แพทย์เตือน 3 ชา "เป็นอันตรายต่อตับ" สมุนไพรก็ไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป!

เตือน 3 ชนิดชา ดื่มผิดวิธีอาจทำร้ายตับ! บางชนิดเสี่ยงตับอักเสบ ไม่ใช่แค่ชาเก่าเก็บ
เตือนชา 3 ประเภทที่อาจส่งผลเสียต่อตับ ทั้งชาระบาย ชาสมุนไพรไม่ทราบส่วนผสม และชาขึ้นรา พร้อมอาการตับอักเสบและวิธีดื่มชาอย่างปลอดภัย
ชาชนิดไหนอันตรายต่อตับ? หลายคนมีนิสัยดื่มชาเป็นประจำทุกวัน เพราะเชื่อว่าชาเป็นเครื่องดื่มจากธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่รู้หรือไม่ว่า ชาบางประเภทอาจมีส่วนผสมที่ส่งผลเสียต่อตับ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่าช่วยล้างลำไส้ ขับสารพิษ หรือชาสมุนไพรที่ไม่ทราบส่วนประกอบแน่ชัด
แม้ชาเขียว ชาดำ และชาทั่วไปจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้ แต่การนำสมุนไพรหลายชนิดมาผสมเป็นชา หรือการดื่มผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์ทางยาโดยไม่ทราบปริมาณสารสำคัญ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการไม่พึงประสงค์ รวมถึงการบาดเจ็บของตับในบางกรณี
ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า มีสมุนไพรและสารสกัดจากพืชบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับภาวะตับอักเสบจากยาและสมุนไพร ขณะที่ชาที่เก็บรักษาไม่ดีจนเกิดเชื้อราก็อาจมีความเสี่ยงจากสารปนเปื้อน ดังนั้น ผู้ที่ชื่นชอบการดื่มชาจึงควรทำความเข้าใจว่าชา 3 ประเภทใดต้องระวัง และควรเลือกดื่มอย่างไรให้ปลอดภัย
เรื่องราวชายวัยกลางคน ดื่มชาหลายชนิดจนพบค่าตับผิดปกติ
บทความจากสื่อจีนเล่าถึงชายรายหนึ่งนามสมมติว่า นายหวัง ซึ่งมีความชื่นชอบการดื่มชาเป็นอย่างมาก โดยมักชงชาดื่มตั้งแต่ตอนเช้า หลังรับประทานอาหาร และระหว่างพักผ่อน เพราะเชื่อว่าชามีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าเครื่องดื่มรสหวานทั่วไป
ต่อมาเขาได้รับคำแนะนำจากคนรู้จักเกี่ยวกับชาสมุนไพรที่โฆษณาว่าช่วยระบายท้อง ล้างลำไส้ และขับสารพิษ จึงซื้อมาดื่มต่อเนื่องนานกว่าหนึ่งเดือน ก่อนจะสั่งซื้อชาสมุนไพรราคาถูกจากร้านค้าออนไลน์เพิ่มเติม โดยไม่ได้ตรวจสอบส่วนประกอบอย่างละเอียด
เมื่อเข้ารับการตรวจสุขภาพ แพทย์พบว่าค่าการทำงานของตับบางรายการผิดปกติ จึงสอบถามถึงยาที่ใช้ อาหารเสริม และเครื่องดื่มที่รับประทานเป็นประจำ ทำให้เขานึกขึ้นได้ว่าช่วงที่ผ่านมาได้ดื่มชาหลายชนิด รวมถึงชาเก่าที่เก็บไว้นาน
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวดังกล่าวเป็นกรณีที่ถูกนำมาเล่าผ่านสื่อ ไม่ใช่รายงานผู้ป่วยทางการแพทย์ที่สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ครบถ้วน จึงไม่อาจยืนยันได้ว่าชาชนิดใดเป็นสาเหตุของค่าตับผิดปกติ แต่สะท้อนถึงความสำคัญของการตรวจสอบผลิตภัณฑ์สมุนไพรก่อนบริโภค
1. ชาระบายและชาดีท็อกซ์ ดื่มต่อเนื่องอาจเสี่ยงผลข้างเคียงต่อตับ
ชาที่โฆษณาว่าช่วยล้างลำไส้ ขับสารพิษ ลดพุง หรือช่วยลดน้ำหนัก เป็นผลิตภัณฑ์ที่พบเห็นได้ทั่วไป โดยบางชนิดมีส่วนผสมจากพืชที่ออกฤทธิ์กระตุ้นการขับถ่าย เช่น มะขามแขก ซึ่งมีสารกลุ่มเซนโนไซด์ (Sennosides) ที่ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้
แม้มะขามแขกจะเป็นสมุนไพรที่มีการใช้เป็นยาระบาย แต่การใช้ในปริมาณมากหรือเป็นเวลานานเกินคำแนะนำ อาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องเสีย และความผิดปกติของสมดุลน้ำและเกลือแร่ในร่างกายได้
ข้อมูลจากฐานข้อมูล LiverTox ของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ระบุว่า มะขามแขกโดยทั่วไปสามารถใช้เป็นยาระบายระยะสั้นได้ตามคำแนะนำ แต่มีรายงานการบาดเจ็บของตับในผู้ที่ใช้ในปริมาณสูงหรือต่อเนื่องเป็นเวลานาน แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะพบไม่บ่อยก็ตาม
ในบางรายมีรายงานภาวะตับอักเสบจากการใช้มะขามแขก และอาการมักดีขึ้นหลังหยุดใช้ อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงอาจแตกต่างกัน และมีรายงานผู้ป่วยบางรายที่เกิดการบาดเจ็บของตับอย่างรุนแรง
ข้อควรระวัง: ไม่ควรดื่มชาระบายเป็นประจำทุกวันเพื่อหวังล้างสารพิษหรือลดน้ำหนัก เพราะการขับถ่ายบ่อยไม่ได้หมายความว่าร่างกายกำจัดสารพิษได้มากขึ้น และอาจทำให้เกิดการสูญเสียน้ำและเกลือแร่โดยไม่จำเป็น
หากท้องผูก ควรทำอย่างไรแทนการดื่มชาระบาย?
ผู้ที่มีอาการท้องผูกควรเริ่มจากการปรับพฤติกรรม เช่น รับประทานอาหารที่มีใยอาหารอย่างเพียงพอ เพิ่มผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี ดื่มน้ำให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย และเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
หากจำเป็นต้องใช้ยาระบาย ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์เพื่อเลือกชนิดและระยะเวลาที่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่ต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน
ในกรณีที่ท้องผูกต่อเนื่อง มีอุจจาระปนเลือด น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีอาการปวดท้องรุนแรง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ ไม่ควรพึ่งพาชาสมุนไพรหรือยาระบายด้วยตนเองเป็นเวลานาน
2. ชาสมุนไพรไม่ทราบส่วนประกอบ อาจมีสารที่ทำให้ตับอักเสบ
หลายคนเข้าใจว่าสิ่งที่มาจากธรรมชาติต้องปลอดภัยต่อสุขภาพเสมอ แต่ในความเป็นจริง พืชสมุนไพรมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายประเภท ซึ่งบางชนิดอาจมีผลต่อการทำงานของตับหรือเกิดปฏิกิริยากับยาที่รับประทานอยู่
ความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเป็นสมุนไพรเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับชนิดของพืช ปริมาณสารสำคัญ วิธีสกัด ระยะเวลาที่ใช้ สุขภาพของผู้บริโภค และการใช้ร่วมกับยาอื่น
ตัวอย่างที่มีหลักฐานทางการแพทย์คือสารสกัดชาเขียวเข้มข้น ซึ่งมักพบในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมลดน้ำหนักบางชนิด โดยข้อมูลจาก National Center for Complementary and Integrative Health หรือ NCCIH ระบุว่า มีรายงานการบาดเจ็บของตับในผู้ใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดชาเขียวบางราย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ชนิดเม็ดหรือแคปซูล
ขณะที่สำนักงานความปลอดภัยอาหารแห่งสหภาพยุโรป หรือ EFSA ระบุว่า การได้รับสาร EGCG จากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในระดับประมาณ 800 มิลลิกรัมต่อวัน อาจเกี่ยวข้องกับสัญญาณเริ่มต้นของการบาดเจ็บของตับในบางการศึกษา
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ไม่ได้หมายความว่าการดื่มชาเขียวที่ชงจากใบชาตามปกติจะมีความเสี่ยงเช่นเดียวกับสารสกัดเข้มข้น เพราะรูปแบบผลิตภัณฑ์และปริมาณสารที่ได้รับแตกต่างกันอย่างมาก
วิธีเลือกชาสมุนไพรให้ปลอดภัย
ก่อนซื้อชาสมุนไพร ควรตรวจสอบชื่อและส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ ปริมาณที่แนะนำ ผู้ผลิต วันหมดอายุ และข้อมูลการขึ้นทะเบียนหรือการอนุญาตตามประเภทผลิตภัณฑ์จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ควรระวังชาที่โฆษณาว่าสามารถรักษาได้สารพัดโรค ล้างสารพิษออกจากตับ หรือช่วยลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ไม่ระบุส่วนประกอบครบถ้วน หรือไม่มีข้อมูลผู้ผลิตที่ตรวจสอบได้
ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง โรคไต โรคหัวใจ หรือรับประทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ชาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ทางยา เพราะสมุนไพรบางชนิดอาจมีผลต่อระดับยาในเลือดหรือเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการไม่พึงประสงค์
3. ชาเก็บไว้นานจนขึ้นรา เสี่ยงได้รับสารพิษจากเชื้อรา
ชาแห้งสามารถเก็บรักษาได้นานเมื่อบรรจุและเก็บไว้ในสภาพที่เหมาะสม แต่หากได้รับความชื้นหรือมีการเก็บรักษาในบริเวณที่อับและร้อน เชื้อราบางชนิดอาจเจริญเติบโตและทำให้ชาเสื่อมคุณภาพได้
สัญญาณที่ควรระวัง ได้แก่ การพบจุดหรือคราบคล้ายเชื้อรา มีกลิ่นอับผิดปกติ ใบชาชื้นจับตัวเป็นก้อน หรือมีลักษณะเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน โดยไม่ควรนำชาที่มีลักษณะดังกล่าวมาชงดื่มต่อ
องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า เชื้อราบางชนิดสามารถสร้างสารพิษที่เรียกว่าไมโคทอกซิน (Mycotoxins) ซึ่งอาจปนเปื้อนในอาหารที่เก็บรักษาไม่เหมาะสม โดยสารพิษบางชนิดทนต่อความร้อนและอาจไม่ถูกทำลายทั้งหมดจากกระบวนการปรุงอาหารตามปกติ
หนึ่งในสารพิษที่ได้รับความสนใจคืออะฟลาทอกซิน (Aflatoxins) ซึ่งสร้างจากเชื้อราบางชนิด และมีหลักฐานว่าการได้รับสารพิษชนิดนี้ในระดับสูงหรือเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดอันตรายต่อตับ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับ
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ชาที่เก็บไว้นานทุกชนิดจะมีเชื้อราหรือสารพิษ และไม่ได้หมายความว่าเชื้อราทุกชนิดสร้างอะฟลาทอกซินได้ แต่หากชาแสดงสัญญาณการขึ้นราหรือเสื่อมสภาพ ควรทิ้งเพื่อความปลอดภัย
ชาแห้งเก็บอย่างไรไม่ให้เกิดเชื้อรา?
ควรเก็บชาไว้ในภาชนะสะอาดที่ปิดสนิทและป้องกันความชื้นได้ดี โดยวางในบริเวณที่แห้ง ไม่ร้อนจัด และหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดโดยตรงเป็นเวลานาน
เมื่อเปิดภาชนะแล้ว ควรใช้ช้อนหรืออุปกรณ์ที่สะอาดและแห้งในการตักชา ไม่ควรใช้มือหรือช้อนเปียกสัมผัสใบชา เพราะอาจนำความชื้นและสิ่งปนเปื้อนเข้าสู่ภาชนะได้
หากพบว่าชาขึ้นรา ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการนำไปตากแดด คั่วใหม่ หรือราดน้ำเดือดซ้ำเพื่อหวังฆ่าเชื้อ เนื่องจากสารพิษจากเชื้อราบางชนิดอาจยังคงอยู่ได้แม้ผ่านความร้อน
ชาเขียว ชาดำ และชาทั่วไป เป็นอันตรายต่อตับหรือไม่?
สิ่งสำคัญที่ควรทำความเข้าใจคือ ชาที่ชงจากใบชาทั่วไป เช่น ชาเขียวและชาดำ ไม่ได้เป็นอันตรายต่อตับโดยอัตโนมัติ โดยข้อมูลจาก NCCIH ระบุว่าการดื่มชาเขียวในรูปแบบเครื่องดื่มตามปกติไม่ได้มีข้อกังวลด้านความปลอดภัยที่สำคัญสำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่
ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับตับจากชาเขียวพบเด่นกว่าในผลิตภัณฑ์สารสกัดเข้มข้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่อาจให้สารคาเทชินในปริมาณสูงกว่าการดื่มชาเป็นเครื่องดื่มหลายเท่า
อย่างไรก็ตาม ชาทั่วไปมีคาเฟอีน ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ใจสั่น หรือรู้สึกกระสับกระส่ายในผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน โดยปริมาณที่ได้รับขึ้นอยู่กับชนิดชา วิธีชง และขนาดแก้ว
ดังนั้น ผู้ที่ชื่นชอบการดื่มชาไม่จำเป็นต้องงดชาเพียงเพราะกังวลเรื่องสุขภาพตับ แต่ควรเลือกชาที่มีแหล่งผลิตน่าเชื่อถือ เก็บรักษาอย่างเหมาะสม และดื่มในปริมาณที่ร่างกายรับได้
อาการแบบไหนอาจเป็นสัญญาณว่าตับได้รับอันตรายจากยาและสมุนไพร?
ภาวะตับอักเสบจากยาและสมุนไพรอาจมีอาการแตกต่างกัน ตั้งแต่ไม่มีอาการแต่ตรวจพบค่าเอนไซม์ตับผิดปกติ ไปจนถึงมีอาการที่ชัดเจน เช่น อ่อนเพลีย คลื่นไส้ เบื่ออาหาร หรือปวดบริเวณชายโครงด้านขวา
หากอาการรุนแรงขึ้น อาจพบตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม หรืออุจจาระมีสีซีดผิดปกติ ซึ่งเป็นอาการที่ควรได้รับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว
ผู้ที่เพิ่งเริ่มใช้ชาสมุนไพร อาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก แล้วเกิดอาการผิดปกติควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่สงสัยและพบแพทย์ พร้อมนำฉลากหรือบรรจุภัณฑ์ไปให้แพทย์ตรวจสอบ เพื่อช่วยประเมินสาเหตุของอาการ
อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้สามารถเกิดจากโรคตับและภาวะเจ็บป่วยอื่นได้เช่นกัน จึงไม่ควรสรุปด้วยตนเองว่าเกิดจากชาหรือสมุนไพรโดยไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัย
วิธีดื่มชาให้ปลอดภัย ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อตับ
สำหรับผู้ที่ต้องการดื่มชาเป็นประจำ ควรให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ความสะอาด และปริมาณการบริโภค มากกว่าการเลือกชาจากคำโฆษณาว่ามีคุณสมบัติขับสารพิษหรือบำรุงตับเป็นพิเศษ
- เลือกชาที่มีแหล่งผลิตน่าเชื่อถือ: ตรวจสอบฉลาก ส่วนประกอบ และข้อมูลผู้ผลิตก่อนซื้อ
- ระวังชาระบายและชาดีท็อกซ์: ไม่ควรดื่มเป็นประจำหรือใช้ต่อเนื่องโดยไม่ทราบส่วนผสมและคำแนะนำการใช้
- หลีกเลี่ยงชาที่ขึ้นรา: หากใบชาชื้น มีกลิ่นอับ หรือมีคราบเชื้อรา ควรทิ้งทันที
- ไม่ใช้ชาแทนการรักษา: ชาสมุนไพรไม่สามารถทดแทนยาหรือการรักษาโรคตับตามคำแนะนำของแพทย์ได้
- ระวังสารสกัดชาเข้มข้น: โดยเฉพาะอาหารเสริมที่มีสาร EGCG ในปริมาณสูง
- ควบคุมปริมาณคาเฟอีน: หลีกเลี่ยงการดื่มชาที่เข้มข้นหรือดื่มในช่วงใกล้เวลานอน หากมีอาการไวต่อคาเฟอีน
- แจ้งแพทย์เกี่ยวกับสมุนไพรที่ใช้: โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพตับที่สำคัญยังรวมถึงการจำกัดหรือหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การควบคุมน้ำหนัก การรับประทานอาหารอย่างสมดุล และการหลีกเลี่ยงการใช้ยาและอาหารเสริมโดยไม่จำเป็น
สรุป ชา 3 ประเภทที่ควรระวัง เพราะอาจส่งผลเสียต่อตับ
ชา 3 ประเภทที่ควรระวัง ได้แก่ ชาระบายหรือชาดีท็อกซ์ที่มีส่วนผสมออกฤทธิ์ทางยา ชาสมุนไพรที่ไม่ทราบส่วนประกอบหรือมีสารสกัดเข้มข้น และชาที่เก็บรักษาไม่ดีจนเกิดเชื้อรา โดยแต่ละประเภทมีความเสี่ยงแตกต่างกัน ทั้งจากสารออกฤทธิ์ในสมุนไพร การใช้เกินขนาด และการปนเปื้อนสารพิษ
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าชาทุกชนิดทำร้ายตับ เพราะชาที่ชงจากใบชาทั่วไปและดื่มในปริมาณเหมาะสมมักมีความปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ สิ่งสำคัญคือเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ไม่เชื่อคำโฆษณาเกินจริง และไม่นำชาสมุนไพรมาใช้แทนการรักษาโรค
สำหรับผู้ที่มีโรคตับอยู่แล้วหรือมีผลตรวจการทำงานของตับผิดปกติ ควรหลีกเลี่ยงการทดลองชาสมุนไพรหรืออาหารเสริมใหม่ ๆ โดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะแม้จะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ก็อาจมีผลต่อสุขภาพได้หากใช้ไม่เหมาะสม
- 4 อุปกรณ์ "ดูดไฟเงียบ" ปิดสวิตช์แล้วแต่ "เงินยังรั่ว" ตลอด 24 ชั่วโมง
- 4 ส่วนผสม ที่ควรเติมลงใน "น้ำดื่ม" เพื่อช่วยขับสารพิษ-เผาไขมันเลว ตื่นมาพุงยุบ!

แหล่งอ้างอิง
- LiverTox, National Institutes of Health – Senna: ข้อมูลความเสี่ยงต่อตับจากมะขามแขก
- National Center for Complementary and Integrative Health – Green Tea: Usefulness and Safety
- European Food Safety Authority – EFSA Assesses Safety of Green Tea Catechins
- World Health Organization – Mycotoxins
- U.S. Food and Drug Administration – Mycotoxins
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
