ชายวัย 47 ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหาร หลังใช้ไมโครเวฟ? เปิดความจริง 2 นิสัยที่ต้องระวัง

ชายวัย 47 ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหาร หลังใช้ไมโครเวฟ? เปิดความจริง 2 นิสัยที่ต้องระวัง

ชายวัย 47 ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหาร หลังใช้ไมโครเวฟ? เปิดความจริง 2 นิสัยที่ต้องระวัง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ชายวัย 47 ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหาร หลังใช้ไมโครเวฟทุกวัน? เปิดความจริง 2 พฤติกรรมที่ต้องระวัง

ใช้ไมโครเวฟทุกวันเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารจริงไหม? ตรวจสอบ 2 พฤติกรรมที่ควรระวัง ทั้งภาชนะพลาสติกและอาหารแปรรูป พร้อมปัจจัยเสี่ยงมะเร็งที่มีหลักฐานรองรับ

ใช้ไมโครเวฟทุกวันเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารจริงหรือ? กลายเป็นเรื่องราวเตือนภัยสุขภาพที่ได้รับความสนใจ หลังสื่อเวียดนามเผยแพร่กรณีชายชาวจีนวัย 47 ปี ซึ่งมีพฤติกรรมอุ่นอาหารด้วยเตาไมโครเวฟเป็นประจำ ก่อนตรวจพบมะเร็งกระเพาะอาหารระยะลุกลาม โดยเนื้อหาต้นฉบับกล่าวถึงข้อผิดพลาด 2 ประการ ได้แก่ การใช้ภาชนะพลาสติกที่ไม่เหมาะกับความร้อน และการรับประทานอาหารแปรรูปเป็นประจำ

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวดังกล่าวยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยให้ตรวจสอบได้อย่างอิสระว่า พฤติกรรมทั้งสองเป็นสาเหตุของโรคในผู้ป่วยรายนี้โดยตรง โดยเฉพาะข้อกล่าวอ้างว่าการใช้ไมโครเวฟเพียง 1 ปีทำให้เกิดมะเร็ง ซึ่งไม่สามารถสรุปเช่นนั้นได้จากข้อมูลที่ปรากฏ

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญจึงไม่ใช่การกล่าวโทษเตาไมโครเวฟ แต่เป็นการทำความเข้าใจวิธีใช้เครื่องอย่างปลอดภัย การเลือกภาชนะให้เหมาะสม และการรับประทานอาหารที่อาจส่งผลต่อความเสี่ยงมะเร็งในระยะยาว

ชายวัย 47 ปี ปวดท้องเรื้อรัง ก่อนตรวจพบมะเร็งกระเพาะอาหาร

ตามเรื่องราวที่สื่อเวียดนามนำเสนอ ชายแซ่เจิ้ง อายุ 47 ปี อาศัยอยู่ในมณฑลหูหนาน ประเทศจีน เดินทางไปโรงพยาบาลหลังมีอาการปวดท้องและท้องเสียต่อเนื่องหลายสัปดาห์ แม้รับประทานยาแล้วอาการก็ยังไม่ดีขึ้น

แพทย์จึงแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติม รวมถึงส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร โดยรายงานต้นฉบับระบุว่าเขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารระยะลุกลาม

เมื่อสอบถามถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต ชายคนดังกล่าวเล่าว่าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เขามักใช้เตาไมโครเวฟอุ่นอาหารทุกวัน โดยใช้ภาชนะพลาสติกที่ไม่ได้เลือกให้เหมาะกับการอุ่นอาหาร และรับประทานอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารแปรรูปบ่อยครั้ง เพราะสะดวกและประหยัดเวลา

แม้พฤติกรรมเหล่านี้จะมีประเด็นที่ควรระวังด้านสุขภาพ แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นต้นเหตุของมะเร็งกระเพาะอาหารในผู้ป่วยรายนี้ เนื่องจากการวินิจฉัยหาสาเหตุจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้าน เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori ประวัติครอบครัว การสูบบุหรี่ และโรคกระเพาะอาหารที่เป็นมาก่อน

เตาไมโครเวฟทำให้เป็นมะเร็งหรือไม่?

เตาไมโครเวฟที่ได้มาตรฐานและใช้งานอย่างถูกต้อง ไม่ใช่สาเหตุของมะเร็งกระเพาะอาหารที่ได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ เพราะไมโครเวฟใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดไม่ก่อไอออน (Non-ionizing Radiation) เพื่อทำให้อาหารร้อน โดยไม่ได้ทำให้อาหารกลายเป็นสารกัมมันตรังสี

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐอเมริกา หรือ FDA อธิบายว่า การใช้ไมโครเวฟปรุงอาหารไม่ได้ทำลายคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าการปรุงอาหารด้วยวิธีทั่วไป และอาหารบางชนิดอาจรักษาวิตามินหรือแร่ธาตุได้ดี เนื่องจากใช้เวลาปรุงสั้นกว่า

อย่างไรก็ตาม การใช้ไมโครเวฟยังมีข้อควรระวัง เช่น การเลือกภาชนะที่เหมาะสม การอุ่นอาหารให้ร้อนทั่วถึง และการหลีกเลี่ยงภาชนะที่อาจเสียรูปหรือปล่อยสารออกมาเมื่อสัมผัสความร้อนสูง

ข้อผิดพลาดที่ 1 ใช้ภาชนะพลาสติกที่ไม่เหมาะกับไมโครเวฟ

ข้อผิดพลาดแรกที่รายงานต้นฉบับกล่าวถึง คือการนำภาชนะพลาสติกคุณภาพต่ำหรือภาชนะที่ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับไมโครเวฟมาใช้อุ่นอาหาร ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรระวังจริง เพราะภาชนะบางชนิดอาจเสียรูปเมื่อได้รับความร้อน และมีโอกาสเกิดการเคลื่อนย้ายสารเคมีจากวัสดุไปสู่อาหาร

องค์การอาหารแห่งสิงคโปร์ (Singapore Food Agency) แนะนำว่า หากต้องการใช้ภาชนะพลาสติกกับไมโครเวฟ ควรเลือกเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ผู้ผลิตระบุว่าสามารถใช้กับไมโครเวฟได้ และไม่ควรนำกล่องอาหารที่ออกแบบมาสำหรับเก็บอาหารเย็น เช่น กล่องไอศกรีมหรือกล่องโยเกิร์ต มาใช้อุ่นอาหารโดยไม่ตรวจสอบคำแนะนำ

จานเมลามีนเข้าไมโครเวฟได้ไหม?

อีกประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจคือ ภาชนะเมลามีนไม่ควรนำเข้าไมโครเวฟ แม้จะเป็นภาชนะที่พบเห็นได้ทั่วไปในบ้านและร้านอาหารก็ตาม

FDA ระบุว่า ภาชนะที่ผลิตจากเมลามีนฟอร์มาลดีไฮด์เรซินสามารถใช้ใส่อาหารได้ตามข้อกำหนดที่เหมาะสม แต่ไม่แนะนำให้นำไปอุ่นอาหารในเตาไมโครเวฟ โดยเฉพาะอาหารที่มีความเป็นกรดและได้รับความร้อนสูง เพราะอาจเพิ่มการเคลื่อนย้ายสารบางชนิดจากภาชนะสู่อาหาร

สถาบันประเมินความเสี่ยงแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BfR) ก็มีคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะเมลามีนในการปรุงอาหารหรืออุ่นด้วยไมโครเวฟเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การใช้ภาชนะที่ไม่เหมาะสมไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหารโดยตรง หรือทำให้ผู้ใช้เป็นมะเร็งภายในระยะเวลา 1 ปี เพราะความเสี่ยงจากสารเคมีขึ้นอยู่กับชนิดของสาร ปริมาณที่ได้รับ และระยะเวลาสัมผัส ซึ่งต้องอาศัยหลักฐานเฉพาะในการประเมิน

ภาชนะประเภทไหนเหมาะกับการอุ่นอาหาร?

ผู้บริโภคควรเลือกใช้ภาชนะแก้วทนความร้อนหรือเซรามิกที่ผู้ผลิตระบุว่าสามารถเข้าไมโครเวฟได้ หรือเลือกภาชนะพลาสติกที่มีสัญลักษณ์และคำแนะนำว่า Microwave-safe โดยปฏิบัติตามข้อจำกัดเรื่องอุณหภูมิและการใช้งานของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ

ควรหลีกเลี่ยงการนำภาชนะที่ไม่ทราบชนิดวัสดุ ภาชนะที่บิดงอหรือแตกร้าว รวมถึงกล่องพลาสติกใช้ครั้งเดียวที่ไม่มีคำแนะนำสำหรับการอุ่นอาหารเข้าไมโครเวฟ หากไม่แน่ใจ การเปลี่ยนไปใช้ภาชนะแก้วที่เหมาะกับไมโครเวฟเป็นทางเลือกที่ช่วยลดความกังวลได้

ข้อผิดพลาดที่ 2 รับประทานเนื้อสัตว์แปรรูปและอาหารสำเร็จรูปเป็นประจำ

พฤติกรรมอีกข้อที่ถูกกล่าวถึงในรายงานต้นฉบับคือ การรับประทานอาหารสำเร็จรูปและอาหารแปรรูปบ่อยครั้ง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน และเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหาร

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้องค์การอนามัยโลก จัดให้เนื้อสัตว์แปรรูปเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์กลุ่ม 1 โดยมีหลักฐานชัดเจนที่สุดว่า การบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูปเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง

ส่วนความสัมพันธ์กับมะเร็งกระเพาะอาหาร แม้มีการศึกษาพบความเชื่อมโยง แต่หลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะสรุปอย่างเด็ดขาดว่าเนื้อสัตว์แปรรูปเป็นสาเหตุโดยตรงของมะเร็งกระเพาะอาหาร

สารไนไตรต์และไนเตรตที่ใช้ในกระบวนการถนอมอาหารบางชนิดสามารถเกี่ยวข้องกับการเกิดสารประกอบกลุ่ม N-nitroso ภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษาความสัมพันธ์กับโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม ไม่ควรกล่าวเหมารวมว่าสารกันเสียทุกชนิดทำให้เกิดมะเร็ง หรืออาหารแปรรูปทุกประเภทมีความเสี่ยงเท่ากัน

สำหรับผู้ที่ต้องใช้ไมโครเวฟอุ่นอาหารเป็นประจำ สามารถเลือกอาหารที่มีความหลากหลาย เช่น ข้าว ผัก เนื้อสัตว์ไม่แปรรูป ไข่ และอาหารปรุงสุกที่จัดเก็บอย่างถูกสุขลักษณะ แทนการพึ่งพาเนื้อสัตว์แปรรูปเป็นอาหารหลักทุกวัน

4 พฤติกรรมที่ควรระวังเกี่ยวกับความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร

นอกจากเรื่องภาชนะและอาหารที่นำไปอุ่นแล้ว ยังมีปัจจัยด้านการรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยควรแยกปัจจัยที่มีหลักฐานชัดเจนออกจากความเชื่อที่ยังไม่สามารถยืนยันได้

1. รับประทานอาหารเค็มจัดและอาหารหมักดองด้วยเกลือเป็นประจำ

สถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Cancer Institute หรือ NCI) ระบุว่า การรับประทานอาหารที่มีเกลือสูง อาหารรมควัน หรืออาหารที่ผ่านการถนอมด้วยเกลือในปริมาณมาก อาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร

อาหารที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เนื้อสัตว์เค็ม ปลาเค็ม และอาหารที่ผ่านการถนอมด้วยเกลือ โดยควรจำกัดปริมาณและเลือกรับประทานอาหารสดที่หลากหลายมากขึ้น

2. สูบบุหรี่เป็นประจำ

การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารที่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ โดยสารจากควันบุหรี่สามารถส่งผลต่อเนื้อเยื่อและกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็ง

NCI ระบุว่าผู้สูบบุหรี่มีความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารสูงกว่าผู้ไม่สูบ และการเลิกสูบบุหรี่สามารถช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวได้เมื่อเวลาผ่านไป

3. ดื่มแอลกอฮอล์มากและรับประทานอาหารที่ไม่สมดุล

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเป็นประจำเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพหลายด้าน และมีข้อมูลที่เชื่อมโยงการดื่มหนักกับความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารบางประเภท แม้ระดับความชัดเจนของหลักฐานจะแตกต่างจากปัจจัยสำคัญอย่างการติดเชื้อ H. pylori

ส่วนการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลาหรือข้ามมื้อเช้า แม้อาจส่งผลต่อความหิว ความอิ่ม หรืออาการทางระบบทางเดินอาหารในบางคน แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่าเป็นสาเหตุโดยตรงของมะเร็งกระเพาะอาหาร

แนวทางที่เหมาะสมคือรับประทานอาหารให้เพียงพอและหลากหลาย เพิ่มผักผลไม้ ลดอาหารเค็มจัด และหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ

4. ปล่อยให้ความเครียดกระทบการดูแลสุขภาพระยะยาว

ความเครียดเรื้อรังอาจมีผลต่อการนอนหลับ ความอยากอาหาร และอาการทางระบบทางเดินอาหาร แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าความเครียดเป็นสาเหตุโดยตรงของมะเร็งกระเพาะอาหาร

สิ่งที่ควรระวังคือ เมื่อมีความเครียดสะสม บางคนอาจพักผ่อนไม่เพียงพอ สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น หรือมีพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพในภาพรวม

ดังนั้น การจัดการความเครียดจึงเป็นเรื่องสำคัญต่อคุณภาพชีวิต แต่ไม่ควรใช้ความเครียดเป็นคำอธิบายหลักของการเกิดมะเร็งโดยไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือการติดเชื้อ H. pylori

เชื้อ Helicobacter pylori หรือ H. pylori เป็นแบคทีเรียที่สามารถอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหาร และเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยการติดเชื้อเรื้อรังอาจทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบและเกิดความเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อในระยะยาว

NCI ระบุว่า การติดเชื้อ H. pylori เป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งกระเพาะอาหารบางตำแหน่ง และมีหลักฐานว่าการรักษากำจัดเชื้อในผู้ที่เหมาะสมสามารถช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารในอนาคตได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อ H. pylori ไม่ได้เป็นมะเร็งกระเพาะอาหารทุกคน และการตรวจหาเชื้อควรพิจารณาตามอาการ ประวัติสุขภาพ และคำแนะนำของแพทย์

อาการมะเร็งกระเพาะอาหารที่ควรสังเกต

มะเร็งกระเพาะอาหารระยะแรกอาจไม่มีอาการชัดเจน หรือมีอาการคล้ายโรคกระเพาะอาหารและอาหารไม่ย่อยทั่วไป ทำให้บางคนอาจมองข้ามความผิดปกติและไม่ได้เข้ารับการตรวจตั้งแต่ระยะแรก

สถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริการะบุว่า อาการที่อาจพบได้ ได้แก่

  • ปวดหรือไม่สบายท้องส่วนบนเป็นประจำ
  • อาหารไม่ย่อยหรือแสบร้อนกลางอกต่อเนื่อง
  • อิ่มเร็วผิดปกติ แม้รับประทานอาหารเพียงเล็กน้อย
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรืออาเจียน
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อ่อนเพลียมากผิดปกติหรือมีภาวะโลหิตจาง
  • ถ่ายอุจจาระสีดำหรือมีเลือดออกในทางเดินอาหาร

อาการเหล่านี้สามารถเกิดจากโรคอื่นที่ไม่ใช่มะเร็งได้เช่นกัน แต่หากมีอาการต่อเนื่อง เป็นมากขึ้น หรือมีสัญญาณอันตราย เช่น อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ หน้ามืด หรือปวดท้องรุนแรง ควรเข้ารับการตรวจโดยเร็ว

ใครบ้างควรปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจมะเร็งกระเพาะอาหาร?

ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร เคยมีความผิดปกติของเยื่อบุกระเพาะอาหารบางชนิด ติดเชื้อ H. pylori หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความจำเป็นในการตรวจเพิ่มเติม

การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้นร่วมกับการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อ เป็นหนึ่งในวิธีสำคัญสำหรับวินิจฉัยมะเร็งกระเพาะอาหารเมื่อแพทย์สงสัยว่ามีความผิดปกติ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่มีอายุมากกว่า 40 ปีจำเป็นต้องส่องกล้องเป็นประจำโดยไม่มีการประเมินความเสี่ยง

สำหรับผู้ที่มีอาการผิดปกติต่อเนื่อง ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ แทนการรับประทานยาด้วยตนเองเป็นเวลานาน เพราะการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะที่ยังรักษาได้มีความสำคัญต่อผลการรักษา

วิธีใช้ไมโครเวฟอย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงในชีวิตประจำวัน

  • เลือกภาชนะให้ถูกประเภท: ใช้แก้วทนความร้อน เซรามิก หรือพลาสติกที่ผู้ผลิตระบุว่าสามารถเข้าไมโครเวฟได้
  • หลีกเลี่ยงภาชนะเมลามีน: ไม่ใช้จานหรือชามเมลามีนอุ่นอาหารในไมโครเวฟ
  • ไม่ใช้กล่องพลาสติกทั่วไปแทนภาชนะอุ่นอาหาร: โดยเฉพาะกล่องบรรจุอาหารใช้ครั้งเดียวที่ไม่มีคำแนะนำสำหรับไมโครเวฟ
  • อุ่นอาหารให้ร้อนทั่วถึง: คนหรือกลับด้านอาหารตามความเหมาะสม และตรวจสอบอุณหภูมิ โดยเฉพาะอาหารปรุงสุกที่เก็บไว้ในตู้เย็น
  • จัดเก็บอาหารให้ปลอดภัย: ไม่ปล่อยให้อาหารปรุงสุกอยู่ที่อุณหภูมิห้องนานเกินไปก่อนนำไปแช่เย็นหรืออุ่นซ้ำ
  • เลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย: ลดความถี่ในการรับประทานเนื้อสัตว์แปรรูป อาหารเค็มจัด และเพิ่มอาหารสดที่มีคุณค่าทางโภชนาการ

สรุป ใช้ไมโครเวฟทุกวันทำให้เป็นมะเร็งกระเพาะอาหารจริงไหม?

ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการใช้เตาไมโครเวฟอย่างถูกต้องเป็นสาเหตุของมะเร็งกระเพาะอาหาร และไม่สามารถสรุปได้ว่าชายวัย 47 ปีในเรื่องเล่าข้างต้นป่วยเป็นมะเร็งเพราะใช้ไมโครเวฟต่อเนื่องเพียง 1 ปี

อย่างไรก็ตาม การใช้ภาชนะที่ไม่เหมาะกับการอุ่นอาหารอาจเพิ่มโอกาสสัมผัสสารบางชนิดจากวัสดุ ขณะที่การบริโภคอาหารเค็มจัดและเนื้อสัตว์แปรรูปมากเป็นประจำก็เป็นประเด็นด้านสุขภาพที่ควรระวัง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาร่วมกับปัจจัยเสี่ยงสำคัญอย่างการติดเชื้อ H. pylori และการสูบบุหรี่

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การเลิกใช้ไมโครเวฟเพราะกลัวมะเร็ง แต่เป็นการเลือกภาชนะที่ปลอดภัย รับประทานอาหารอย่างสมดุล และไม่ละเลยอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหารที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

 

 

แหล่งอ้างอิง

  1. U.S. Food and Drug Administration – Microwave Ovens
  2. U.S. Food and Drug Administration – Melamine in Tableware Questions and Answers
  3. Singapore Food Agency – Safe Use of Plastic Food Packaging
  4. National Cancer Institute – Causes of Stomach Cancer
  5. National Cancer Institute – Helicobacter pylori and Cancer
  6. World Health Organization – Carcinogenicity of the Consumption of Red Meat and Processed Meat
  7. National Cancer Institute – Symptoms of Stomach Cancer
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล