
เมื่อเข้าสู่เดือนธันวาคม มองไปทางไหนก็เจอแต่สีสันสดใสของ "สีแดง" และ "สีเขียว" ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำเทศกาลคริสต์มาส แต่เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมต้องเป็นสองสีนี้เท่านั้น? เป็นเพียงแค่ความสวยงามที่จับคู่กันแล้วลงตัว หรือมีประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่ บทความนี้จะพาไปย้อนรอยหาคำตอบที่ผสมผสานทั้งความเชื่อโบราณ ศาสนา และการตลาดระดับโลก
ย้อนกลับไปก่อนกำเนิดศาสนาคริสต์ ชนเผ่าเคลติก (Celtic) ในยุโรปโบราณมีความเชื่อเกี่ยวกับ "ต้นฮอลลี่" (Holly) ซึ่งเป็นพืชที่มีใบสีเขียวและผลสีแดงสด โดยพวกเขาเชื่อว่าต้นไม้ชนิดนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะยังคงความเขียวขจีได้แม้ในฤดูหนาวที่พืชอื่นแห้งตาย
สีเขียวของใบไม้จึงเป็นตัวแทนของ "ชีวิตที่เป็นอมตะ" และความหวังที่จะผ่านพ้นฤดูหนาวอันโหดร้าย ส่วนสีแดงของผลฮอลลี่ สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์และการปกป้องคุ้มครอง ชาวโบราณจึงนิยมนำมาประดับบ้านในช่วงเทศกาลเหมายัน (Winter Solstice) เพื่อเฉลิมฉลองการกลับมาของแสงอาทิตย์

เมื่อศาสนาคริสต์เริ่มแพร่หลาย ประเพณีดั้งเดิมเหล่านี้จึงถูกผนวกเข้ากับการเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซู โดยมีการตีความหมายใหม่ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในทางศาสนา
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
แม้สีแดงและเขียวจะมีประวัติยาวนาน แต่สิ่งที่ทำให้สองสีนี้กลายเป็นภาพจำที่ "ชัดเจนที่สุด" ในยุคปัจจุบัน กลับมาจากการตลาด! ในช่วงทศวรรษที่ 1930 บริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่อย่าง Coca-Cola ได้จ้างศิลปินชื่อ Haddon Sundblom มาวาดภาพซานตาคลอสเพื่อใช้ในโฆษณา
ซานตาคลอสในชุดคลุม "สีแดง" ตัดกับพื้นหลังสีเขียวหรือต้นคริสต์มาส ได้กลายเป็นภาพลักษณ์ที่ทรงพลังและถูกตีพิมพ์ซ้ำๆ ไปทั่วโลก จนกลายเป็นมาตรฐานของสีประจำเทศกาลคริสต์มาสที่เราเห็นกันจนชินตาในทุกวันนี้ (ก่อนหน้านั้นซานตามีทั้งชุดสีฟ้า ขาว หรือเขียว)
ดังนั้น การจับคู่ของสีแดงและเขียวในวันคริสต์มาส จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการผสมผสานระหว่างสัญลักษณ์แห่งการมีชีวิตรอดในฤดูหนาว ความศรัทธาทางศาสนา และอิทธิพลของวัฒนธรรมป๊อปคัลเจอร์ที่หลอมรวมกันจนกลายเป็นสีสันแห่งความสุขที่ขาดไม่ได้ในทุกสิ้นปี
