5 ประเทศเสี่ยงเสียชีวิตจากเอลนีโญสูงสุด! นักวิจัยเปิดแผนที่เตือนภัย ไทยต้องระวังอะไร?

5 ประเทศเสี่ยงเสียชีวิตจากเอลนีโญสูงสุด! นักวิจัยเปิดแผนที่เตือนภัย ไทยต้องระวังอะไร?

5 ประเทศเสี่ยงเสียชีวิตจากเอลนีโญสูงสุด! นักวิจัยเปิดแผนที่เตือนภัย ไทยต้องระวังอะไร?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เปิดแผนที่เอลนีโญ 2026–2027 เตือนผู้เสียชีวิตจากความร้อนอาจเพิ่ม 8.57 แสนราย 5 ประเทศเสี่ยงหนัก

ผลการศึกษาล่าสุดจากทีมนักวิจัยแห่ง Climate Impact Lab ได้เปิดเผยข้อมูลคาดการณ์อัตราการเสียชีวิตจากวิกฤตคลื่นความร้อนรุนแรงอันเป็นผลมาจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) โดยได้มีการจัดทำแผนที่แบบอินเทอร์แอ็กทีฟในชื่อ "El Niño Heat Mortality Tracker" เพื่อแสดงระดับความเสี่ยงและอัตราการเสียชีวิตที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละประเทศทั่วโลก

นักวิจัยเตือนว่าสภาพอากาศที่ร้อนจัดผิดปกติจากสภาวะ "ซูเปอร์เอลนีโญ" (Super El Niño) อาจส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตส่วนเกิน (Extra Deaths) รวมทั่วโลกพุ่งสูงถึงประมาณ 857,000 คน โดยคาดว่าในช่วง 6 เดือนข้างหน้าจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นมากกว่า 372,000 คน

ประเทศในซีกโลกใต้และจุดเสี่ยงอันตรายหลัก

ศ.ไมเคิล กรีนสโตน (Michael Greenstone) ผู้ร่วมก่อตั้ง Climate Impact Lab ระบุว่า เครื่องมือติดตามนี้ช่วยให้เห็นภาพล่วงหน้าว่าความร้อนจัดกำลังจะพรากชีวิตประชากรที่ใดบ้าง เพื่อให้ผู้นำและผู้กำหนดนโยบายสามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงทีก่อนที่จะเกิดความสูญเสีย

ผลการวิเคราะห์พบว่า ประชากรในกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South) จะเป็นผู้ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยประเทศที่มีแนวโน้มเผชิญอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่:

  • ไนจีเรีย (Nigeria): คาดว่าเป็นประเทศที่สุ่มเสี่ยงจะสูญเสียประชากรจากความร้อนสะสมมากที่สุดในโลก โดยอาจสูงถึงประมาณ 56,000 คน
  • อินเดีย (India): คาดการณ์ผู้เสียชีวิตสะสมราว 55,000 คน โดยเฉพาะในเดือนมีนาคมที่จะเป็นช่วงเวลาที่รับมือกับความร้อนได้ยากลำบากที่สุด
  • อินโดนีเซีย (Indonesia): ประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบหนัก โดยมีผู้เสียชีวิตคาดการณ์ราว 29,000 คน
  • บราซิล (Brazil) และ ซูดาน (Sudan): ติดกลุ่ม 5 ประเทศแรกที่คาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตจากสภาวะอากาศร้อนจัดมากที่สุดเช่นกัน

พื้นที่อันตรายรายภูมิภาคในประเทศใหญ่

แผนที่ดังกล่าวยังแสดงความแตกต่างของระดับความเสี่ยงภายในประเทศเดียวกันได้อย่างละเอียด ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา รัฐแคลิฟอร์เนียและนอร์ทแคโรไลนาถูกจัดให้อยู่ใน "เขตสีแดง" ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีอัตราความเสี่ยงสูญเสียชีวิตสูง ขณะที่รัฐอื่นๆ มีระดับความเสี่ยงต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ในทำนองเดียวกัน พื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศจีนถูกระบุให้เป็นเขตอันตรายหลักจากคลื่นความร้อน ในขณะที่พื้นที่ทางตอนเหนือของจีนไม่ได้คาดการณ์ว่าจะได้รับผลกระทบรุนแรงในระดับเดียวกัน

แล้วประเทศไทยเสี่ยงจากเอลนีโญมากแค่ไหน?

แม้ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในกลุ่ม 5 ประเทศที่ถูกระบุว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมสูงที่สุดในรายงานดังกล่าว แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบจากเอลนีโญ

การประเมินก่อนหน้านี้ของ Climate Impact Lab ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน 2569 ระบุว่า ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไทย และกัมพูชา อาจมีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมจากความร้อนรวมกันประมาณ 19,400 ราย ในช่วงเวลาที่รายงานฉบับนั้นประเมิน

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบที่ควรติดตามคืออากาศร้อนจัด ภาวะฝนทิ้งช่วง ภัยแล้ง ความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงความปลอดภัยของแรงงานกลางแจ้ง โดยต้องอาศัยประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานสาธารณสุขของไทยในการประเมินสถานการณ์จริง

นักวิจัยแนะเตรียมรับมือความร้อน ก่อนเกิดความสูญเสีย

ศาสตราจารย์ไมเคิล กรีนสโตน (Michael Greenstone) ผู้ร่วมก่อตั้ง Climate Impact Lab อธิบายว่า การมีระบบพยากรณ์ผลกระทบต่อการเสียชีวิตล่วงหน้าจะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถระบุพื้นที่เสี่ยง และเตรียมมาตรการป้องกันก่อนที่ประชาชนจะได้รับผลกระทบรุนแรง

ด้านทัมมา คาร์ลตัน (Tamma Carleton) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวช่วยแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ใดต้องการมาตรการรับมืออย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการป้องกันผลกระทบจากอากาศร้อนควบคู่ไปกับการดูแลความมั่นคงด้านอาหาร

มาตรการที่นักวิจัยเสนอ ได้แก่ ระบบแจ้งเตือนคลื่นความร้อนล่วงหน้า การเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพ การจัดจุดพักคลายร้อนและน้ำดื่มสะอาด รวมถึงมาตรการคุ้มครองแรงงานกลางแจ้งในวันที่อากาศร้อนจัด

สรุปวิกฤตและการเตรียมพร้อมรับมือ

ผศ.ตัมมา คาร์ลตัน (Tamma Carleton) ย้ำเตือนว่า ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเตรียมพร้อมระบบสาธารณสุข ศูนย์พักพิงคลายร้อน และระบบกระจายน้ำดื่ม เพื่อช่วยชีวิตผู้คนควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาวิกฤตความมั่นคงทางอาหาร ผลกระทบจากเอลนีโญในครั้งนี้จึงถือเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ที่ทั่วโลกต้องร่วมมือกันรับมืออย่างจริงจัง

แหล่งอ้างอิง

  1. LADbible
  2. Climate Impact Lab
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล