10 เพลง 10 คำร้อง และ 10 ปีที่ไม่เคยห่างหายจากความเจ็บปวดของ “The Yers”

10 เพลง 10 คำร้อง และ 10 ปีที่ไม่เคยห่างหายจากความเจ็บปวดของ “The Yers”

คนเราจะเจ็บได้นานสักแค่ไหนกันเชียว... แต่ The Yers อยู่กับความปวดร้าวมายาวนานถึง 10 ปีแล้ว

The Yers คือวงดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อคที่สร้างสรรค์บทเพลงแห่งความหม่นเศร้า ด้วยสุ้มเสียงเฉพาะตัว แตกต่าง จากอัลบั้ม Y สู่ You และล่าสุด Cry ที่ใช้สำเนียงอะคูสติกในการถ่ายทอด ไม่มีสักอัลบั้มที่พวกเขาจะนำเสนอเรื่องราวอันสมหวัง ไล่เรียงมาตั้งแต่เพลง “การสื่อสาร” ในปี 2552 สู่อีกหลายเพลงที่นักฟังเพลงนอกกระแสชาวไทยต่างคุ้นหูกันดี อาทิ “คืนที่ปวดร้าว”, “ระหว่างขับรถ”, “คืนที่ฟ้าสว่าง”, “เพียงหนึ่งครั้ง”, “เกลียด” หรือแม้แต่ “เสพติดความเจ็บปวด” เพลงที่จะเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ประจำวงก็คงไม่ผิดนัก

ไหนๆ จะเดินเข้าสู่วังวนแห่งความเศร้าของ The Yers แล้ว ก็จมดิ่งไปให้สุดเลยแล้วกัน

25 สิงหาคม 2562 การเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีของวงดนตรีวงนี้บนเวทีคอนเสิร์ต ไทยประกันชีวิต Presents Hall of Fan : Sunday Evening Concert ครั้งที่ 8 ตอน The Yers 10 Years คอนเสิร์ตครบรอบ 10 ปี “The Yers” จะเกิดขึ้น ณ จีเอ็มเอ็ม ไลฟ์ เฮ้าส์ ชั้น 8 เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งบัตรหมดเกลี้ยงไปทั้ง 2 รอบการแสดงเป็นที่เรียบร้อย บทสรุปแห่งการเดินทางตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา นำพาไปสู่ไอเดียที่ Sanook! Music ขอหยิบยก 10 คำร้อง จาก 10 เพลง ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาให้ทั้ง 4 สมาชิก อู๋-ยศทร บุญญธนาภิวัฒน์ (กีตาร์, ร้องนำ), ต่อ-พนิต มนทการติวงค์ (กีตาร์), โบ๊ท-นิธิศ วารายานนท์ (เบส) และ บูม-ถิรรัฐ ภู่ม่วง (กลอง) ได้ย้อนรำลึกสักหน่อย

ความรู้สึก ณ ขณะเขียนเพลงเป็นเช่นไร? เกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น? แล้วเมื่อเพลงเสร็จสมบูรณ์มันเป็นความรู้สึกเช่นไร? เราไปฟัง The Yers เล่ากัน

 

01 // “ต้องทนกับความทรมาน กับการสื่อสารที่ไม่เข้าใจ”

อู๋ : ณ เวลานั้น ก่อนที่คนจะเริ่มเป็นไลฟ์โค้ช เริ่มพูดคำคมกัน เรารู้สึกมาตั้งนานแล้วว่า การจะสื่อสารอะไรก็ตามกับใครคนหนึ่ง การเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรมันดูมีพลังกว่าการพูด แล้วปัจจุบันมันเป็นยุคแห่งไลฟ์โค้ชกันอยู่ได้น่ะ ทั้งพิมพ์ทั้งแชร์กันอยู่ได้ พวกคำคมห่าเหวอะไรพวกนี้ แล้วช่วงนั้นเราก็เหมือนคู่รักทั่วไปที่มีปากเสียง มีเรื่องทะเลาะกับคนรักอยู่บ่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ มันเหมือนต้องทนกับความทรมานกับการสื่อสารที่ไม่เข้าใจ บางทีเราไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้คิดอะไรแบบนั้น แล้วสิ่งที่เราทำได้คือ เราอยากเขียนอะไรสักอย่างเพื่อที่จะไปขอโทษเขา ซึ่งมันมีน้ำหนักกว่ากันเยอะมากเลย เหมือนเราจะขอโทษใครคนหนึ่ง “เฮ้ย ขอโทษว่ะ ไม่ได้ตั้งใจ” เราก็กลัวน้ำเสียงเราไม่จริงใจอีก แต่พอเราเขียนด้วยลายลักษณ์อักษร “วันนั้นเราขอโทษนะ เราไม่ได้ตั้งใจ” มันคนละโลกเลย แล้วในยุคนั้นมันไม่มีเฟซบุ๊ก อย่างแฟนเราชอบเขียนจดหมายมาหา เวลาอ่านแล้วเรารู้สึกดีว่ะ เพราะอะไรวะ เพราะมันมีน้ำหนักมากกว่า เพลง “การสื่อสาร” มันเลยพูดถึงเรื่องของการเขียนอะไรบางอย่างให้คนๆ หนึ่ง มันมีประโยคท้ายที่บอกว่า “และเมื่อได้รับข้อความที่ส่งไป เธอจะได้เห็นรักฉันที่ข้างใน อยู่เต็มหัวใจ ไม่เคยจะแบ่งให้ใคร” คืออะไรก็ตามที่เป็นข้อความที่เราเขียนส่งให้เขา มันมีน้ำหนักกว่าการพูดมากๆ แต่การสื่อสารที่ไม่เข้าใจมันก็เป็นการพูดคุยที่ไม่จบสิ้นสักทีนะ

ต่อ : อาจจะนึกถึงฟีลเพลงของวง The Last Shadow Puppets มันได้บรรยากาศนะ แล้วชอบกีตาร์โซโล่เพลงนี้ด้วย ง่าย ไม่ต้องอะไรเยอะแยะ แค่นั้นก็แฮปปี้แล้ว อยากเล่น

บูม : ตอนนั้นเป็นช่วงที่ผมกำลังเข้าวงมาพอดี คือเพลงนี้เสร็จก่อนที่ผมจะเข้ามา ก็ต้องแกะเล่น ต้องฟังบ่อยๆ

โบ๊ท : ฟังเพลงนี้แล้วนึกถึงอะไร... ผมนึกถึงตอนแสดงสดบนเวทีสมัยที่ เต๋า (อดีตมือเพอร์คัสชั่น, คีย์บอร์ด) ยังเล่นด้วยกันอยู่ เพราะสปอตไลท์จะตกลงที่เสียงล้อแม็กกับฟลอร์ทอมของเต๋า

 

02 // “และฉันก็ยังจำฝังใจ ในเทศกาล คืนนั้น”

อู๋ : มันคือเทศกาลปีใหม่ เราน่าจะเหมือนคนธรรมดาทั่วไปที่ชอบบรรยากาศช่วงเดือนธันวาคมมากๆ อากาศหนาว ไฟคริสต์มาส เราอยากเขียนเพลงที่พูดถึงเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่นี่แหละ เออ... ไม่เคยตอบใครเหมือนกัน ไม่เคยมีใครถามเลย เราชื่นชอบบรรยากาศความสุขช่วงนั้น แต่เราไม่อยากพูดเรื่องความสุข ... จริงๆ ก็อยากเขียนนะ มีความสุขจังเลยปีใหม่แล้ว แต่มันไม่ใช่เรา แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้างในช่วงเวลานั้น เลยนึกถึงคนที่เคยอยู่ในงานเคาท์ดาวน์งานเดียวกัน เคยไปเคาท์ดาวน์กับแฟน เคยเห็นพลุนี้กับแฟน กินอาหารร้านนี้ที่เขามาเปิดบูธที่งานนี้ทุกปีกับแฟน ซึ่งจริงๆ เนื้อเพลงมันก็แอบบอกนะว่าคือเทศกาลปีใหม่ “เกือบเที่ยงคืน ผู้คนเฝ้ารออย่างตั้งใจ”

ต่อ : แล้วพอเพลงเสร็จ เราก็นึกถึงอะไรที่จะไปทำให้มิวสิควิดีโอได้ ก็กลายมาเป็นพลุ แล้วเสียงซินธ์ ดนตรีทุกพาร์ต มันบ่งบอกเลยนะว่าเป็นเทศกาล

บูม : เสียงซินธ์เพลงนี้เด่นมาก ฟังแล้วยังไงก็ต้องเป็นหน้าหนาว ไม่ใช่หน้าร้อนแน่ๆ

โบ๊ท : แต่ผมฝังใจตอนถ่ายมิวสิควิดีโอ (หัวเราะ)

บูม : ไม่เหนื่อยเลยครับ พวกผมนะที่ไม่เหนื่อย (หัวเราะ)

โบ๊ท : ผมวิ่งเต็มสปีดตั้งแต่บ่ายสามถึงตีสาม แล้วมาถ่ายไลน์ร้องของวงจนถึงเจ็ดโมงเช้า ที่เห็นเหงื่อที่หลังนั่นก็เหงื่อจริงครับ

 

03 // “ระหว่างขับรถฉันหมดแรง ไม่มีเหลือ ไม่มีแม้แรง”

อู๋ : ตอนนั้นเราหมดแรงโคตรๆ แล้วที่มาของประโยคนี้อยู่บนรถจริงๆ และระหว่างขับรถจริงๆ แต่สาเหตุที่เราหมดแรงคือ ตอนนั้นเรามีกีตาร์ยี่ห้อ Schecter ที่ใช้ในอัลบั้มแรก เป็นซิกเนเจอร์ของ Robert Smith นักร้องนำวง The Cure คือรู้สึกว่าซ้อมเสร็จทีไรทำไมกูจะตายทุกทีเลยวะ ก็มานั่งคิด อ๋อ กีตาร์มันหนักฉิบหายเลย น่าจะประมาณ 3-4 กิโล แต่ก่อนตอนอยู่ Smallroom เราซ้อมเยอะมาก แล้วเวลาซ้อมนานๆ กับกีตาร์ที่ทั้งหนักทั้งใหญ่ ก็ขับรถกลับบ้านด้วยความอิดโรยมาหลายวัน เพราะเพลงในอัลบั้มยังไม่ครบ เหนื่อยว่ะ แต่ในหัวก็ยังคิดเรื่องเนื้อเพลง ... ระหว่างขับรถฉันหมดแรง แม่งใช่ว่ะ ร้องใส่โทรศัพท์เลย กลับบ้านหาคอร์ดลง เพลงเสร็จเลย นั่นแหละที่มา ก็ต้องขอบคุณกีตาร์ตัวนั้น ไอ้พวกนี้แหละบิลด์ให้ซื้อ

ทุกคน : (หัวเราะ)

บูม : ถ้าพูดถึงเรื่องความหมดแรงเนี่ย ก็คงเป็นตอนเล่นคอนเสิร์ตเสร็จ ตีกลองเหนื่อยครับ กลับห้องนอน กินข้าว พักผ่อน

ต่อ : ส่วนผมตอนนั้นทำงานไปด้วย ไปซ้อมทีคือเหนื่อยมาก โคตรเหนื่อยเลย ทำงานเสร็จก็ไปซ้อม ตื่นมาทำงาน วนเป็นลูปอย่างนี้ 3-4 ปี ร่างกายคือพังไปเลย

อู๋ : มีอีกอย่างที่อยากเล่าให้ฟัง ยุคนั้นเป็นยุคที่ค่าย Smallroom แข่งกันเขียนเนื้อแบบบ้าระห่ำมาก จะมีทีมเขียนเพลงชื่อ เอกมัย ยูไนเต็ด กรณีศึกษาที่ดีที่สุดน่าจะเป็นเพลง “เซโรงัง” ของ Slur มารีญา มี “บุ๋ง” The Jukks มี “อรอนงค์” อันนี้อาจจะเป็นแนวคิดหนึ่งที่แบบว่า เออว่ะ “ระหว่างขับรถ ฉันหมดแรง” เป็นเนื้อเพลงที่แม่งบ้าใช้ได้เหมือนกัน กูเอาไปแข่งกับคนในค่ายได้ (หัวเราะ)

โบ๊ท : พอท่อนนี้ดังขึ้นมา ผมจะนึกถึงภาพการห้ำหั่นกันแก้เนื้อเพลงระหว่างอู๋กับพี่รุ่ง (รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์-ผู้บริหารค่าย Smallroom) แก้แบบ... แก้คำๆ เดียว จำไม่ได้ว่าคำว่าอะไร

อู๋ : คือเพลงนี้จริงๆ มีเนื้อเพลงที่เราชอบมากๆ ประโยคหนึ่ง ซึ่งพี่รุ่งไม่ให้ผ่าน มันคือ “ระหว่างขับรถฉันหมดแรง ไม่มีเหลือไม่มีแม้แรง ระหว่างขับรถฉันหมดแรง หลบแดดยามเช้า ด้วยสีของเรย์แบน” อันนี้เป็นประโยคที่เราแบบว่า... จะเรื่องลิขสิทธิ์อะไรไม่สน แต่ว่ามันเท่อะ สู้กับ “เซโรงัง” ได้ แต่สุดท้ายมันกลายมาเป็น “เมื่อเบาะด้านซ้าย ไม่มีเธอให้แล” ก็มาเชื่อมโยงกับเรื่องความรัก แต่เปล่า เราอยากได้ หลบแดดยามเช้า ด้วยสีของเรย์แบน เพราะช่วงนั้นเราใส่ Rayban Wayfarer ทุกวัน เราเสียดายประโยคนั้นมาก

โบ๊ท : ห้ำหั่นกันทั้งวัน คำนี้คำเดียว

 

04 // “ระบายกับฟ้า นิทราหลับฝัน”

อู๋ : อันนี้ง่ายๆ เลยครับ คือบ้านเก่าของเราจะมีหน้าต่าง ในห้องซ้อมเราจะมีโต๊ะคอมพิวเตอร์เพื่อที่จะได้นั่งทำเพลงกันในนั้นเลย มาคิดอีกทีมันอึดอัด มองไม่เห็น เราเลยย้ายโต๊ะคอมฯ มาที่ห้องนอน ชิดหน้าต่าง นั่งพื้น แล้วก็เขียนเพลงนี้ มันมืดแล้ว เรามองฟ้า แล้วก็ระบายกับฟ้าจริงๆ แค่นั้นเลย ส่วน นิทราหลับฝัน เราแค่หาคำมาลงเฉยๆ ครับ ไม่มีอะไรไปมากกว่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้วเพลงนี้เสร็จตั้งแต่เราอยู่ปี 3 พูดได้เลยว่าเราเอาเพลงนี้ส่งอาจารย์ในคลาสเรียนด้วย แล้วอาจารย์บอกว่า เพลงมันดูวกๆ วนๆ จับใจความไม่ได้ ยังไม่ผ่านนะ ซึ่งอาจารย์คนนั้นคือ พี่ปุ้ม-พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เราก็ดื้อ เราไม่เชื่อว่าเพลงนี้ไม่ดี แล้วในช่วงอัลบั้มแรกเราสู้กับอะไรอย่างนี้มาตลอด เราเชื่อว่าของเราดี จนมันกลายเป็นเพลงที่มีคนรู้จักมากที่สุดในอัลบั้มแรก แล้วเรื่องที่ตลกกว่านั้นคือ อาจารย์ปุ้มโพสต์ในเฟซบุ๊ก เป็นมิวสิควิดีโอหรือคลิปแสดงสดนี่แหละบอกว่า ไม่เคยเจอวงไทยที่น่าตื่นเต้นขนาดนี้มานานแล้วนะ อ้าวอาจารย์ (หัวเราะ) อาจารย์จำไม่ได้

ต่อ : ตอนปล่อยเพลงนี้ออกมามีคนบอกว่าเหมือนเพลง “No One Knows” ของ Queens of the Stone Age

อู๋ : คนไทยเป็นโรคจิตอย่างหนึ่ง เวลาจะนับว่าเพลงไหนก็อปหรือไม่ก็อป จะเลือกจากจังหวะกลอง คือพวกเขาไม่รู้เลยว่า เราไม่ได้ก็อปเพลงนั้น เราก็อปอีกเพลงที่พวกเขาไม่เคยจับกันได้เลยนั่นคือ “Skin and Bones” ของ Foo Fighters แต่ความหมายของการก็อปของเราคือ เราชอบวิธีการเล่นแบบนั้น แต่คนเข้าใจว่าเราก็อป No One Knows ซึ่งก็ไม่เป็นไร เราก็เลยประชดด้วยการเล่นต่อกันเลย

บูม : จำได้ เป็นงานที่ร้าน Cosmic

ต่อ : เพลงนี้เป็นเพลงแรกที่ผมเข้าวง อู๋ส่งให้ตอนที่เข้ามาใหม่ๆ เลย แล้วบอกผมว่า ไปคิดไลน์กีตาร์มา คือว่างเปล่ามาก ไม่รู้จะคิดไลน์อะไร แต่ก็พอรู้เรเฟอเรนซ์ รู้ทิศทางของวง เราอยากเล่นได้เหมือน Queens of the Stone Age เหมือนกันนะ แต่เราเล่นไม่เป็น เราเล่นไม่ได้ เราไม่มีทางเล่นแบบเขาได้ เพราะเราไม่รู้เลยว่าเขาเล่นอะไร

อู๋ : แล้วเรายังไม่รู้จักเอฟเฟกต์ที่ชื่อ Fuzz เลยด้วยซ้ำ ตอนทำอัลบั้มแรกเรายังแยกไม่ออกว่า Overdrive กับ Distortion แตกต่างกันอย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเล่นยังไงก็ไม่เหมือน เพราะเราทำได้ไม่ถึงเขา (หัวเราะ) อีกอย่างหนึ่งคือโปรดิวเซอร์ในตอนนั้นคือพี่บีม Siam Secret Service ซึ่งเป็นคนอัดเบสเพลงนี้เองด้วย ไม่รู้ตอนนั้นเขาโมโหจริงหรือโมโหปลอม คือพี่บีมโมโหใส่มือเบสคนเก่า แล้วเขาขออัดเบสเอง แต่ผมว่าพี่บีมแอบชอบเพลงนี้เลยอยากเล่นเอง (หัวเราะ) น่าจะเป็นเพลง The Yers เพลงเดียวที่มีนักดนตรีคนอื่นมาอัด ซึ่งพี่รุ่งจะเรียกเพลงนี้ว่า ไมโคร เพราะมันเหมือนเพลง “ม้าเหล็ก”

โบ๊ท : เรานึกถึงไลน์ประสานของเพื่อน มันเป็นการร้องสวนกัน อู๋ร้อง ระบายกับฟ้า ต่อกับเต๋าก็จะร้องสวนขึ้นมา นิทราหลับฝัน เป็นครั้งแรกที่ได้ยินพาร์ตคอรัสของวง

 

05 // “และตอนนี้ ก็ยังพยายามจะซึมซับมันเอาไว้ ยังพยายามจะหล่อเลี้ยงความเสียใจ”

อู๋ : อันนี้คือเวิร์สที่ 2 ของ “เสพติดความเจ็บปวด” สารภาพเลยครับ เราขี้เกียจเขียนเนื้อใหม่ เพราะเราชอบเวิร์สแรกมากๆ ส่วนประโยค “ยังพยายามจะหล่อเลี้ยงความเสียใจ” คือเราเป็นคนมีความสุขกับเวลาเครียดๆ เวลามีเรื่องซีเรียส เราจะแบบ... เฮ้ย ตอนนี้อย่าเพิ่งมีอะไรมาทำให้เปลี่ยนจากมู้ดนี้นะ เพราะเราไหลกับมันอยู่ สมมติง่ายๆ ว่าอยู่ในบ้าน ถ้าเพื่อนจะมาเล่นเกมที่บ้านตอนนั้นคือผิดฟีลเลยนะ เพราะเราอินกับโมเม้นต์นี้อยู่ พยายามจะหล่อเลี้ยงความเสียใจนี้อยู่ กำลังมีความสุขอยู่ ตอนแรกท่อนฮุกเพลงนี้จะร้องว่า “ความสุขที่ตามหา มานาน ความสุขที่ได้ทุกข์และทรมาน” ด้วยซ้ำ เพราะเพลงมันพูดถึงเรื่องการที่คนเสพติดความเจ็บปวด มีความสุขกับมัน

ต่อ : แต่ก่อนไม่เคยเข้าใจคำนี้เลยนะ เพราะเวลาคนเรามันเสียใจ มันจะรีบอยากออกไปจากความรู้สึกนั้น เพิ่งมารู้ไม่นานมานี้ว่า การที่เราจะเขียนเนื้อเพลง ใส่ทำนองหรือเมโลดี้ มันต้องอยู่ในมู้ดนั้นๆ จนกว่าเราจะคิดมันออกมาได้ สมมติว่าเรามีกีตาร์ เราเล่นอยู่ คิดเนื้อเพลงอยู่ ความเสียใจนั้นจะหายไปถ้าแม่ตะโกนเรียกให้ไปกินข้าว คือลงไปกินตอนนี้ไม่ได้แน่ๆ คือต้องเขียนต่อไป มันน่าจะเป็นมู้ดของการหล่อเลี้ยงความเสียใจนี้ให้ยังอยู่กับเรา

โบ๊ท : ท่อนนี้ เพลงนี้ ผมรู้สึกว่าอู๋ได้สร้างมาสเตอร์พีซเนื้อเพลงของ The Yers ไว้แล้ว มันมีความยูนีค มันยังไม่มีการพูดเรื่องราวแบบนี้ แล้วเราก็ยินดีที่จะชูให้คนอื่นรู้ว่า นี่แหละ เนื้อเพลงมาสเตอร์พีซของพวกเรา

บูม : ไม่ใช่แค่เนื้อเพลงนะ ผมว่าดนตรีก็ถือเป็นมาสเตอร์พีซด้วยครับ คือสัดส่วนมันเหมือนจะไม่เข้ากันเลยสักอย่าง แต่พอมาอยู่รวมกัน ถ้าสังเกตดีๆ แต่ละท่อนจะเปลี่ยนจังหวะตลอด เปลี่ยนไปเรื่อยๆ อ้าว คองก้ามายังไง จะบอกว่ามีแฟนเพลงชาวไต้หวันส่งรูปรอยสักตรงแขนเป็นภาษาไทยว่า เสพติดความเจ็บปวด มาให้เราดู เหมือนเป็นสัญลักษณ์อะไรสักอย่าง

 

06 // “แต่ยิ่งกอดยังไง ยิ่งจูบยังไง ยิ่งเห็นเธอ”

อู๋ : ก็อปมาครับ เพลง “Thinking of You” ของ Katy Perry มันจะมีประโยคที่ว่า “He kissed my lips. I taste your mouth.” เรารู้สึกว่า การที่ไปจูบคนๆ หนึ่งแล้วนึกถึงอีกคนหนึ่งเป็นอะไรที่เลวร้ายมากๆ เรารู้สึกว่าอยากได้ประโยคนี้เขียนลงไปในเนื้อเพลง “ยิ่งกอดยังไง ยิ่งจูบยังไง ยิ่งคิดถึงเธอ” เราชอบ Katy Perry อยู่แล้ว พอเจอเพลงนี้ โอ้โห เป็นเพลงช้าที่เนื้อเท่มากเลยว่ะในตอนนั้น

ต่อ : เพลงนี้มันเสร็จมาเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ไลน์กีตาร์ผมคิดแค่ช่วงท่อนฮุกกับท่อนบริดจ์ แค่นั้นเลย เพราะเพลงนี้ฟีลมันออกมาจากทั้งเปียโนกับกีตาร์ไปแล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเลย

โบ๊ท : เห็นท่อนนี้แล้วผมนึกถึงกระบวนการเขียนเพลงของอู๋นะ หมายถึงกระบวนการเขียนเพลงจริงๆ ของศิลปิน เพราะเราก็ไม่รู้ ไม่เคยทำ นึกไม่ออก วันนั้นผมอยู่กับอู๋ที่บ้านพี่กอล์ฟ Superbaker ช่วยกันตกผลึกเนื้อเพลง เหมือนออกมาดูจอมยุทธ์เขาถ่ายทอดวิชากัน เราได้เห็นกับตา

ต่อ : พอได้ฟังแล้วผมชอบมาก มันแตะความรู้สึกเรา เป็นเพลงช้าเพลงแรกของ The Yers แล้วมันก็ไปต่อได้ไกลมาก

บูม : ซึ่งพอมาเล่นเพลงช้า มันก็เปลี่ยนทุกอย่าง วิธีการเล่นหรืออะไรต่างๆ เรารู้สึกว่ามันไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย ทั้งๆ ที่เพลงมันไม่มีอะไรเลยนะ จังหวะกลอง เบส ดูง่ายๆ แต่พอเล่นกันครั้งแรกแล้วแบบ... ทำไมมัน... (หัวเราะ) รู้สึกว่าไม่ใช่ ก็ใช้เวลาปรับตัวอยู่เหมือนกัน

 

07 // “ฉันมีแค่ความรักที่เก็บไว้ภายใต้แสงไฟ สวยงามเท่าไหร่ก็ไม่เคยพูดไป”

อู๋ : คือเราเปรียบเสมือนว่า คนที่เก็บอะไรไว้สักอย่าง มันก็เหมือนเงา เก็บไว้ แต่ไม่มิดหรอก เห็นอยู่ลางๆ เราพยายามนึกภาพว่า เวลาเรามองใคร เราไม่ได้มองที่เงาของเขา เรามองที่หน้าเขา เสื้อผ้าเขา แต่จริงๆ แล้วเงามันมีอะไรซ่อนอยู่อีกตั้งเยอะแยะ เราก็เลยเปรียบเทียบว่า ถ้าแอบชอบใครสักคน ก็น่าจะเป็นเหมือนเงา ความรู้สึกนั้นมันซ่อนอยู่ที่เงา

ต่อ : เพลงนี้เล่นสดมันดี ด้วยจังหวะของท่อนเวิร์สก็จะโยกๆ ท่อนฮุกก็กระโดดได้ มันเป็นเทมโป้ที่คนสามารถกระโดดได้แบบสนุก

โบ๊ท : ช่วงแรกอู๋ส่งเดโมมา ยังไม่มีเนื้อ ร้องเป็นภาษาญี่ปุ่น นั่นคือความทรงจำตอนเวอร์ชั่นออริจินัล แต่ที่จำแม่นๆ เลยคือ ผมต้องเอาเพลงนี้มาอะเรนจ์ใหม่ในอัลบั้ม Cry เป็นเวอร์ชั่นอะคูสติก อู๋มอบงานมา หลอนหัวเลย มันต้องคอยจินตนาการว่า เนื้อเพลงท่อนต่างๆ บรรยากาศมันเป็นแบบไหน แล้วอะเรนจ์ออกมาเป็นแบบนั้น นึกถึงคนที่กำลังอึนๆ เศร้าๆ อยู่ในที่มืดๆ หลบผู้คนอยู่ แต่สุดท้ายแล้วมันต้องการออกไประเบิดความรู้สึกออกมา

อู๋ : ผมจำได้ว่าเวอร์ชั่นออริจินัล โบ๊ทไม่เอาเพลงนี้ เหมือนกับว่าโจทย์ของมันคือ กระโดด

โบ๊ท : คำที่อู๋พูดคือ ไทยโยก

อู๋ : ไม่ใช่ไทรโยคนะ (หัวเราะ) ตัวอย่างเพลงไทยโยก เช่น Bodyslam มีเพลง “หวั่นไหว” Big Ass มีเพลง “เล่นของสูง” เราอยากทำเพลงไทยโยกว่ะ ยากฉิบหาย (หัวเราะ) ไม่โยกเลย เราโยกแค่ท่อนฮุก แล้วด้วยความที่จังหวะมันไม่ชิน โบ๊ทบอกจะดีเหรอวะ แต่เราดื้อ

ต่อ : น่าจะเป็นเพราะรายละเอียดการเรียบเรียงมันเยอะ จนคนฟังจับไม่ได้ว่ามันโยกอยู่นะ (หัวเราะ)

อู๋ : นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้วง The Yers ยังไม่ดัง เพราะเวลาจะทำอะไรเพื่อที่จะให้มันดัง มันกลับมาเป็นอะไรก็ไม่รู้อยู่ดี (หัวเราะ)

 

08 // “ก็คิดเอาเองตลอดมา ว่าฉันเข้ามาเปลี่ยนโลกทั้งใบ”

อู๋ : โห... ประโยคนี้เราตั้งใจมากเลยรู้หรือเปล่า เราพูดถึงตัวละครในเพลงนี้ไม่ได้ แต่มันเป็นคนๆ หนึ่งที่มาให้ความหวังในชีวิตเราอย่างมากมายเลย ไอ้พวกนี้รู้ (หันไปหาเพื่อนในวง) เป็นคนๆ หนึ่งที่เข้ามาในชีวิตเราอย่างกะทันหัน แล้วก็ให้ความหวังกับเราไว้เยอะมาก แล้วเราก็คิดว่า เฮ้ยเราสำคัญกับเขาว่ะ เราเข้ามาเปลี่ยนโลกเขาว่ะ เขาก็ไม่เคยเจอเรามาก่อน เราก็ไม่เคยเจอเขามาก่อน  เราคิดมาเสมอว่า เราคือส่วนที่มาเติมเต็มเขา ขณะเดียวกันเขาก็เติมเต็มเราด้วย ปรากฏว่าถึงวันหนึ่ง มันไม่ใช่ว่ะ เหมือนเขาหักหลังเรา ไม่เป็นอย่างที่เราคิดเลย แล้วทั้งหมดที่ผ่านมาเราคิดไปเองหมดเลยว่า เราคือคนที่มีค่าสำหรับเขา เขาก็คือคนที่มีค่าสำหรับเรา เราคิดไปเองว่าเราเข้าไปเปลี่ยนโลกของเขา ในขณะที่โลกของเขา เขาไม่ได้สนใจเลยว่าเราเข้ามาแล้ว นี่คือการปลดปล่อยสำหรับเราเลยในช่วงอัลบั้ม Cry คนๆ นี้แสบมาก หลอกให้เราคิดว่า การที่เราได้เจอกันมันสุดยอดไปเลยนะ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ แล้วมันเป็นเพลงจังหวะ 6/8 เพลงแรกด้วย

โบ๊ท : ดิ่งมาก แต่ตอนอัดถือว่าเร็วที่สุด เป็นเพลงที่ผมจูนเข้าไปได้มากที่สุดในอัลบั้ม Cry

บูม : เสียงนิ้งหน่องก็ยิ่งพาดิ่งเหมือนกันนะ

 

09 // “แต่ยังเกลียดตัวเองที่ยังคงคิดถึงเธอ และยังคงละเมอถึงเธอ เกลียดที่ยังต้องการพบเจอ ทุกๆ วัน”

อู๋ : ไอ้มนุษย์ที่เรากำลังจะพูดถึง คือคนๆ เดียวกับเพลง “คิดเอาเอง” คือพอเรารู้แล้วว่าเราไม่ใช่คนที่มีความสำคัญอะไรกับเขาแล้ว เราเกลียดเขามากเลย เกลียดฉิบหายเลย แล้วเราก็อยากจะเขียนเพลงๆ หนึ่งที่มีเนื้อหาแบบ... กูเกลียดมึง กูเกลียดมึง กูเกลียดมึง ปรากฏว่าเราขับรถอยู่เหมือนเดิมเลย ช็อตคล้ายๆ เพลง “ระหว่างขับรถ” คิดถึงมันอยู่ได้ กูเกลียดตัวเองมากกว่าที่กูคิดถึงมันอยู่ได้ แล้วเมโลดี้ลงล็อคเป๊ะเลย “แต่ยังเกลียดตัวเองที่ยังคงคิดถึงเธอ” สะใจเว้ย ลงล็อคพอดี แล้วได้ด่ามันด้วย (หัวเราะ) ตอนพี่ตูน Bodyslam เขียนเพลง “ยาพิษ” เสร็จ เขาก็มี react นี้เหมือนกัน เราเคยฟังสัมภาษณ์เขา เราเข้าใจความรู้สึกนั้นวันนั้นเลย เหมือนว่าเราได้ระบายเรื่องนี้ลงไปในเพลงสักที เพราะก่อนหน้านั้นมันไม่รู้จะระบายกับใคร พูดกับคนนู้นคนนี้แล้วไม่สะใจ มันไม่ได้ถูกปลดปล่อยสักที คือเราอยากจะบอกว่า มึงไม่สำคัญกับกูแล้ว ทำอะไรกูไม่ได้แล้ว แต่สุดท้ายตัวเรานี่แหละที่แพ้ตัวเอง ซึ่งประโยคนี้น่าจะเป็นประโยคที่เราชอบที่สุดในการแต่งเพลงทั้งหมดมา ไอ้บูมบอกว่าอะไรนะ... ฮุกโคตรพุ่ง

บูม : (หัวเราะ) จำได้ด้วย แต่มันพุ่งจริง ประโยคนี้คือติดหูมาก แล้วมันเป็นประโยคที่ฟังผ่านๆ กี่รอบยังไงก็ต้องจำได้

อู๋ : แต่คุณต่อฟังท่อนนี้ครั้งแรกแล้วนึกถึงแฟนเก่านะ (หัวเราะ)

ต่อ : คือฟัง “เพียงหนึ่งครั้ง” ว่าชอบแล้ว เพลงนี้มัน touch กว่าอีก

โบ๊ท : ผมเกลียดเพลงนี้ที่สุดเลยตอนนั้น เพราะมันเป็นการเล่นจังหวะนี้ครั้งแรกในชีวิต ผมไม่เคยเล่นเบสจังหวะอาร์แอนด์บีมาก่อน มันน้อย แล้วมันไม่ชิน ตอนเล่นก็เกร็ง ตอนแรกก็คิดว่าเออไม่เป็นไรหรอก คงไม่ค่อยได้เล่น เพลงดังเฉย (หัวเราะ)

 

10 // “มันเจ็บจนไม่เหลือน้ำตาให้เสียใจ เจ็บเกินจะฝืนแรงลมที่พัดผ่าน”

อู๋ : มันเป็นช่วงเวลาที่เราเจอหลายเรื่อง เรื่องใกล้ตัวก็มี แต่เรา... พูดไม่ได้ว่ะ ไม่ได้หมายความว่าเสียใจนะ จะอธิบายไงดีวะ คือเราเขียนเพลงไว้เพลงหนึ่ง มันร้องว่า “มันเจ็บจนเกินจะทนไหว ไม่อาจทนไหว เจ็บจนเกินจะลบล้างความเสียใจ” เรารักเพลงนั้นมาก ซึ่งเพลงนั้นถูกปล่อยทิ้งกลางทะเล นั่นก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เนื้อเพลงมันมา เราอยากจะทำเพลงที่ชนะเพลงนั้นให้ได้ แล้วท่อนฮุกร้องเหมือนกัน ไม่เอาเพลงนี้ใช่ไหม ได้ กูจะเอาอีกเพลงที่ทำได้ดีกว่า เราเลยพูดเรื่องความเสียใจ แล้วเสียใจอย่างไรคือขั้นสุดของเจ็บจนเกินจะทนไหว ไม่อาจทนไหว ก็เจ็บจนไม่เหลือน้ำตาให้เสียใจไงวะ หนักกว่า แรงกว่า เรานึกถึงคนที่ร้องไห้จนเหนื่อย ตอนเด็กๆ เราเคยนะ มันมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นสักอย่างแล้วเราเสียใจมาก ร้องไห้จนเหนื่อยในการร้องแล้ว กินข้าวไปด้วยร้องไห้ไปด้วย โอเค ไม่ร้องแล้ว ไม่มีน้ำตาแล้ว แต่ข้างในยังเสียใจอยู่ คืออยากร้องต่อนะ (หัวเราะ) แต่ไม่สามารถร้องต่อได้แล้ว เจ็บจนไม่เหลือน้ำตาให้เสียใจจริงๆ แต่ตัวเราเองยังรับเรื่องนี้ไม่ได้เลย แต่ต้องหยุดร้องไห้ก่อน

ต่อ : ตอนได้ยินท่อนนี้คือรู้สึกว่า ตอนอู๋แต่งมันต้องเสียใจมากๆ แน่นอน ไม่อย่างนั้นประโยคนี้มันไม่มีทางออกมาเด็ดขาด

 

11 // คอนเสิร์ตครบรอบ 10 ปี “The Yers”

อู๋ : ตอน g19 เราเคยบอกไว้ว่า เราจะเล่นเพลง “เพียงหนึ่งครั้ง” ติดกันตั้งแต่ต้นยันจบโชว์เพลงเดียว แต่ว่าด้วยความที่ตอนนั้นคอนเสิร์ตมันไม่ใช่ของเรา เราทำไม่ได้ โอกาสนี้มาถึงแล้วครับ “เพียงหนึ่งครั้ง” ตั้งแต่ต้นยันจบโชว์ (หัวเราะ) ล้อเล่นนะครับ คือสิ่งหนึ่งที่เจอมาตลอด 10 ปีมี 2 เรื่องหลักๆ เรื่องแรกคือเราเจอแฟนเพลงที่บ่นตลอดเวลา พี่ไม่เล่น “เทศกาล” เลย พี่ไม่เล่น “TV” เลย พี่อู๋ครับ เพลง “เต้นรำครั้งสุดท้าย” มีความหมายกับผมมาก พี่ไม่เล่นวันนี้ผมเสียใจมาก โชว์นี้เราจะเล่นเพลงตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เราเคยออกเพลงอะไรมาบ้างที่เป็นออริจินัลของเรา เราเล่นหมด

โบ๊ท : every songs.

อู๋ : แปลทำไม (หัวเราะ) เราสัญญาว่าจะเล่นทุกเพลงจริงๆ เพื่อเป็นโชว์ๆ หนึ่งที่จะการันตีได้ว่า ถ้าคุณมาคอนเสิร์ตนี้ คุณจะไม่พลาดเพลงอะไรเลย อย่างที่ 2 คือ เรามีวงมา 10 ปี แต่เราเคยมีโชว์ที่เราชอบมากๆ โชว์หนึ่งในชีวิตในช่วงประมาณปีที่ 3 หรือ 4 นั่นคือที่ Cosmic Café ที่อาร์ซีเอ เรารู้สึกว่าโชว์นั้นมีแต่แฟนเพลงเรา เพื่อนเราหมดเลย เราอบอุ่นมาก นอกจากที่จะเป็นแฟนเพลงแล้ว มันมีเพื่อนที่เราสนิทใจ ผมเป็นคนเพื่อนน้อย แต่เวลามีเพื่อนมาอยู่คอนเสิร์ตเดียวกันมันมีความสุขมากๆ เลย ผมทดว่าตอนนี้แฟนเพลงคือเพื่อนผมหมดแล้วนะ ตั้งแต่วันนั้นมามันไม่เคยเกิดเหตุการณ์อะไรอย่างนั้นขึ้น ที่มันถูกต้องไปทุกอย่าง มันมี่คนเมาเกินเหตุ ไม่มีคนเล่นมือถือ มีแต่คนร้องตาม มันเป็นคนดูที่ถูกต้อง แล้วผมเชื่อว่า ถ้าแฟนเพลงเรา เพื่อนที่เป็นเพื่อนจริงๆ และเพื่อนที่เป็นแฟนเพลงเรามาในวันนั้น มันจะเกิดโมเม้นต์แบบนั้นอีกครั้งหนึ่ง

Story by: Chanon B.
Photos by: GMM Grammy / genie records

>> "The Yers" ฉลอง 10 ปีในวงการ ปล่อยสารคดีเล่าชีวิตที่ไม่ง่ายบนเส้นทางดนตรี

>> “The Yers” บทสนทนาแห่งความร้าวรานและน้ำตา สู่บทเพลงอันแสนเจ็บปวดเสมอมาและตลอดไป

>> “The Yers” กับบทเพลงร้าวราน ท่ามกลางเม็ดฝนโปรยปรายใน “Cry Secret Session”

ติดตามSanook! Music

ติดตาม Sanook! Music อัปเดตเพลงใหม่ๆ รีวิวคอนเสิร์ต และติดตามประเด็นสุดฮอตในวงการเพลงทั้งไทยและเทศได้บน www.sanook.com/music/