ลูกสาวช็อก! แม่บ่นไม่มีเงินมาตลอด แต่ทิ้งเงินมรดก 8.2 ล้าน ก่อนพี่ชายเผยความลับ 15 ปี

ลูกสาวช็อก! แม่บ่นไม่มีเงินมาตลอด แต่ทิ้งเงินมรดก 8.2 ล้าน ก่อนพี่ชายเผยความลับ 15 ปี

ลูกสาวช็อก! แม่บ่นไม่มีเงินมาตลอด แต่ทิ้งเงินมรดก 8.2 ล้าน ก่อนพี่ชายเผยความลับ 15 ปี
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

แม่เสียชีวิตทิ้งมรดก 8.2 ล้าน! พี่ชายโทรหาเปิดเผย "ความลับของครอบครัว" ที่เก็บซ่อนมานาน 15 ปี

เว็บไซต์ THE GOLD ONLINE ของญี่ปุ่นเผยแพร่กรณีศึกษาโดยเป็นเรื่องราวของหญิงชาวญี่ปุ่น วัย 68 ปี ซึ่งใช้นามสมมติว่า "มิซาโกะ" อาศัยอยู่กับสามีและได้รับเงินบำนาญประมาณเดือนละ 160,000 เยน หรือประมาณ 34,000 บาท โดยบ้านของเธออยู่ห่างจากบ้านแม่ประมาณ 2 ชั่วโมงหากเดินทางด้วยรถยนต์ แม้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่เธอยังคงโทรศัพท์พูดคุยกับแม่เดือนละหลายครั้ง และเดินทางกลับไปเยี่ยมปีละหลายครั้ง

แม่ของมิซาโกะอาศัยอยู่ที่บ้านเดิมจนกระทั่งเสียชีวิตด้วยวัย 92 ปี โดยตลอดชีวิตที่ผ่านมา ผู้เป็นแม่มักพูดอยู่เสมอว่าตัวเองไม่มีเงิน และใช้ชีวิตอย่างประหยัดมาก เวลาไปซื้อของก็มักเลือกสินค้าลดราคา ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านก็จะใช้จนกว่าจะเสียจริง ๆ จึงยอมเปลี่ยนเครื่องใหม่

ครั้งหนึ่งมิซาโกะเคยเสนอว่าจะซื้อหม้อหุงข้าวเครื่องใหม่ให้แม่ แต่กลับถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลว่าเครื่องเก่ายังใช้งานได้ เธอจึงเข้าใจมาตลอดว่าแม่มีรายได้เพียงเงินบำนาญ และจำเป็นต้องประหยัดเพื่อให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน

กระทั่งไม่กี่สัปดาห์หลังเสร็จสิ้นงานศพ พี่ชายวัย 72 ปี ซึ่งใช้นามสมมติว่า "โนบุโอะ" ได้โทรศัพท์มาหา พร้อมบอกว่าเขาพบเงินฝากจำนวนมากระหว่างจัดการสมุดบัญชีธนาคารของแม่ โดยเมื่อนำยอดเงินทั้งหมดมารวมกัน พบว่ามีเงินเก็บประมาณ 40 ล้านเยน หรือประมาณ 8.21 ล้านบาท

มิซาโกะตกใจจนแทบไม่อยากเชื่อ เพราะภาพจำของเธอคือแม่ที่ใช้ชีวิตอย่างมัธยัสถ์และบอกว่าไม่มีเงินอยู่เสมอ เธอไม่เคยคาดคิดว่าผู้เป็นแม่จะมีเงินเก็บมากถึงขนาดนี้ แต่สิ่งที่พี่ชายกำลังจะเล่าต่อจากนั้นกลับทำให้เธอประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม

พี่ชายเปิดความลับ 15 ปี แม่เคยให้ยืมเงินกว่า 1 ล้านบาท

โนบุโอะเปิดเผยว่า เมื่อประมาณ 15 ปีก่อน เขาประสบปัญหาชีวิตหลังหย่าร้างกับภรรยา และต้องย้ายที่อยู่อาศัย ทำให้สถานการณ์ทางการเงินในช่วงนั้นค่อนข้างลำบาก แม่จึงตัดสินใจให้เขายืมเงินจำนวน 5 ล้านเยน หรือประมาณ 1.02 ล้านบาท เพื่อช่วยให้สามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้

สิ่งที่ทำให้มิซาโกะรู้สึกสะเทือนใจคือ ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยรับรู้เรื่องนี้เลย ทั้งที่เป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัว โดยพี่ชายอธิบายว่าแม่เป็นฝ่ายขอไม่ให้บอกเธอ เพราะไม่อยากให้ลูกสาวต้องเป็นกังวลเกี่ยวกับปัญหาของพี่ชาย

มิซาโกะยอมรับว่าเธอไม่เพียงตกใจเรื่องเงิน แต่ยังรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่แม่และพี่ชายไม่เคยบอกให้รู้ว่าครอบครัวกำลังเผชิญปัญหาอะไรอยู่ เธอไม่ได้โกรธที่แม่ช่วยเหลือพี่ชาย เพราะมองว่าการช่วยลูกในยามลำบากเป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่รู้สึกว่าตัวเองถูกกันออกจากเรื่องสำคัญของครอบครัวโดยไม่รู้ตัว

พี่ชายเผยความจริงอีกเรื่อง แอบดูแลแม่มาตลอดหลายปี

นอกจากเรื่องเงินแล้ว พี่ชายยังเล่าว่า เมื่อแม่เข้าสู่วัย 80 ปีปลาย ๆ สุขภาพของแม่เริ่มถดถอยจนต้องมีคนช่วยซื้อของและพาไปพบแพทย์ แม้จะมีบริการดูแลผู้สูงอายุเข้ามาช่วยเหลือ แต่โนบุโอะก็ยังเดินทางไปที่บ้านแม่หลายครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อซื้ออาหาร พาไปโรงพยาบาล และดูแลกิจวัตรต่าง ๆ

มิซาโกะทราบอยู่แล้วว่าพี่ชายช่วยดูแลแม่ แต่ไม่รู้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาต้องเดินทางไปมาบ่อยครั้งขนาดนั้น เมื่อได้ฟังความจริงทั้งหมด เธอจึงรู้สึกผิดที่ปล่อยให้ภาระส่วนใหญ่ตกอยู่กับพี่ชาย พร้อมยอมรับว่าตัวเองน่าจะเข้าไปช่วยเหลือแม่ให้มากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม โนบุโอะไม่ได้กล่าวโทษน้องสาว เขาอธิบายว่าแม่ไม่อยากรบกวนมิซาโกะ และการดูแลแม่ก็ไม่ได้เป็นหน้าที่ของเขาเพียงลำพัง เพราะยังมีบริการดูแลผู้สูงอายุช่วยเหลืออยู่ด้วย สิ่งที่เขาต้องการพูดคุยกับน้องสาวในเวลานั้นจึงไม่ใช่เรื่องภาระการดูแลแม่ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับเงินก้อนที่เคยยืมไปเมื่อ 15 ปีก่อน

iStockphoto

แม่บอกไม่ต้องคืนเงินที่เหลือ แต่พี่ชายไม่กล้าตัดสินใจเอง

โนบุโอะอธิบายว่า จากเงิน 5 ล้านเยนที่แม่เคยให้ยืม เขาได้ทยอยคืนไปแล้ว 3 ล้านเยน หรือประมาณ 616,000 บาท เหลือเงินที่ยังไม่ได้คืนอีก 2 ล้านเยน หรือประมาณ 411,000 บาท โดยก่อนแม่เสียชีวิต ผู้เป็นแม่เคยบอกด้วยวาจาว่าไม่จำเป็นต้องคืนเงินส่วนที่เหลืออีกแล้ว

อย่างไรก็ตาม คำพูดดังกล่าวไม่ได้มีการทำเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ ทำให้โนบุโอะรู้สึกว่าไม่ควรตัดสินใจเองว่าเงินก้อนนี้ได้รับการยกหนี้แล้ว โดยไม่ปรึกษาน้องสาวซึ่งมีสิทธิในมรดกของแม่เช่นเดียวกัน เขาจึงเลือกโทรศัพท์มาเล่าความจริงทั้งหมด เพื่อให้ทั้งสองคนร่วมกันพิจารณาว่าควรจัดการเงินจำนวนนี้อย่างไร

มิซาโกะยอมรับว่า แม้จะรู้สึกน้อยใจที่ครอบครัวปิดบังเรื่องนี้มานาน แต่ก็รู้สึกขอบคุณพี่ชายที่เลือกพูดความจริงก่อนเริ่มแบ่งมรดก เพราะหากเขาไม่เปิดเผยเรื่องเงินที่เคยยืมจากแม่ เธออาจไม่มีทางรู้เรื่องดังกล่าวเลย

สองพี่น้องตัดสินใจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ก่อนแบ่งมรดกของแม่

หลังพูดคุยกันอย่างเปิดเผย มิซาโกะและโนบุโอะตัดสินใจขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี เพื่อช่วยตรวจสอบทรัพย์สินของแม่ รวมถึงรายการเงินฝากและหลักฐานการโอนเงินย้อนหลัง ก่อนกำหนดแนวทางแบ่งมรดกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้

มิซาโกะยังต้องการให้การแบ่งมรดกคำนึงถึงบทบาทของพี่ชายที่ช่วยดูแลแม่มาตลอดหลายปีด้วย เพราะหลังจากได้ทราบรายละเอียดทั้งหมด เธอจึงเข้าใจมากขึ้นว่าพี่ชายต้องรับผิดชอบเรื่องต่าง ๆ มากเพียงใดในช่วงที่แม่เริ่มช่วยเหลือตัวเองลำบาก

แม้วันนี้แม่จะไม่ได้อยู่ให้ถามถึงความตั้งใจที่แท้จริงแล้ว แต่การที่พี่ชายเลือกเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมด ทำให้มิซาโกะรู้สึกว่ายังสามารถพูดคุยเรื่องเงินและความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ด้วยความไว้ใจกัน โดยเธอมองว่าการได้รับโทรศัพท์จากพี่ชายครั้งนั้นเป็นสิ่งที่น่าขอบคุณ

แหล่งอ้างอิง

  1. ETtoday
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล