ชาอะไรดีต่อหัวใจที่สุด? วิจัยเกือบ 5 แสนคนเผยคำตอบ พร้อมเตือนระวัง 1 ชา

ดื่มชาอะไรดีต่อหัวใจที่สุด? วิจัยเกือบ 5 แสนคนเผยคำตอบ พร้อมเตือนชา 1 ชนิดที่ควรระวัง
ดื่มชาอะไรดีต่อหัวใจ? สำหรับคนที่ชอบดื่มชาเป็นประจำ อาจมีข่าวดีจากงานวิจัยล่าสุดที่พบว่า การดื่มชามีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ลดลง โดยเฉพาะชาดำซึ่งให้ผลการศึกษาที่น่าสนใจ แต่ไม่ใช่ว่าชาทุกชนิดจะมีประโยชน์เหมือนกัน เพราะชาสมุนไพรบางประเภทอาจส่งผลต่อความดันโลหิตและการเต้นของหัวใจได้
งานวิจัยจากประเทศจีนซึ่งเผยแพร่ในเดือนตุลาคม 2026 ติดตามข้อมูลประชากรเกือบ 5 แสนคน พบว่าผู้ที่ดื่มชาเป็นประจำมีความเสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือดต่ำกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่มชาประมาณ 11% นอกจากนี้ ยังพบว่าชนิดของชา ความเข้มข้น และอุณหภูมิขณะดื่ม อาจมีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่แตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานี้ไม่ได้หมายความว่าการดื่มชาจะสามารถป้องกันโรคหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมองได้โดยตรง เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการสูบบุหรี่ มาดูกันว่าชาแต่ละชนิดมีข้อมูลด้านสุขภาพหัวใจอย่างไร และมีชาอะไรที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ
วิจัยเกือบ 5 แสนคน พบดื่มชาประจำสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหลอดเลือดลดลง 11%
งานวิจัยชื่อ Habitual Tea Consumption Is Associated with Lower Cardiovascular Disease Risk เผยแพร่ในวารสาร Journal of Internal Medicine เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2026 โดยทีมนักวิจัยจากประเทศจีน วิเคราะห์ข้อมูลผู้เข้าร่วมโครงการ China Kadoorie Biobank จำนวน 485,934 คน เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการดื่มชากับความเสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือด
นักวิจัยติดตามผู้เข้าร่วมโดยเฉลี่ยประมาณ 9 ปี พบผู้เกิดโรคหลอดเลือด 14,863 ราย ครอบคลุมทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของปอด และโรคหลอดเลือดส่วนปลาย
ผลการวิเคราะห์พบว่า ผู้ที่ดื่มชาเป็นประจำมีความเสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือดต่ำกว่าประมาณ 11% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ดื่มชาเป็นประจำ โดยชาดำมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงอย่างสม่ำเสมอกว่าชาเขียวในหลายผลลัพธ์ที่ศึกษา
อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจคือ ชาที่มีความเข้มข้นระดับปานกลางสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหลอดเลือดที่ต่ำกว่า ขณะที่การดื่มชาร้อนจัดมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยผู้ที่ดื่มชาร้อนจัดมีความเสี่ยงสูงกว่าประมาณ 16% ตามการวิเคราะห์ของงานวิจัย
แม้การวิเคราะห์จะพบว่าความเสี่ยงต่ำสุดอยู่ในกลุ่มที่ดื่มชาประมาณ 6-8 แก้วต่อวันตามรูปแบบการบริโภคที่ศึกษา แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ายังไม่ควรนำตัวเลขนี้มาเป็นคำแนะนำให้ทุกคนดื่มชาในปริมาณดังกล่าว เพราะงานวิจัยไม่ได้พิสูจน์ว่าการดื่มชามากขึ้นเป็นสาเหตุที่ทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้น และปริมาณคาเฟอีนที่ได้รับยังขึ้นอยู่กับขนาดแก้วและวิธีชงด้วย
1. ชาดำ (Black Tea) มีหลักฐานด้านสุขภาพหัวใจที่น่าสนใจ
ชาดำ เป็นชาที่ผ่านกระบวนการออกซิเดชันของใบชา ทำให้มีสีเข้ม กลิ่นและรสเฉพาะตัว พบได้ในชาหลายประเภท เช่น English Breakfast และชาซีลอน โดยผลิตจากต้นชา Camellia sinensis เช่นเดียวกับชาเขียว แต่มีวิธีแปรรูปแตกต่างกัน
นอกจากงานวิจัยปี 2026 แล้ว ยังมีการศึกษาขนาดใหญ่ที่สนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มชากับสุขภาพหัวใจ โดยงานวิจัยชื่อ Tea Consumption and Risk of All-Cause, Cardiovascular Disease, and Cancer Mortality: A Meta-Analysis of Thirty-Eight Prospective Cohort Data Sets ตีพิมพ์ในวารสาร Epidemiology and Health ปี 2024
งานวิจัยดังกล่าวรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาแบบติดตามประชากร 38 ชุด ครอบคลุมผู้เข้าร่วมทั้งหมด 1,956,549 คน พบว่ากลุ่มที่ดื่มชามากที่สุดมีความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดต่ำกว่ากลุ่มที่ดื่มชาน้อยที่สุดประมาณ 14% โดยผลวิเคราะห์พบความสัมพันธ์ที่น่าสนใจในระดับการดื่มชาปานกลาง ประมาณ 1.5-3 แก้วต่อวัน
หนึ่งในสารสำคัญของชาดำคือสารประกอบในกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ซึ่งรวมถึงสารกลุ่มฟลาวาน-3-ออล (Flavan-3-ols) และธีอะฟลาวิน (Theaflavins) สารเหล่านี้มีการศึกษาถึงบทบาทที่อาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของหลอดเลือดและการควบคุมความดันโลหิต
นิโคลา ลัดแลม-เรน (Nichola Ludlam-Raine) นักกำหนดอาหารและผู้เขียนหนังสือ How Not to Eat Ultra-Processed ให้ข้อมูลกับ Daily Mail ว่า สารฟลาโวนอยด์อาจช่วยสนับสนุนการทำงานของหลอดเลือด และการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมบางงานพบว่าการดื่มชาดำเป็นประจำมีความสัมพันธ์กับความดันโลหิตที่ลดลงเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม วิธีดื่มชาก็มีความสำคัญ หากเติมน้ำตาลหลายช้อนเป็นประจำ อาจทำให้ได้รับน้ำตาลเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพหัวใจ จึงควรเลือกชาดำไม่หวาน หรือเติมนมเล็กน้อยตามความเหมาะสม แทนการดื่มชาที่มีน้ำตาลสูง
2. ชาเขียว (Green Tea) มีสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ไม่ได้เหนือกว่าชาดำเสมอไป
ชาเขียว ผลิตจากต้นชา Camellia sinensis เช่นเดียวกับชาดำ แต่ผ่านความร้อนหลังเก็บเกี่ยวเพื่อยับยั้งกระบวนการออกซิเดชัน ทำให้ยังคงสีเขียวและสารประกอบจากพืชหลายชนิดไว้ได้
สารสำคัญในชาเขียวคือคาเทชิน (Catechins) โดยเฉพาะอีพิกัลโลคาเทชินแกลเลต หรือ EGCG (Epigallocatechin Gallate) ซึ่งมีการศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
ในปี 2018 มูลนิธิโรคหัวใจแห่งสหราชอาณาจักร (British Heart Foundation หรือ BHF) รายงานผลงานวิจัยที่พบว่า EGCG สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเส้นใยโปรตีนอะไมลอยด์บางชนิดที่เกี่ยวข้องกับคราบสะสมในหลอดเลือดได้ในระดับห้องปฏิบัติการ
อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์เจเรมี เพียร์สัน (Professor Jeremy Pearson) ซึ่งดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ของ BHF ในขณะนั้น อธิบายว่า ร่างกายสามารถย่อยสลาย EGCG ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงไม่ควรเข้าใจว่าการเปลี่ยนจากชาดำมาดื่มชาเขียวจะทำให้สุขภาพหัวใจดีขึ้นอย่างชัดเจน เพราะการได้รับ EGCG ในปริมาณที่ใช้ในการทดลองผ่านการดื่มชาเพียงอย่างเดียวอาจทำได้ยาก
นิโคลา ลัดแลม-เรน ระบุว่า สำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดี การดื่มชาเขียวประมาณ 2-4 แก้วต่อวันอาจเป็นวิธีได้รับสารโพลีฟีนอลจากเครื่องดื่มชนิดนี้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับคาเฟอีนมากเกินไป อย่างไรก็ตาม ปริมาณดังกล่าวเป็นข้อเสนอทั่วไป ไม่ใช่ปริมาณที่ได้รับการพิสูจน์ว่าสามารถป้องกันโรคหัวใจได้
3. ชารอยบอส (Rooibos Tea) ไม่มีคาเฟอีน และมีงานศึกษาเรื่องคอเลสเตอรอล
ชารอยบอส หรือชาพุ่มแดง เป็นชาสมุนไพรจากพืช Aspalathus linearis ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศแอฟริกาใต้ จุดเด่นคือไม่มีคาเฟอีนตามธรรมชาติ จึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการลดปริมาณคาเฟอีนจากเครื่องดื่มในแต่ละวัน
ชารอยบอสมีสารประกอบจากพืชหลายชนิด รวมถึงสารในกลุ่มโพลีฟีนอล ซึ่งมีการศึกษาคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและความสัมพันธ์กับตัวชี้วัดด้านสุขภาพระบบเผาผลาญ
งานทบทวนวิชาการชื่อ The Health Benefits of Rooibos Tea in Humans (Aspalathus linearis)—A Scoping Review โดยแดเนียล อาฟริฟา (Daniel Afrifa) และคณะ เผยแพร่ในวารสาร Journal of Public Health in Africa ปี 2023 ได้รวบรวมหลักฐานการศึกษาในมนุษย์เกี่ยวกับการดื่มชารอยบอส
ข้อมูลจากงานศึกษาบางชิ้นพบความเปลี่ยนแปลงของระดับคอเลสเตอรอลและตัวชี้วัดความเครียดออกซิเดชันหลังการดื่มชารอยบอสต่อเนื่อง แต่จำนวนและคุณภาพของการศึกษายังมีข้อจำกัด จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าชารอยบอสช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ในทุกคน หรือสามารถใช้ทดแทนยาลดไขมันในเลือดได้
เอ็มมา ดาร์บีเชียร์ (Dr Emma Derbyshire) ผู้เชี่ยวชาญจาก Tea Advisory Panel ให้ข้อมูลว่า ชารอยบอสเป็นเครื่องดื่มที่นิยมดื่มเพราะรสชาติและไม่มีคาเฟอีน สามารถเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการเครื่องดื่มอุ่น ๆ ในช่วงเย็น โดยเฉพาะผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน
4. ชาผลไม้ (Fruit Tea) ทางเลือกสำหรับคนไม่อยากดื่มคาเฟอีน
ชาผลไม้ เป็นเครื่องดื่มอีกประเภทที่ได้รับความนิยม โดยทั่วไปทำจากผลไม้แห้ง เปลือกผลไม้ ดอกไม้ หรือสมุนไพรที่นำมาชงกับน้ำร้อน ซึ่งชาผลไม้ที่ไม่มีส่วนผสมของใบชาจากต้น Camellia sinensis มักไม่มีคาเฟอีนตามธรรมชาติ
ชาผลไม้บางชนิดมีสารประกอบในกลุ่มโพลีฟีนอล แต่ปริมาณที่ได้รับอาจแตกต่างกันมากตามวัตถุดิบและวิธีชง โดยทั่วไปการรับประทานผลไม้สดทั้งผลยังมีข้อได้เปรียบเรื่องใยอาหาร วิตามิน และสารอาหารอื่นที่ไม่ได้รับจากน้ำชาผลไม้ในปริมาณเท่ากัน
ดร.เอ็มมา ดาร์บีเชียร์ อธิบายว่า ชาผลไม้เป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มความหลากหลายให้เครื่องดื่ม โดยมีกลิ่นและรสตามธรรมชาติ และอาจใช้แทนเครื่องดื่มที่เติมน้ำตาลได้ หากเลือกชนิดที่ไม่มีการเติมน้ำตาลหรือไซรัป
สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลหัวใจ การเลือกชาผลไม้ไม่หวานอาจช่วยลดการดื่มน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มรสหวานในชีวิตประจำวันได้ แต่ไม่ควรมองว่าชาผลไม้สามารถทดแทนการรับประทานผลไม้สดหรือช่วยป้องกันโรคหัวใจได้โดยตรง
5. ชาชะเอมเทศ (Liquorice Tea) ชาที่ผู้มีโรคหัวใจและความดันควรระวัง
แม้ชาหลายชนิดจะมีสารประกอบที่น่าสนใจต่อสุขภาพ แต่ ชาชะเอมเทศ เป็นเครื่องดื่มสมุนไพรที่ผู้มีโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือโรคไตควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากชะเอมเทศมีสารสำคัญชื่อไกลซีร์ริซิน (Glycyrrhizin) ซึ่งอาจส่งผลต่อสมดุลของเกลือแร่และความดันโลหิต
ข้อมูลจากศูนย์สุขภาพเชิงบูรณาการและเสริมแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Center for Complementary and Integrative Health หรือ NCCIH) ระบุว่า การได้รับสารไกลซีร์ริซินในปริมาณมากหรือเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรง เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ และในกรณีรุนแรงอาจเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นได้
สารชนิดนี้อาจทำให้ร่างกายกักเก็บโซเดียมและน้ำมากขึ้น ขณะเดียวกันส่งผลให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความดันโลหิตสูง อาการบวมน้ำ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และการเต้นของหัวใจผิดปกติ
งานวิจัยแบบสุ่มสลับกลุ่มที่ตีพิมพ์ในปี 2024 เรื่อง A Low Dose of Daily Licorice Intake Affects Renin, Aldosterone, and Home Blood Pressure in a Randomized Crossover Trial พบว่าการได้รับกรดไกลซีร์ริซิก (Glycyrrhizic Acid) วันละ 100 มิลลิกรัม สามารถส่งผลให้ความดันโลหิตตัวบนเพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม
ผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต หรือกำลังรับประทานยาขับปัสสาวะ ยารักษาโรคหัวใจ และยาบางประเภท จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนดื่มชาชะเอมเทศเป็นประจำ เพราะอาจมีผลต่อสมดุลเกลือแร่หรือเกิดปฏิกิริยากับยาที่ใช้อยู่
ดื่มชาวันละกี่แก้วถึงจะเหมาะสม?
แม้งานวิจัยปี 2026 จะพบว่ากลุ่มที่ดื่มชาประมาณ 6-8 แก้วต่อวันมีค่าประเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดต่ำที่สุดในรูปแบบการวิเคราะห์หนึ่ง แต่ยังไม่ควรนำตัวเลขดังกล่าวมาใช้เป็นเป้าหมายสำหรับทุกคน เพราะปริมาณคาเฟอีนในชาแตกต่างกันตามชนิดของใบชา ความเข้มข้น ระยะเวลาชง และขนาดแก้ว
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ระบุว่า สำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดีส่วนใหญ่ การได้รับคาเฟอีนไม่เกินประมาณ 400 มิลลิกรัมต่อวัน โดยทั่วไปไม่สัมพันธ์กับผลเสียที่สำคัญ แต่ผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่ใช้ยาบางชนิด อาจต้องจำกัดคาเฟอีนในปริมาณที่ต่ำกว่านั้น
ในทางปฏิบัติ ผู้ที่ชอบดื่มชาอาจเลือกรับประทานในปริมาณพอเหมาะ เช่น วันละ 1-3 แก้ว โดยเลือกชาไม่หวานและสังเกตการตอบสนองของร่างกาย แต่จำนวนดังกล่าวไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ที่เหมาะกับทุกคน หากมีอาการใจสั่น นอนไม่หลับ หรือรู้สึกกระวนกระวายหลังดื่มชา ควรลดปริมาณหรือเลือกเครื่องดื่มที่ไม่มีคาเฟอีน
อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคืออุณหภูมิของชา ควรปล่อยให้เครื่องดื่มคลายความร้อนก่อนดื่ม และหลีกเลี่ยงการดื่มขณะร้อนจัด เพราะไม่ได้ทำให้ได้รับประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจเพิ่มขึ้น
ชาและกาแฟ อะไรดีกว่าต่อสุขภาพหัวใจ?
นอกจากชาแล้ว กาแฟยังเป็นเครื่องดื่มที่มีสารประกอบจากพืชหลายชนิด โดยเฉพาะกรดคลอโรจีนิก (Chlorogenic Acids) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มโพลีฟีนอลที่มีการศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและการทำงานของหลอดเลือด
งานวิจัยชื่อ Habitual Coffee Consumption and Risk of Incident Heart Failure: An Updated Systematic Review and Dose-Response Meta-Analysis of Prospective Cohort Studies ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Journal of Health, Population and Nutrition เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2026 รวบรวมข้อมูลจาก 13 การศึกษา รวมผู้เข้าร่วม 656,666 คน
ผลการวิเคราะห์พบว่า การดื่มกาแฟในปริมาณปานกลางประมาณ 2-4 แก้วต่อวัน มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวที่ต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ดื่มประมาณ 7.5% อย่างไรก็ตาม นักวิจัยประเมินว่าความเชื่อมั่นของหลักฐานยังอยู่ในระดับต่ำ และผลที่พบไม่ได้ยืนยันความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล
จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่ากาแฟดีต่อหัวใจมากกว่าชา หรือชาดีกว่ากาแฟสำหรับทุกคน เพราะทั้งสองเครื่องดื่มมีสารประกอบและปริมาณคาเฟอีนแตกต่างกัน อีกทั้งผลต่อสุขภาพยังขึ้นอยู่กับการเติมน้ำตาล ครีม นม และรูปแบบการรับประทานอาหารโดยรวมด้วย
สรุป ดื่มชาอะไรดีต่อหัวใจ และชาชนิดไหนควรหลีกเลี่ยง?
จากหลักฐานการศึกษาที่มีอยู่ ชาดำเป็นหนึ่งในชาที่มีข้อมูลความสัมพันธ์กับสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดที่น่าสนใจ โดยงานวิจัยล่าสุดในปี 2026 พบว่าผู้ที่ดื่มชาเป็นประจำมีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดต่ำกว่าประมาณ 11% และชาดำมีความสัมพันธ์ที่สม่ำเสมอกว่าชาเขียวในหลายผลลัพธ์ที่ศึกษา ขณะที่ชาเขียวและชารอยบอสก็มีสารประกอบจากพืชซึ่งได้รับความสนใจในงานวิจัยด้านสุขภาพ
ส่วนชาผลไม้แบบไม่เติมน้ำตาลเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการลดเครื่องดื่มรสหวาน แต่ชาชะเอมเทศควรระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผู้มีโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือโรคไต เพราะสารไกลซีร์ริซินอาจทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นและส่งผลต่อการเต้นของหัวใจได้
อย่างไรก็ตาม ไม่มีชาชนิดใดที่สามารถป้องกันโรคหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างแน่นอน การดูแลสุขภาพหัวใจยังต้องอาศัยการรับประทานอาหารอย่างสมดุล การออกกำลังกาย ไม่สูบบุหรี่ ควบคุมความดันโลหิต และดูแลน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม โดยการดื่มชาสามารถเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพฤติกรรมสุขภาพที่ดีเท่านั้น
- เด็ก 6 ขวบหมดสติหลังกิน "ไข่คนมะเขือเทศ" ที่ยายทำให้ แพทย์ชี้อันตรายใกล้ตัวมาก
- ด.ช. 9 ขวบ มีนิ่วในท้อง 56 ก้อน หมอเผยต้นเหตุทำแม่ทรุด ที่แท้คือสิ่งที่ให้ลูกกินทุกวัน

แหล่งอ้างอิง
- Journal of Internal Medicine (2026) – Habitual Tea Consumption Is Associated with Lower Cardiovascular Disease Risk
- Epidemiology and Health (2024) – Tea Consumption and Risk of All-Cause, Cardiovascular Disease, and Cancer Mortality: A Meta-Analysis of Thirty-Eight Prospective Cohort Data Sets
- British Heart Foundation – Will Drinking Green Tea Reduce My Risk of Heart Attacks and Strokes?
- Journal of Public Health in Africa (2023) – The Health Benefits of Rooibos Tea in Humans: A Scoping Review
- National Center for Complementary and Integrative Health – Licorice Root: Usefulness and Safety
- The American Journal of Clinical Nutrition (2024) – A Low Dose of Daily Licorice Intake Affects Renin, Aldosterone, and Home Blood Pressure in a Randomized Crossover Trial
- U.S. Food and Drug Administration – Spilling the Beans: How Much Caffeine Is Too Much?
- Journal of Health, Population and Nutrition (2026) – Habitual Coffee Consumption and Risk of Incident Heart Failure
- American Heart Association (2026) – Coffee and Heart Health
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี