เด็ก "DPU" พลิกโฉมผ้าไทย ปั้น "ฮ่มช้าง" ของดี "บุรีรัมย์" สู่เวที "SX2026"

เด็ก "DPU" พลิกโฉมผ้าไทย ปั้น "ฮ่มช้าง" ของดี "บุรีรัมย์" สู่เวที "SX2026"

เด็ก "DPU" พลิกโฉมผ้าไทย ปั้น "ฮ่มช้าง" ของดี "บุรีรัมย์" สู่เวที "SX2026"
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ศิลปกรรมศาสตร์ DPU โชว์ศักยภาพนักศึกษาปั้นแบรนด์กลุ่มผ้าแปรรูปทอมือบ้านถาวร-กลุ่มสตรีถาวรผ้าไทย จ.บุรีรัมย์ พัฒนาโลโก้ “ฮ่มช้าง” มาสคอต สื่อ และสินค้าใหม่ ขึ้นเวที SX2026

คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) พัฒนาผลิตภัณฑ์และอัตลักษณ์แบรนด์ให้แก่กลุ่มผ้าแปรรูปทอมือบ้านถาวร และกลุ่มสตรีถาวรผ้าไทย จังหวัดบุรีรัมย์ โดยนำองค์ความรู้ด้านศิลปะและการออกแบบมาประยุกต์กับภูมิปัญญาท้องถิ่น ครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ การออกแบบอัตลักษณ์สินค้า และการสื่อสารแบรนด์ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคจดจำผลิตภัณฑ์และเรื่องราวของชุมชนได้ง่ายขึ้น รวมถึงเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ โดยยังคงลายผ้า วัสดุ และภูมิปัญญาที่ชุมชนสืบทอดมาไว้ในงานออกแบบ

ผลงานดังกล่าวถูกนำไปจัดแสดงภายในงาน Sustainability Expo 2026 (SX2026) ภายใต้แนวคิด “ปรับ รับ เปลี่ยน” (Resilience in Action) ระหว่างวันที่ 6–15 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยก่อนพัฒนาผลงาน อาจารย์และนักศึกษาได้ลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ผลิต ศึกษาวิถีการทำงาน สินค้าที่มีอยู่ และความต้องการของชุมชน เพื่อนำข้อมูลมาใช้เป็นพื้นฐานในการออกแบบให้เหมาะกับแต่ละกลุ่ม

 

  • ผืนผ้าท้องถิ่น เล่าเรื่องชุมชนผ่านงานออกแบบ

อาจารย์ณมณ ขันธชวะนะ อาจารย์ประจำหลักสูตรการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าวว่า โครงการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ อัตลักษณ์ชุมชนและสื่อประชาสัมพันธ์กลุ่มผ้าแปรรูปทอมือบ้านถาวรและกลุ่มสตรีถาวรผ้าไทย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นความร่วมมือระหว่างคณะศิลปกรรมศาสตร์กับโครงการ Educational Institution Support Activity (eisa) ของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งดำเนินงานร่วมกันต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 8 สำหรับปีนี้ คณะได้รับโจทย์ให้ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อทำงานร่วมกับ 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผ้าแปรรูปทอมือบ้านถาวร และกลุ่มสตรีถาวรผ้าไทย ซึ่งมีพื้นฐานด้านการทอผ้าเหมือนกัน แต่มีลักษณะการผลิต กลุ่มสมาชิก และความต้องการที่ต่างกัน

ทั้งนี้กลุ่มผ้าแปรรูปทอมือบ้านถาวรมีความชำนาญทั้งการทอผ้า การตัดเย็บ และการแปรรูปเป็นสินค้า เช่น ตุ๊กตาช้างผ้าไทย พวงกุญแจ หมอนรองคอ กระเป๋าผ้า และผ้าขาวม้า อีกทั้งมีฐานลูกค้าและช่องทางจำหน่ายอยู่แล้ว จึงต้องการเพิ่มรูปแบบสินค้าและขยายไปสู่ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ขณะที่กลุ่มสตรีถาวรผ้าไทยมีความเชี่ยวชาญตั้งแต่การปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม ไปจนถึงการทอผ้าและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ โดยยังคงใช้ลวดลายที่สืบทอดกันมาในชุมชน เช่น ลายเครื่องตำลึง ลายพญานาคคู่ ลายลูกศร ลายมัดหมี่ และลายขอพระเทพ

“หลังจากอาจารย์และนักศึกษาลงพื้นที่พูดคุยกับสมาชิกทั้งสองกลุ่ม พบว่าความต้องการร่วมกันคือการเพิ่มกลุ่มลูกค้าและพัฒนาสินค้ารูปแบบใหม่ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่มเสื้อผ้า กระเป๋า และของใช้ที่มีการแข่งขันสูง จึงนำข้อมูลจากพื้นที่กลับมาพัฒนาเป็นสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างจากเดิม โดยคำนึงถึงสิ่งที่ชุมชนสามารถผลิตต่อได้จริง” อาจารย์ณมณ กล่าว

สำหรับกลุ่มผ้าแปรรูปทอมือบ้านถาวร ทีมออกแบบได้นำเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับจังหวัดบุรีรัมย์มาใช้ เช่น นกกระเรียนพันธุ์ไทย ปราสาทหินพนมรุ้ง และองค์ประกอบจากธรรมชาติ ก่อนนำสี รูปทรง และรายละเอียดมาปรับใช้กับเสื้อผ้า กระเป๋า พวงกุญแจ ภาพติดผนัง นาฬิกา และสินค้าไลฟ์สไตล์ รวมถึงทดลองใช้ผ้าขาวม้าในรูปแบบใหม่ เช่น การจับคู่กับผ้าพื้น ลดพื้นที่ของลาย และปรับคู่สี เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เหมาะกับการใช้งานในปัจจุบันมากขึ้น ส่วนกลุ่มสตรีถาวรผ้าไทย ได้นำเรื่องเล่าและความเชื่อของคนในพื้นที่มาใช้ในการออกแบบ เช่น เรื่อง “พญานาคแดง” ในหนองน้ำกลางหมู่บ้าน ก่อนพัฒนาเป็นชุดแฟชั่นสำหรับผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก พร้อมนำเทคนิคการตัดต่อผ้า การถัก และการสานเข้ามาใช้ให้ผ้าทอและลวดลายเดิมสามารถนำไปใช้กับเสื้อผ้าในรูปแบบใหม่ได้

อาจารย์ณมณ กล่าวเพิ่มเติมว่า การออกแบบยังให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาที่ชุมชนมีอยู่เดิม ทั้งลวดลาย เทคนิคการทอ สีจากวัสดุธรรมชาติ และเรื่องเล่าของพื้นที่ แล้วจึงปรับเรื่องสี รูปแบบ และวิธีใช้วัสดุให้เข้ากับผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยคำนึงถึงความพร้อมของสมาชิกแต่ละกลุ่มด้วย เนื่องจากมีทั้งวัย ทักษะ และเวลาทำงานที่แตกต่างกัน บางคนยังทำการเกษตรควบคู่กับการทอผ้า ผลงานจึงต้องออกแบบให้ไม่ซับซ้อนเกินไป สามารถทดลองทำ และนำไปผลิตต่อได้จริงในชุมชน

อาจารย์ณมณ กล่าวถึงความคาดหวังว่า ต้องการให้ชุมชนมีสินค้าเพิ่มขึ้นและสามารถเข้าถึงลูกค้าหลากหลายวัยมากกว่าเดิม จากเดิมที่ลูกค้าส่วนหนึ่งเป็นหน่วยงานราชการหรือผู้ที่ซื้อเป็นของฝาก อยากให้สามารถขยายไปสู่นักท่องเที่ยวและคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น หากชุมชนนำผลงานไปพัฒนาต่อและออกจำหน่ายในงานต่าง ๆ ของจังหวัด ก็มีโอกาสเพิ่มรายได้และเปิดตลาดใหม่ให้กับสินค้าได้

  • โจทย์จริงของชุมชน สร้างแบรนด์ที่ใช้ได้จริง

ด้าน อาจารย์กิรติ ศรีสุชาติ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา ในฐานะอาจารย์สาขาวิชาเอกการออกแบบกราฟิกดิจิทัลและภาพประกอบ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า กลุ่มผ้าแปรรูปทอมือบ้านถาวรมีจุดแข็งตรงที่สามารถนำผ้าทอไปพัฒนาเป็นสินค้าหลากหลาย ทั้งตุ๊กตา ถุงผ้า กระเป๋า และของพรีเมียม รวมถึงมีฐานลูกค้าและการผลิตอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ยังขาดคือภาพจำของแบรนด์ที่เป็นระบบ เนื่องจากโลโก้และรูปแบบการสื่อสารยังเปลี่ยนไปตามแต่ละงาน ทำให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ได้ยาก

“ทีมกราฟิกจึงวางระบบ Branding ให้กับชุมชน โดยกำหนดให้มีอัตลักษณ์หลักที่สามารถนำไปใช้ได้กับสินค้าหลายประเภท พร้อมพัฒนาโลโก้ “ฮ่มช้าง” และมาสคอตให้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของแบรนด์ เมื่อมีองค์ประกอบเหล่านี้ชัดขึ้น ชุมชนสามารถนำไปใช้กับป้ายสินค้า บรรจุภัณฑ์ เสื้อ กระเป๋า ของที่ระลึก หรือสื่อประชาสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน ทำให้สินค้าแต่ละชิ้นเชื่อมกลับมาที่แบรนด์เดียวกันได้” อาจารย์กิรติ กล่าว

ก่อนพานักศึกษาไปพบชุมชน ได้เก็บข้อมูลและพูดคุยเบื้องต้นมาก่อนหนึ่งรอบ แล้วนำข้อมูลกลับมาให้นักศึกษาวิเคราะห์และพัฒนาแนวทางล่วงหน้า โดยเตรียมแนวทางการออกแบบรวมประมาณ 16 แบบ เมื่อเข้าไปพบชุมชนจึงสามารถนำตัวอย่างไปให้สมาชิกพิจารณาและเลือกทิศทางที่ตรงกับตัวตนของกลุ่ม ก่อนปรับรายละเอียดต่อจากข้อเสนอแนะจนได้แบบสุดท้าย

“เราไม่ได้ไปเริ่มจากศูนย์ในวันที่เจอชุมชน เด็กต้องทำการบ้านจากข้อมูลที่มีอยู่ก่อน แล้วนำแนวทางไปให้เจ้าของแบรนด์จริงเป็นคนดูว่าแบบไหนใช่หรือไม่ใช่ เพราะคนที่จะใช้แบรนด์ต่อคือชุมชนเอง สิ่งสำคัญคือเด็กต้องเรียนรู้ว่าการออกแบบให้คนอื่นใช้ ไม่ได้คิดจากความชอบของตัวเองอย่างเดียว แต่ต้องฟังเจ้าของงานและหาคำตอบที่เหมาะกับเขา” อาจารย์กิรติ กล่าว                                                                                                 นอกจากนี้ อาจารย์กิรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำงานลักษณะนี้ทำให้นักศึกษาได้ฝึกตั้งแต่การค้นคว้าข้อมูล วิเคราะห์โจทย์ วางแผน ไปจนถึงการพูดคุยกับผู้ใช้งานจริง ซึ่งต่างจากการทำงานในห้องเรียน เพราะเมื่อลงพื้นที่ นักศึกษาต้องเลือกวิธีอธิบายให้คนในชุมชนเข้าใจ รับฟังข้อเสนอแนะ และนำกลับมาปรับงานให้เหมาะกับการผลิตและการใช้งานของพื้นที่ ขณะเดียวกันการรวมทีมจากหลายชั้นปียังเปิดโอกาสให้รุ่นพี่และรุ่นน้องช่วยกันทำงานและเรียนรู้จากความถนัดของกันและกัน

  • ความภูมิใจของนักศึกษา เมื่อผลงานได้ใช้จริงในชุมชน

ด้าน นางสาวกนกวรรณ โสตถิรัตนพันธุ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ วิชาเอกการ

ออกแบบกราฟิกดิจิทัลและภาพประกอบ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า หลังได้รับโจทย์ทีมพยายามนำเรื่องราวของชุมชนมาแปลงเป็นภาพที่จดจำได้ง่าย โดยแนวคิดของโลโก้ “ฮ่มช้าง” พัฒนาเป็นภาพช้างตัวใหญ่และช้างตัวเล็ก สื่อถึงความผูกพันและความเป็นครอบครัว พร้อมใช้ใบบัวเป็นร่มเงาปกป้องช้างทั้งสองตัว ซึ่งเชื่อมโยงกับบ่อบัวที่อยู่คู่กับชุมชนมาเป็นเวลานาน ส่วนสีเลือกใช้สีทองเพื่อสื่อถึงคุณค่า ความเป็นมงคล และความศรัทธา ควบคู่กับสีน้ำตาลที่เชื่อมโยงกับความเก่าแก่และภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมา

            “หลังจากได้โลโก้ ทีมได้ทำตัวอย่างการนำไปใช้กับป้ายสินค้า แท็กติดผลิตภัณฑ์ ถุง กระเป๋า เสื้อ และบรรจุภัณฑ์ รวมถึงเสนอการทำโลโก้เป็นตราปั๊มเพื่อให้ชุมชนนำไปใช้ได้เอง ช่วยลดขั้นตอนในการสั่งผลิตสื่อใหม่ทุกครั้งและเหมาะกับรูปแบบการทำงานของชุมชนมากขึ้น นอกจากนี้ยังพัฒนามาสคอต “น้องถาวร” จากนกกระเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับพื้นที่และพัฒนาเป็นของที่ระลึก พร้อมจัดทำเว็บไซต์รวบรวมเรื่องราวของหมู่บ้าน ที่มาของแบรนด์ ภูมิปัญญาการทอผ้า และแนวทางการใช้โลโก้ เพื่อให้ชุมชนมีเครื่องมือสำหรับนำแบรนด์ไปใช้กับสื่อและผลิตภัณฑ์ในรูปแบบเดียวกัน” นางสาวกนกวรรณ กล่าว

นางสาวกนกวรรณ กล่าวทิ้งท้ายว่า การทำงานร่วมกับชุมชนตลอดระยะเวลาประมาณ 4 เดือน ทำให้ได้ฝึกทั้งการสื่อสารกับคนต่างวัย การรับฟังความคิดเห็น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการปรับงานให้เหมาะกับข้อจำกัดในการผลิตจริง ตั้งแต่การศึกษาข้อมูล พัฒนาแนวคิด ไปจนถึงการส่งมอบผลงานให้ชุมชนนำไปใช้ โดยรู้สึกภูมิใจที่ผลงานของทีมถูกนำไปจัดแสดงและใช้สื่อสารกับคนภายนอก เพราะทำให้เห็นว่าสิ่งที่เรียนสามารถนำไปใช้กับงานจริงและช่วยชุมชนได้

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 8 การส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานที่มีคุณค่า และเป้าหมายที่ 12 การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน ผ่านการนำทรัพยากร วัสดุ และภูมิปัญญาที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน และพัฒนาทักษะของคนในพื้นที่ให้สามารถนำความรู้และต้นแบบที่ได้รับไปใช้กับการผลิตของตนเอง

ผู้สนใจข้อมูลเกี่ยวกับคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU)  สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dpu.ac.th/th/faculty-of-fine-and-applied-arts

 

อัลบั้มภาพ 8 ภาพ

อัลบั้มภาพ 8 ภาพ ของ เด็ก "DPU" พลิกโฉมผ้าไทย ปั้น "ฮ่มช้าง" ของดี "บุรีรัมย์" สู่เวที "SX2026"

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล