหันไปผลิตเองจนสำเร็จ ทำให้ญี่ปุ่นเสียส่วนแบ่งการตลาดถาวร ครั้งนี้ญี่ปุ่นจึงระมัดระวังมาก เพราะจีนคือตลาดอันดับ 1 หากตัดขาดอาจเท่ากับเป็นการฆ่าตัวตายทางธุรกิจ
  • สต็อกสินค้าและความอึด: จีนมีการสำรองวัตถุดิบไว้รับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยสารเคมีเหล่านี้สามารถเก็บรักษาได้นาน 6 เดือนขึ้นไป ทำให้จีนมีเวลาพอที่จะหาทางหนีทีไล่
  • ผลประโยชน์ทับซ้อน: การค้าขายระหว่างจีนและญี่ปุ่นมีมูลค่ามหาศาล หากเกิดความขัดแย้งรุนแรง จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กลยุทธ์ "กันไว้ดีกว่าแก้" ของจีน

แม้ปัจจุบันสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นแตกหัก แต่จีนก็ไม่ประมาท โดยมีการเสนอแนวทางรับมือเพื่อความมั่นคงระยะยาว:

1. เตรียมพร้อมรับกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst-case Scenario): เร่งสำรองสินค้า เช็กวันหมดอายุ และสร้างระบบหมุนเวียนสต็อกสินค้าเพื่อป้องกันการขาดแคลนฉุกเฉิน พร้อมทั้งสำรวจจุดเสี่ยงอื่นๆ ในห่วงโซ่อุปทานที่อาจถูกปิดกั้น

2. ดึงต่างชาติร่วมลงทุน: เปิดกว้างให้บริษัทวัสดุภัณฑ์จากทั่วโลก ไม่ว่าจะเกาหลี ยุโรป หรือสหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานการผลิตในจีน เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ

3. สร้างมาตรฐานใหม่: ลดการพึ่งพามาตรฐานเทคโนโลยีของญี่ปุ่น และพยายามสร้างมาตรฐานใหม่ร่วมกับพันธมิตรอื่น เพื่อลดอำนาจต่อรองของญี่ปุ่นในระยะยาว

สรุป

การแข่งขันของมหาอำนาจเป็นเกมยาว แม้ความเสี่ยงเรื่องการตัดขาดห่วงโซ่อุปทานจะยังคงมีอยู่ แต่ด้วยการเตรียมพร้อมและการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศของจีน เชื่อว่าจะสามารถลดผลกระทบและประคองอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เดินหน้าต่อไปได้ และในวิกฤตนี้อาจกลายเป็นตัวเร่งให้จีน "พึ่งพาตนเอง" ได้เร็วยิ่งขึ้น

แหล่งอ้างอิง

  1. Xinmou Research (via QQ News)
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล