เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 บรรยากาศย้อนยุค กลิ่นไทยแท้
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/ns/0/ud/418/2093270/00.jpgเมืองมัลลิกา ร.ศ.124 บรรยากาศย้อนยุค กลิ่นไทยแท้

เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 บรรยากาศย้อนยุค กลิ่นไทยแท้

แชร์เรื่องนี้
google ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google

เพราะเชื่อว่าการให้ที่ยั่งยืน ต้องเริ่มต้นจากบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ที่แข็งแรง ด้วยเหตุนี้ เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 จึงไม่เพียงถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ที่ไม่มีใครเหมือน แต่ยังเปี่ยมไปด้วยลมหายใจของผู้คนในชุมชนใกล้เคียงที่ได้รับโอกาสให้เข้ามาทำงาน หารายได้ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้น ด้วยการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการคืนชีพวิถีชีวิตของผู้คนในยุคหลังการเลิกทาสไว้ในทุกอณูของเมืองโบราณแห่งนี้อย่างน่าสนใจ

นายพลศักดิ์ ประกอบ ผู้อยู่เบื้องหลังโครงการเมือง มัลลิกา ร.ศ. 124 กล่าวว่า โครงการเมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 จะสมบูรณ์แบบขึ้นไม่ได้ หากขาดหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญที่มาช่วยปลุกลมหายใจให้กับเมืองแห่งนี้ นั่นคือ ผู้ที่จะมาร่วมสะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนในอดีต เพื่อพานักท่องเที่ยวทุกคนย้อนกลับไปเรียนรู้รากเหง้าของความเป็นไทย เมื่อโจทย์ของเราคือ การสะท้อนเรื่องราวความสวยงามในอดีตผ่านผู้คน ไม่ใช่เพียงสิ่งปลูกสร้าง เราจึงคิดที่จะพัฒนาชุมชนโดยรอบให้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นคู่ขนานไปด้วย จึงกลายเป็นที่มาของการจ้างงานในท้องถิ่นถึง 400 อัตรา อาศัยการประกาศเสียงตามสายและเครือข่ายกำนัน ขึ้นป้ายบิลบอร์ดบริเวณหน้าปั๊มน้ำมันบางจาก ต.สิงห์ อ.ไทรโยค ซึ่งตั้งอยู่ติดกับเมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 เพื่อกระจายข่าวไปยังชาวบ้านในพื้นที่อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ ผู้บริหารเมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 ยังแสดงความเชื่อมั่นว่า คนในชุมชนที่เข้ามาทำงานที่เมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 ไม่เพียงจะได้มีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง แต่พวกเขายังได้ติดเกราะเพิ่มความรู้เพื่อไปต่อยอดสู่การประกอบอาชีพในอนาคตได้ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่ทักษะวิชาชีพ เพราะเรามีครูที่ชำนาญเฉพาะด้านมาถ่ายทอดวิชา พร้อมหน้างานจริงให้ลงมือทำ

ในส่วนของคนในชุมชนที่ไม่ได้เข้ามาร่วมงานกับเรา เราก็ไม่ทอดทิ้งยังเปิดช่องทางให้พ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ได้เข้ามาจับจองพื้นที่ขายสินค้าได้ฟรี ขอเพียงให้สวมชุดไทยโบราณมาให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของสถานที่ พร้อมนำสินค้ามาขายในลักษณะของหาบเร่ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของย่านการค้า ซึ่งจำลองเป็นย่านสะพานหัน ซึ่งในอดีตเป็นแหล่งรวมของร้านค้าหาบเร่ตั้งอยู่ใกล้สำเพ็ง แต่ในปัจจุบันได้สาบสูญไปแล้ว

จุดเด่นในเรื่องของอาหารตำรับชาววังในเมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 นักท่องเที่ยวจะได้ลองลิ้มชิมรสอาหารสูตรชาววังที่ล้วนแล้วแต่ขึ้นชื่อในยุคสมัยนั้นและที่สำคัญหารับประทานได้ยากยิ่งในปัจจุบัน อาทิ ซุปลูกหมา ที่มาของสำรับนี้คือตอนรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปได้ชิมอาหารฝรั่งโดยปรุงจากเนื้อวัวและผัก จากนั้นก็ทรงโปรดและทุกครั้งจะพระราชทานให้แก่สุนัขทรงเลี้ยง เนื่องจากสุนัขทรงเลี้ยงชอบมาก พระองค์จึงทรงเรียกสำรับนี้ว่า "ซุปลูกหมา" รวมถึงเมนู "แกงบวน" อีกหนึ่งสำรับโบราณ เป็นต้มเครื่องในหมู แต่ด้วยวิธีชาญฉลาดคือดับกลิ่นคาวด้วยสมุนไพรต่างๆ นานาชนิด ลักษณะแกงจะเป็นสีคล้ำด้วยน้ำใบมะตูม หรือน้ำใบย่านาง รสชาติหวานนำ มักนิยมทำในงานใหญ่ๆ อีกหนึ่งเมนู คือ ด้วงโสน (หนอนประเภทหนึ่ง คล้ายๆด้วงมะพร้าว เป็นที่โปรดเสวยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างมาก เพราะทรงเห็นว่ามีวิตามินมาก

นอกจากนี้ยังมีแกงมัสมั่น ยำใหญ่ น้ำพริกขี้กา หมี่กรอบ โดยสำรับทั้งหมดนี้ได้ถูกจัดเตรียมอยู่ใน Set Dinner จะเห็นได้ว่าทุกเมนูล้วนมีที่มา มีขั้นตอนที่พิถีพิถัน รวมถึงการจัดเสิร์ฟด้วยฝีมือการแกะสลักที่วิจิตรบรรจงพร้อมเครื่องถ้วยชามที่สวยงามทรงคุณค่ายิ่ง ถือเป็นจุดเด่นสำหรับนักท่องเที่ยวที่ซื้อบัตรเข้าเยี่ยมชมพร้อมรับประทานอาหารมื้อค่ำตำรับชาววังของเมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 ซึ่งแน่นอนว่านอกเหนือจากความอิ่มอร่อยของรสมือแม่ครัวระดับชั้นครูแล้ว ยังได้รับคุณค่าทางจิตใจกลับไปไม่รู้ลืมอีกด้วย