เด็กศิลป์ "DPU" ปล่อยของ ชุบชีวิต "ผ้าไทย" ชุมชน "บุรีรัมย์" สู่ตลาดยุคใหม่

เด็กศิลป์ "DPU" ปล่อยของ ชุบชีวิต "ผ้าไทย" ชุมชน "บุรีรัมย์" สู่ตลาดยุคใหม่

เด็กศิลป์ "DPU" ปล่อยของ ชุบชีวิต "ผ้าไทย" ชุมชน "บุรีรัมย์" สู่ตลาดยุคใหม่
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ศิลปกรรมศาสตร์ DPU ส่งมอบผลงานออกแบบผลิตภัณฑ์ชุมชนบุรีรัมย์ ชูศักยภาพนักศึกษาสร้างสรรค์อัตลักษณ์ท้องถิ่น ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดพิธีส่งมอบผลงานการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้แก่กลุ่มผ้าแปรรูปทอมือบ้านถาวร และกลุ่มสตรีถาวรผ้าไทย จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมุ่งนำองค์ความรู้ด้านศิลปะและการออกแบบมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้มีความร่วมสมัย สร้างอัตลักษณ์และเพิ่มโอกาสทางการตลาด พร้อมเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากโจทย์จริงของชุมชน ผ่านความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ณ ห้องประชุมสัจจา เกตุทัต อาคารสำนักอธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการและวิจัย กล่าวว่า มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษานำองค์ความรู้จากห้องเรียนไปประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการของสังคม โดยเฉพาะการทำโครงงานที่เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจและชุมชน ซึ่งนักศึกษาต้องลงพื้นที่ศึกษาข้อมูล วิเคราะห์ความต้องการ และพัฒนาผลงานภายใต้คำแนะนำของอาจารย์ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง 

การดำเนินงานดังกล่าวยังเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนักศึกษาและชุมชน เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีความเชี่ยวชาญด้านหัตถกรรม วัตถุดิบ และรูปแบบการผลิตที่แตกต่างกัน นักศึกษาจึงต้องทำความเข้าใจบริบทและอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน ก่อนนำความรู้ด้านการออกแบบมาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการ ขณะเดียวกันนักศึกษายังได้เรียนรู้กระบวนการผลิตจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นประสบการณ์สำคัญในการพัฒนาทักษะวิชาชีพและการทำงานร่วมกับผู้อื่น

 

รองอธิการบดีสายงานวิชาการและวิจัย DPU กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของการพัฒนาชุมชนไม่ได้เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการในระยะสั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยยกตัวอย่างการดำเนินโครงการของภาคเอกชนที่ทำงานร่วมกับชุมชนมายาวนานกว่า 10 ปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องใช้เวลาในการสร้างองค์ความรู้ พัฒนาทักษะ และต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้ชุมชนสามารถดำเนินการต่อได้ด้วยตนเอง

ทั้งนี้ ผลงานการออกแบบของนักศึกษาไม่ได้มุ่งเน้นเพียงความสวยงาม แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ผ้าและกระเป๋าที่สามารถพัฒนาให้เป็นสินค้าของฝากหรือของที่ระลึก ตลอดจนต่อยอดสู่ช่องทางการตลาดที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ขณะเดียวกันยังเป็นการส่งเสริมให้นักศึกษามองเห็นโอกาสในการนำความรู้และประสบการณ์ไปพัฒนาธุรกิจหรือสร้างอาชีพของตนเองในอนาคต

นอกจากนี้ ยังแสดงความภาคภูมิใจต่อผลงานของนักศึกษาที่สามารถนำความคิดสร้างสรรค์มาผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นจนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ โดยมองว่าการลงพื้นที่ทำงานร่วมกับชุมชนช่วยให้นักศึกษาได้พัฒนาทั้งทักษะการออกแบบ การแก้ไขปัญหา การสื่อสาร และความเข้าใจด้านการประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเติบโตในสายวิชาชีพ รวมถึงการก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการในอนาคต 

โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 8 การส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานที่มีคุณค่า และเป้าหมายที่ 12 การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน ผ่านการใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพคนในชุมชน

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กมลศิริ วงศ์หมึก คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยว่า ได้นำโจทย์ความต้องการของชุมชนจังหวัดบุรีรัมย์มาบูรณาการกับการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นถิ่นให้มีความร่วมสมัย เพิ่มมูลค่าและขยายโอกาสทางการตลาด โดยมุ่งเน้นการสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ การเพิ่มมูลค่าผ้าทอท้องถิ่น และการพัฒนาอัตลักษณ์แบรนด์ให้มีความชัดเจน เพื่อให้ชุมชนสามารถนำผลงานไปต่อยอดการผลิตและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน 

การดำเนินงานดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือกับภาคเอกชนในการนำองค์ความรู้ด้านการออกแบบมาสนับสนุนการพัฒนาชุมชน โดยคณาจารย์และนักศึกษาได้ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับกลุ่มผ้าแปรรูปทอมือบ้านถาวร และกลุ่มสตรีถาวรผ้าไทย จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการทอผ้าและการแปรรูปผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว ผ่านกระบวนการรับฟังปัญหา ศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น และค้นหาอัตลักษณ์ของชุมชน เพื่อนำมาพัฒนาผลงานออกแบบที่ตอบสนองความต้องการของผู้ผลิตและผู้บริโภค

 

จากการลงพื้นที่พบว่า ชุมชนต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น รวมถึงสร้างการจดจำแบรนด์ให้ชัดเจน คณะจึงนำประเด็นดังกล่าวมาเป็นโจทย์ให้นักศึกษาได้ฝึกคิด วิเคราะห์ และออกแบบผลิตภัณฑ์จากสถานการณ์จริง โดยผลงานที่พัฒนาขึ้นครอบคลุมการออกแบบอัตลักษณ์สินค้า ผลิตภัณฑ์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ของตกแต่งบ้าน ของที่ระลึก และเครื่องแต่งกาย ซึ่งสะท้อนการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับแนวคิดการออกแบบร่วมสมัย

 สำหรับพิธีส่งมอบผลงานการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ถือเป็นเวทีนำเสนอผลงานต้นแบบของนักศึกษา พร้อมเปิดโอกาสให้ตัวแทนชุมชนร่วมแสดงความคิดเห็นและสะท้อนความต้องการเพิ่มเติม เพื่อนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงผลงานให้สอดคล้องกับกระบวนการผลิตจริง ก่อนต่อยอดสู่การจัดแสดงผลงานในโอกาสต่อไป

ด้านนายสุรพล เศวตเศรณี ที่ปรึกษา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) และชุมชนจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นการผสานองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของแต่ละภาคส่วน เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้มีอัตลักษณ์และสามารถแข่งขันในตลาดได้มากขึ้น โดยเฉพาะการนำทักษะด้านการออกแบบและความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคมาช่วยพัฒนาสินค้าชุมชนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการชุมชนจำนวนไม่น้อยมีทักษะและความเชี่ยวชาญในการผลิตสินค้าหัตถกรรม แต่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านการออกแบบ การสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ และการเข้าถึงตลาด ทำให้สินค้าบางประเภทแม้จะมีคุณภาพและผลิตได้ดี แต่ไม่สามารถสร้างยอดขายได้ตามศักยภาพ การเข้ามามีส่วนร่วมของสถาบันการศึกษาจึงช่วยเติมเต็มองค์ความรู้ด้านการออกแบบ การสร้างอัตลักษณ์สินค้า และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับรสนิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา รวมถึงกระแสการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน 

ความร่วมมือครั้งนี้ยังเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างคนต่างรุ่นและต่างประสบการณ์ โดยชุมชนมีความชำนาญด้านการทอผ้าและงานหัตถกรรมที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ขณะที่คณาจารย์และนักศึกษามีความรู้ด้านการออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ และแนวโน้มตลาดสมัยใหม่ เมื่อนำจุดแข็งทั้งสองด้านมาทำงานร่วมกัน จึงสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่รักษาคุณค่าภูมิปัญญาท้องถิ่นควบคู่กับการสร้างความร่วมสมัยและเพิ่มโอกาสทางการค้า

นายสุรพล กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาชุมชนให้เกิดผลสำเร็จอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยการทำงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการดำเนินโครงการระยะสั้น โดยตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีของการดำเนินงานร่วมกับชุมชน สิ่งสำคัญคือการสร้างความไว้วางใจ ความสัมพันธ์ และความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพไปพร้อมกัน อันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่

  

นอกจากนี้ ผลงานการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนยังมีโอกาสนำไปจัดแสดงบนเวที Sustainability Expo (SX) ซึ่งเป็นพื้นที่เผยแพร่ผลงานด้านความยั่งยืนและความคิดสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นได้รับการนำเสนอต่อผู้ชมในวงกว้าง พร้อมสะท้อนศักยภาพของนักศึกษาในการนำองค์ความรู้จากห้องเรียนมาสร้างคุณค่าให้กับสังคม โดยมุ่งหวังให้ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนสถาบันการศึกษา และชุมชน สามารถต่อยอดสู่การสร้างรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และขยายผลการพัฒนาอย่างยั่งยืนในพื้นที่อื่นต่อไป

ขณะที่นายปรีชา พรหมบุตร ที่ปรึกษา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนจังหวัดบุรีรัมย์ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำองค์ความรู้ด้านการออกแบบจากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) มาต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์ เพิ่มมูลค่าสินค้า และขยายโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผ้าทอและงานหัตถกรรมให้มีรูปแบบร่วมสมัย สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันหรือพัฒนาเป็นของที่ระลึกที่สะท้อนเอกลักษณ์ของจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน

การดำเนินโครงการเริ่มจากการศึกษาศักยภาพและความต้องการของกลุ่มชุมชนทั้งสองแห่ง ซึ่งมีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน โดยกลุ่มหนึ่งมีความชำนาญด้านการทอผ้า ขณะที่อีกกลุ่มมีทักษะด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์ แต่ยังต้องการองค์ความรู้ด้านการออกแบบและการพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด จึงประสานความร่วมมือกับคณะศิลปกรรมศาสตร์ DPU เพื่อให้นักศึกษาและคณาจารย์นำความคิดสร้างสรรค์มาช่วยพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ โดยคำนึงถึงจุดเด่นของแต่ละกลุ่มและความเป็นไปได้ในการผลิตจริง

นายปรีชา กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งสำคัญของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนไม่ใช่เพียงการสร้างความสวยงาม แต่ต้องทำให้สินค้ามีความแตกต่างและสะท้อนเรื่องราวของท้องถิ่น โดยเฉพาะการนำสัญลักษณ์และอัตลักษณ์ของจังหวัดบุรีรัมย์มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ของฝากและของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยสร้างการจดจำและเพิ่มคุณค่าให้แก่สินค้าชุมชน พร้อมส่งเสริมให้ภูมิปัญญาดั้งเดิมสามารถปรับตัวเข้ากับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการใช้วัสดุจากธรรมชาติและกระบวนการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ชุมชนได้ โดยมองว่าการพัฒนาสินค้าควรให้ความสำคัญทั้งด้านคุณภาพ ความปลอดภัย ความคิดสร้างสรรค์ และความยั่งยืน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นสามารถเข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้น

สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมา นายปรีชา ระบุว่า ชุมชนเริ่มมีรายได้จากการพัฒนาและแปรรูปผลิตภัณฑ์ โดยมีการกล่าวถึงรายได้จากการจำหน่ายสินค้าที่เพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากภูมิปัญญาท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม การสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาคุณภาพสินค้า รูปแบบผลิตภัณฑ์ และช่องทางการตลาดควบคู่กันไป เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่าง โครงการ Educational Institution Support Activity (eisa) โดยบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และชุมชนในจังหวัดบุรีรัมย์ ถือเป็นตัวอย่างของการนำศักยภาพจากภาคส่วนต่าง ๆ มาร่วมกันพัฒนาท้องถิ่น โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ขณะที่ชุมชนได้รับองค์ความรู้และแนวคิดใหม่ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และส่งเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

นางวัน เต็มรัมย์ ประธานกลุ่มผ้าแปรรูปทอมือบ้านถาวร อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ชุมชนมีพื้นฐานด้านการทอผ้ามาอย่างยาวนาน จากเดิมที่ชาวบ้านปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าเป็นผืนจำหน่าย ก่อนพัฒนามาเป็นการแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าและทำให้ขายได้ง่ายขึ้น โดยเริ่มจากการทำดอกแก้ว ตุ๊กตาช้าง กระเป๋า และของใช้ประเภทต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ภูมิปัญญาและทักษะที่มีอยู่เดิมในชุมชน

ก่อนเข้าร่วมโครงการกับคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กลุ่มมีผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว แต่ยังขาดความชัดเจนด้านแบรนด์ การออกแบบ และการสื่อสารจุดเด่นของสินค้า ทีมอาจารย์และนักศึกษาจึงเข้ามาช่วยพัฒนาตั้งแต่การเลือกโทนสี การออกแบบลวดลาย การจัดวางองค์ประกอบ ไปจนถึงการต่อยอดผ้าทอเดิมให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความร่วมสมัยมากขึ้น โดยยังคงอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของชุมชนไว้

นางวัน กล่าวว่า หลังร่วมโครงการประมาณ 3 เดือน กลุ่มเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ทั้งรูปแบบสินค้าที่หลากหลายขึ้นและโอกาสทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น โดยมีคำสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ เช่น หมอนและพวงกุญแจ เพื่อส่งจำหน่ายที่สยามพารากอน ในช่วงเดือนธันวาคม ขณะเดียวกัน เมื่อมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น สมาชิกในกลุ่มและชาวบ้านก็เข้ามาช่วยกันผลิตสินค้า ทำให้เกิดการกระจายงานและรายได้ภายในชุมชนมากขึ้น

“สิ่งที่ดีใจคือ จากเดิมที่พวกแม่ทำงานกันอยู่ในบ้าน วันนี้สินค้าของชุมชนมีโอกาสออกไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น และยังได้เห็นว่าผ้าทอของเราสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ได้โดยไม่ทิ้งลายผ้าและเอกลักษณ์เดิมของชุมชน” นางวัน กล่าว 

นางวัน กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกเป้าหมายสำคัญคือ การส่งต่อภูมิปัญญาการทอผ้าและการแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้แก่คนรุ่นใหม่ เนื่องจากสมาชิกดั้งเดิมของกลุ่มเริ่มมีอายุมากขึ้น จึงอยากให้ลูกหลานและเยาวชนในหมู่บ้านเข้ามาเรียนรู้และช่วยสานต่องาน โดยหวังว่าหากผลิตภัณฑ์มีตลาดและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ลูกหลานเห็นโอกาสในการประกอบอาชีพในบ้านเกิด พร้อมร่วมกันรักษาภูมิปัญญาของชุมชนให้คงอยู่ต่อไป

 

ผู้สนใจหลักสูตรและกิจกรรมของ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) สามารถติดตามข้อมูลและข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dpu.ac.th/th/faculty-of-fine-and-applied-arts

 

อัลบั้มภาพ 9 ภาพ

อัลบั้มภาพ 9 ภาพ ของ เด็กศิลป์ "DPU" ปล่อยของ ชุบชีวิต "ผ้าไทย" ชุมชน "บุรีรัมย์" สู่ตลาดยุคใหม่

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล