เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย พระมหากรุณาธิคุณจารึกในใจไทยชั่วกาล

“ครูอ๊อด” เป็น “โรคเนื้องอกในสมอง” เหนื่อยแค่ไหนก็ทน เร่ขายของมือสองหวังเปลี่ยนชีวิตเด็กกำพร้า

“ครูอ๊อด” เป็น “โรคเนื้องอกในสมอง” เหนื่อยแค่ไหนก็ทน เร่ขายของมือสองหวังเปลี่ยนชีวิตเด็กกำพร้า

“ครูอ๊อด” เป็น “โรคเนื้องอกในสมอง” เหนื่อยแค่ไหนก็ทน เร่ขายของมือสองหวังเปลี่ยนชีวิตเด็กกำพร้า เกี่ยวกับ บ้านนกขมิ้น

S! Men

สนับสนุนเนื้อหา

หากพูดถึง “บ้านนกขมิ้น” ก็คงจะคุ้นหูกันเป็นอย่างดี เพราะเป็นมูลนิธิที่คอยดูแลเด็กกำพร้า เร่ร่อน ซึ่งมีนานร่วม 26 ปี โดยการนำของ “ครูอ๊อด-สุรชัย สุขเขียวอ่อน” ผอ.มูลนิธิบ้านนกขมิ้น แต่มาวันนี้ “บ้านนกขมิ้น” กำลังประสบปัญหาค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็กไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร เสื้อผ้า ค่าเล่าเรียน ที่มีไม่เพียงพอ จน “ครูอ๊อด” ต้องออกมานั่งเร่ขายเสื้อผ้ามือสองซึ่งขอรับบริจาคมาจากผู้ใจบุญ เพื่อนำเงินไปเป็นค่าใช้จ่ายให้เด็กๆ แม้ว่าตัวเองจะป่วยเป็น “โรคเนื้องอกในสมอง” ครูเองยังไม่ยอมหยุดพัก และวันนี้รายการ “ปากโป้ง” ทาง ช่อง 8  เข้มทุกเรื่องราว สุดทุกอารมณ์ โดยมี “หนุ่ม-กรรชัย กำเหนิดพลอย” เป็นพิธีกร ขอเจาะลึกถึงเรื่องดังกล่าว

บ้านนกขมิ้นเกิดขึ้นมาได้ยังไง ?

                “เมื่อประมาณ 27 ปีที่แล้วเราพบว่าในกรุงเทพมีเด็กเร่ร่อนจำนวนเยอะมาก ตอนนั้นผมเรียนอยู่ที่รามคำแหง แล้วมีคนมาชวนให้ผมมาเป็นครูอาสาสมัครข้างถนน แล้วก็มีโอกาสได้เจอเด็กข้างถนนเยอะ แต่ว่าไม่รู้จะพาเขาไปที่ไหน อันนี้คือจุดเริ่มต้น คือ เด็กเนี่ยกลับบ้านไม่ได้ เพราะว่าผู้ปกครองไม่ยอมรับบ้าง  ผู้ปกครองเสียชีวิตไปบ้าง หรือผู้ปกครองติดเหล่าติดยา เราก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็ต้องหาบ้านสำหรับเด็กเหล่านี้ ก็ได้ไปเจอกับคุณพ่อวินซ์ เป็นชาวสวิซเซอร์แลนด์ ตอนนั้นท่านก็มาทำบ้านหลังเล็กๆ เป็นบ้านเด็กกำพร้า สาเหตุที่ท่านมาทำก็เพราะว่าท่านไปเจอเด็กเร่ร่อนแล้วอยากจะช่วย แต่ว่าก็มีเด็กแค่ 4-5 คนที่อยู่กับท่าน ท่านเป็นฝรั่ง ท่านไม่รู้จะไปหหาเด็กเร่ร่อนที่ไหนมาอยู่ที่นี่ ก็เลยมารู้จักกับผม และผมก็ได้พาเด็กหลายคนมาอยู่ที่บ้านนกขมิ้น”

ครั้งแรกบ้านนกขมิ้นมีเด็กในบ้านกี่คน ?

                “ครั้งแรกๆ เลยมี 10 คนได้ครับ ตอนนั้นเป็นเด็กเร่ร่อนล้วนๆ เลยครับ เด็กจรจัด เด็กเหลือขอคนเขาเรียกอย่างนั้น เขาอยู่ไม่เป็นที่ไม่เป็นทาง เขาไม่สามารถอยู่ในครอบครัวได้ครับ บางครั้งครอบครัวทอดทิ้งเขา ไล่เขาออกจากบ้าน หรือว่าพ่อแม่ติดยาเสพติด พ่อแม่ติดคุก พ่อแม่เสียชวิต ไม่มีครอบครัวจะอยู่ เด็กบางคนที่ผมเห็นต้องเก็บอาหารในถังขยะกิน”

ทำไมตั้งชื่อบ้านนกขมิ้น ?

                “ถ้าเคยได้ยินเพลงกล่อมเด็ก เนื้อเพลงว่านกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำแล้วจะนอนไหนดี ถ้าใครเคยได้ฟังเพลงกล่อมเด็กจะจำได้ เพราะฉะนั้นเด็กพวกนี้ก็เหมือนนกขมิ้นที่ไม่มีรังนอน ค่ำไหนนอนนั่น ก็เลยตั้งชื่อว่าบ้านนกขมิ้น เป็นบ้านของเด็กที่ไม่มีที่นอน”

บ้านนกขมิ้นเริ่มเติบโตมาเหมือนทุกวันนี้ได้ยังไง ?

                “ผมเป็นครูข้างถนนด้วยนะครับ โอกาสที่จะเจอเด็กข้างถนน และเครือข่ายครูข้างถนน และเครือข่ายคนที่ทำงานเกี่ยวกับเด็ก หลายคนก็ส่งเด็กมาให้กับเราก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จากบ้านในกรุงเทพ เราก็ขยายไปบ้านสุโขทัย เชียงใหม่ เชียงราย และหลายๆ ที่ ที่ต้องขยายไปต่างจังหวัดก็เพราะว่าเราต้องการหาพื้นที่ที่จะทำเกษตรพอเพียงเพื่อจะเลี้ยงดูพวกเขาด้วย”

บ้านกขมิ้นไม่ได้มีแค่ในกรุงเทพ ?

                “ไม่ได้มีที่เดียวครับ มีสาขาอยู่เชียงราย เชียงใหม่ สุโขทัย อุทัยธานี ประจวบฯครับ”

แล้วครูอ๊อดดูแลที่ไหน ?

                “ทั้งหมดเลยครับ แต่จะมีเจ้าหน้าที่แต่ละบ้านที่ผมต้องดูแลเขาด้วยครับ ตัวผมเองประจำอยู่ที่กรุงเทพ ในกรุงเทพมีเด็กอยู่ประมาณ 40 คน ใน 40 คนนี้จะแยกออกเป็นครอบครัว มีครอบครัวอื่นๆ มาช่วยดูแล มี 4 ครอบครัวที่มาช่วยดูแลเด็ก ครอบครัวผมดูแลเด็ก(ส่งเสียค่าเล่าเรียน) 14 คน และยังมี ครอบครัวคุณกำพล ครอบครัวคุณไก่ ครอบครัวคุณปัญญา เราเป็นสถานสงเคราะห์ที่มีรูปแบบแปลกหน่อยนะครับ เราใช้ระบบครอบครัว ระบบบ้าน ภาพใหญ่คือสถานสงเคราะห์กรุงเทพมีเด็ก 40 คน  ภาพย่อยคือมีครอบครัวเล็กๆ ในการดูแลเด็กอีก”

ค่าเล่าเรียน เสื้อผ้า อาหาร ของเด็กที่กรุงเทพครูอ๊อดเป็นคนหา ?

                “ทั้งหมดครับ คือบ้านนกขมิ้นทั่วประเทศ 200 คน”

ได้เงินมากจากไหน  ?

                “มากจากกล่องบริจาคที่เราไปขอวางตามที่ต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟในปั้มน้ำมัน แต่ต่อมาก็วางไม่ค่อยได้ เพราะอาจจะมีขโมยเข้าไปขโมยอาจจะทำให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญทำให้ผู้ประกอบการก็ไม่อยากให้เราวาง ผมไม่ทราบว่ายังไงบ้างนะครับ จริงๆ ผมขอความช่วยเหลือตามที่ต่างๆ อยู่นะครับ ถามว่าตามร้านสะดวกซื้อได้ไปขอวางมั้ย ก็ขอครับ แต่ว่าเขาก็ไม่ได้ให้วางครับ เพราะว่ามันอาจจะรกหูรกตารึป่าวผมไม่เข้าใจเหมือนกันนะครับ มันไม่ค่อยสวยงามหลายที่เลยไม่ให้วาง”

มันเกินตัวไปไหมกับการดูแลเด็กเยอะขนาดนั้น ?

                “ถามว่ามันเกินตัวไหมมันเป็นความตั้งใจของผมที่อยากจะดูแลเด็ก ผมเคยเป็นเด็กที่มาจากครอบครัวแตกแยก และก็เคยเป็นเด็กเร่ร่อนมาก่อน แต่มีคนให้โอกาส สังคมให้โอกาส มีโอกาสได้เรียนหนังสือจนมีวันนี้ก็อยากจะช่วยพวกเขาเราก็พยายามทำให้มากที่สุด ปัญหาของเด็กในปัจจุบันมันก็เยอะขึ้น ปัญหาสังคมเศราฐกิจเราหลีกเลี่ยงไม่ได้”

เด็กที่เข้ามาอายุเท่าไหร่ แล้วต้องดูแลไปถึงอายุเท่าไหร่ ?

                “แรกรับเข้ามานี่ 3 ขวบ ถึง 10 ขวบ แต่เราเลี้ยงดูเขาไปจนถึงเขาอายุ 18-20 ปี คือถ้าเขาเรียนจบแล้ว และอยากจะออกไปใช้ชีวิตตัวเองเราก็ให้ไปได้ แต่ถ้าอยากเรียนต่อเราก็ส่งเสียให้เขาจบมหาวิทยัย จบปริญญาตรีก็มีหลายคนแล้วนะครับ ออกไปทำงานก็มีหลายคนแล้ว”

ไม่เกินกว่าแรงครูเหรอ ?

                “จะบอกว่าเหนื่อยมันก็เหนื่อยนะครับ แต่ก็ต้องขอบคุณที่สังคมช่วย เขาเห็นผมทำงานด้านนี้มา เขามาเยี่ยม เขาก็อยากมีส่วนช่วยในการที่จะเข้ามาบริจาคสิ่งของ หรือบริจาคเงินทุนทรัพย์ในการส่งเด็กเรียนหนังสือ”

ได้ยินมาว่าครูเองก็ป่วยเป็นเนื้องอกในสมอง ผ่าตัดมา 2 ครั้งแล้ว แต่ไม่ยอมพัก  ?

                “ผมเป็นเนื้องอกในสมอง และก็ผ่าตัดมา 2 ครั้งแล้ว ถามว่าเป็นนานแค่ไหนก็ประมาณซัก 5 ปีภรรยาป่วยเป็นโรคหัวใจ ที่รอผ่านตัดเปลี่ยนหัวใจแต่ยังเปลี่ยนไม่ได้ แต่คนก็ถามว่าทำไมผมถึงยังทำ ก็เพราะว่าผมเป็นพ่อของเด็กด้วย ไม่ใช่แค่เป็นครูอย่างเดียว ภรรยาของผมเขาก็เป็นแม่คนหนึ่งในการดูแลเด็ก ”

เรื่องล่าสุดของหมวด Work

ดูหมวด Work ทั้งหมด