รีโมตเปลี่ยนอารมณ์


การที่มนุษย์มีความคิดเป็นของตนเองชักนำไปสู่การเรียกร้องอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
"การที่มนุษย์มีความคิดเป็นของตนเองชักนำไปสู่การเรียกร้องอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เราจึงจำเป็นต้องควบคุมความคิดของพวกเขา สักวันหนึ่งพวกเขาจะต้องถูกควบคุมพฤติกรรมด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์"
ดร.โฮเซ เดลกาโด (Jose Delgado) ศาสตราจารย์ประสาทวิทยา มหาวิทยาลัยเยล กล่าวประโยคดังกล่าวในการปาฐกถาเมื่อปี 1974 มันเป็นแนวความคิดที่น่าตกใจและจะยิ่งน่าวิตกมากยิ่งขึ้นเมื่อรู้ว่า ดร.เดลกาโดสามารถทำสิ่งนั้นสำเร็จมาก่อนหน้าการอภิปรายนานกว่า 10 ปี
เดลกาโดมีความเชื่อว่ามนุษย์และสัตว์จะมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปหากถูกกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้า เขาจึงได้ทำการวิจัยในเรื่องนี้เมื่อราวปี 1950 โดยการสร้างเครื่องกระตุ้นด้วยการส่งกระแสไฟฟ้าตามสายไฟไปยังเข็มที่ปักอยู่บนผิวหนังของสัตว์ทดลอง
หากแต่ต่อมาเดลกาโดเกรงว่าวิธีการใช้เข็มเสียบลงบนกะโหลกสัตว์ทดลองอาจทำให้เกิดแผลติดเชื้อ เขาจึงได้ประดิษฐ์เครื่องกระตุ้นขนาดเล็กเท่าเหรียญ 10 บาท ควบคุมด้วยเครื่องส่งระยะไกลแทนการใช้วิธีส่งกระแสไฟไปตามสาย เขาตั้งชื่ออุปกรณ์นี้ว่า "Stimoceiver" ซึ่งมาจากคำว่า Stimulation และ Receiver
อารมณ์เลือกได้
ทศวรรษ 1920 วอลเตอร์ เฮส (Walter Hess) นักวิทยาศาสตร์ชาวสวิส ค้นพบว่าสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างของสัตว์ได้ด้วยการใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้นไปที่จุดต่างๆในสมอง แต่หลังจากนั้นมาก็ไม่มีใครสานต่องานวิจัยของเฮส จนกระทั่งถึงช่วงทศวรรษ 1940 การรักษาผู้ป่วยทางประสาทด้วยวิธีการ "โลโบโตมี" (Lobotomy) หรือการเจาะกะโหลกผู้ป่วยแล้วล้วงเอาสมองที่ (คิดว่า) เสียหายออกมา
เดลกาโดไม่เห็นด้วยกับการรักษาด้วยวิธีดังกล่าว เขาเชื่อว่ามันเป็นการทำให้สมองได้รับความเสียหายอย่างถาวร อีกทั้งการรักษาโรคทางประสาทนั้นทำได้ง่ายๆด้วยการกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้าตามวิธีการของเฮสโดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด
อาสาสมัครหลายคนให้ความร่วมมือในการทดลองเบื้องต้น เดลกาโดปล่อยให้อาสาสมัครคนแรกนั่งเล่นกีตาร์อย่างสบายอารมณ์ และทันทีที่เดลกาโดกดรีโมต อารมณ์ของอาสาสมัครก็เปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วขว้างกีตาร์เข้าใส่เดลกาโด
แม้ว่าการทดลองทุกครั้งจะยืนยันว่าเดลกาโดสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของอาสาสมัครได้ แต่ปัญหาก็คือเขาไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ที่ตามมาได้ แม้กระทั่งการทดลองกับอาสาสมัครคนเดิมผลลัพธ์ก็ไม่เหมือนเดิม อีกทั้งบางครั้งก็เกิดผลข้างเคียงทำให้อาสาสมัครมีอาการเจ็บปวดตามร่างกาย เดลกาโดจึงยกเลิกการทดลองกับมนุษย์ หันไปทดลองกับสัตว์
คุมความประพฤติ
การทดลองครั้งต่อมามุ่งเป้าไปที่สัตว์จำพวกลิงเป็นส่วนใหญ่ เขานำอาลี ลิงกังหางสั้นจอมเกเรไปขังรวมกับลิงตัวเมียหลายตัว ซึ่งเป็นธรรมชาติของลิงที่จะมีจ่าฝูงเบ่งกล้ามแสดงอำนาจบาตรใหญ่ มันจะครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในกรงและเที่ยวอาละวาดใส่ลิงตัวอื่นเมื่อไม่สบอารมณ์
เดลกาโดติดตั้งสวิตช์ควบคุมความประพฤติเจ้าอาลีไว้ที่มุมหนึ่งของกรง ตอนแรกบรรดาลิงสาวๆก็เกรงกลัวอาลีและยอมสยบให้กับมัน แต่หลังจากที่เรียนรู้ว่าถ้าไปโยกสวิตช์ข้างกรงแล้ว อาลีจะหงอยไปในทันทีทันใด ดังนั้น ทุกครั้งที่อาลีอาละวาด จะมีลิงสาวตัวหนึ่งไปโยกสวิตช์
เดลกาโดยังทำการทดลองควบคุมพฤติกรรมลิงอีกหลายอย่างเช่น เปลี่ยนพฤติกรรมก้าวร้าวไม่ยอมให้คนเข้าใกล้กลายเป็นลิงเชื่องในพริบตา ควบคุมให้ลิงปฏิเสธไม่กินกล้วยแม้จะเป็นอาหารโปรดของมัน หรือแม้กระทั่งสั่งให้มันนอนหลับภายในเวลา 10 วินาที
นอกจากลิงแล้ว เดลกาโดยังทำการทดลองกับแมวโดยบังคับให้มันยกขาหลังข้างซ้ายขึ้น โดยที่ความสูงของการยกขาขึ้นอยู่กับแรงดันไฟฟ้าที่เครื่องกระตุ้นปล่อยออกมา และการกระตุ้นดังกล่าวไม่ส่งผลกับอารมณ์ของแมว มันยังคงร่าเริงและขี้เล่นอยู่เหมือนเดิม
เอาชีวิตเข้าแลก
ปี 1963 เดลกาโดเดินทางมายังบ้านเกิดในประเทศสเปน เขาติดต่อเรมอน ซานเชส (Ramon Sanchez) เจ้าของปศุสัตว์แห่งหนึ่งเพื่อขอติดตั้งเครื่อง stimoceiver ในส่วนหัวของลูเซโร (Lucero) วัวกระทิงตัวเขื่องขนาด 250 กิโลกรัม
เดลกาโดสวมเสื้อเชิ้ต ผูกเนกไท เดินลงสนามฝึกวัวกระทิงพร้อมกับมูเลต้า หรือผ้าแดงที่นักสู้วัวใช้ล่อวัวกระทิง เขาโบกผ้าแดงหลอกล่อลูเซโร โดยไม่ไหวหวั่นว่าตัวเขาเองนั้นไม่มีประสบการณ์การสู้วัวกระทิง เพราะเขามั่นใจว่าวัวกระทิงไม่สามารถทำอันตรายกับเขาได้
ลูเซโรพุ่งตรงเข้าหาเดลกาโดทิ้งผ้าแดงลงตรงหน้าแล้วกดปุ่มรีโมตที่อยู่ในมือข้างซ้าย ทำให้ลูเซโรชะงักหยุดนิ่งห่างจากเดลกาโดไปเพียงไม่กี่ฟุต ก่อนที่มันจะเดินถอยกลับไปเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลังจากที่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นลงข่าวการทดลองครั้งนี้ ก็เกิดความปั่นป่วนขึ้นในกลุ่มคนรักกีฬาสู้วัวกระทิงเพราะเกรงว่าจะมีการนำเครื่องมือประหลาดนี้มาใช้ในการแข่งขันสู้วัวซึ่งเป็นกีฬาประจำชาติของชาวสเปน
อาวุธลับ CIA
ทดลองของเดลกาโดถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เขาถูกกลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดกล่าวหาว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์สติวิปลาสและพยายามทำการควบคุมพฤติกรรมฝูงชน ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง หญิงสาวคนหนึ่งฟ้องร้องเดลกาโดและมหาวิทยาลัยเยลเรียกร้องสินไหมเป็นเงิน 1 ล้านดอลลาร์ในข้อหาลักลอบฝังเครื่องกระตุ้นพฤติกรรมไว้ในหัวเธอ
ในช่วงเวลาคับขันนั้นเอง วิลลาร์ ปาราซิ (Villar Palasi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประเทศสเปน เชิญชวนให้เดลกาโดมาบริหารมหาวิทยาลัยทางการแพทย์แห่งใหม่ในกรุงมาดริด เดลกาโดจึงรับข้อเสนอและอพยพกลับมาอยู่สเปนในปี 1974 โดยเขากล่าวว่าไม่ได้วิ่งหนีปัญหาที่รุมเร้า หากแต่เป็นเพราะข้อเสนอของรัฐบาลสเปนที่จะสร้างสถานีทดลองทันสมัยให้กับเขาโดยเฉพาะ
กลางทศวรรษที่ 1980 สำนักข่าวใหญ่ BBC และ CNN ได้ขุดคุ้ยข้อมูลการทดลอง สมัยที่เดลกาโดสอนในมหาวิทยาลัยเยลและพบว่า เดลกาโดได้รับเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐและพยายามเชื่อมโยงเรื่องราวเข้ากับโครงการลับ MKULTRA ของ CIA เดลกาโดยอมรับว่าเขาได้รับเงินทุนจริงแต่เป็นงบประมาณของกองทัพเรือ ไม่ใช่ CIA อย่างที่หลายคนตั้งข้อสงสัย
ชิพลดอาชญากรรม
ราวปี 1995 บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีแห่งหนึ่ง ได้รับข้อมูลว่ากรมเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐร่วมมือกับกระทรวงยุติธรรมอิตาลี พัฒนาชิพควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ได้เป็นผลสำเร็จ โดยทำการทดลองฝังชิพนี้ลงใต้ผิวหนังของนักโทษแนวร่วมปลดปล่อยเม็กซิกัน ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ รัฐเทกซัส
ชิพตัวนี้ชื่อว่า Neural Chip 2020 นักโทษ 2 คนควบคุมด้วยรีโมตคอนโทรลไม่ให้นอนเป็นเวลา 4 วันติดต่อกัน และนักโทษอีก 2 คนถูกควบคุมไม่ให้อยากกินอาหารนาน 1 สัปดาห์ และแน่นอนว่านักโทษเหล่านี้ไม่รู้ตัวว่าถูกแอบฝังชิพเอาไว้ใต้ผิวหนัง
แหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยส่งข้อมูลให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่เพื่อเรียกร้องให้บริษัทไม่รับใบสั่งผลิตวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่จะนำมาผลิตชิพดังกล่าวในจำนวนมาก เพราะเกรงว่ารัฐบาลจะนำมาใช้กับประชาชน
เดลกาโดได้ล้างมือจากงานวิจัยในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง แต่ก็ยังคงให้คำปรึกษากับผู้ที่ต้องการสืบสานงานต่อ จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าเขาอาจมีส่วนร่วมในการผลิต Neural Chip 2020 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกลับไปดูการปาฐกถาของเขาในปี 1974 ซึ่งบ่งบอกอย่างแจ้งชัดว่าเขาสนับสนุนให้มีการควบคุมพฤติกรรมของฝูงชน
ที่มา "การศึกษาวันนี้"
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)
.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)
.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)
.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)