ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 821
ตอนที่ 527-1 เสียสติและตัดสินใจเลือก
หนานกงอวี้เยว่รู้สึกว่าคืนนี้น่าจะทำให้เขารู้สึกสะใจที่สุดในชีวิต บนโลกใบนี้ยังมีเรื่องใดทำให้รู้สึกสะใจได้ยิ่งกว่าความปรารถนายี่สิบกว่าปีของตนเองบรรลุผลกัน ตั้งแต่มารดาช่วยเขาออกมาจากเรือนหลังเล็กที่กักขังเขาไว้ หรืออาจก่อนหน้านั้น เขาก็เริ่มคิดเช่นนี้แล้ว ดังนั้นหลายปีมานี้ตาแก่นั่นรู้สึกผิดต่อเขา ความจริงจึงมิใช่
หนานกงอวี้เยว่รู้สึกว่าในใจตนเองมิได้โกรธแค้นตาแก่ ยิ่งไม่โกรธแค้นอวิ๋นสิงเยว่เจ้ากุ้งแห้งตัวน้อยน่ารักโง่งมนั่น แน่นอนว่ายกเว้นจวินอู๋ฮวน ไม่ว่าอย่างไรจวินอู๋ฮวนก็น่าแค้นใจ ตาแก่ได้มอบวิชาที่ทำให้เขาบรรลุความปรารถนา แม้ว่าลำบากสักหน่อยก็สมควรอยู่ เขามีเหตุผลอันใดจะไปโกรธแค้นตาแก่ มองดูโลหิตเจิ่งนองทั่วทั้งลานกับบรรดาซากศพที่กองอยู่เต็มลานแล้ว หนานกงอวี้เยว่ถึงกับรู้สึกว่าห้วงเวลานี้แม้แต่จวินอู๋ฮวนก็กลายเป็นคนน่ารักขึ้นมา หนานกงอวี้เยว่เงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน สูดลมหายใจรับเอากลิ่นคาวโลหิตอบอวลอยู่ในอากาศเข้มข้นเฮือกหนึ่ง แล้วก็หันหน้าเล็กน้อยไปถามว่า “ยังเหลืออีกกี่ตระกูล”
ฟู่เหลิ่งที่ยืนอยู่ข้างกายเขา ก้มกายตอบว่า “เรียนคุณชาย เผ่ามั่วแซ่ทั่วป๋ามีทั้งหมดหกสาย ยี่สิบสี่ตระกูล นอกจากสายทั่วป๋าเหลียงและสายทั่วป๋าซิ่งเยี่ยที่ล่มสลายไปแล้ว ก็ยังมีอีกสี่สายสิบเจ็ดตระกูล ในนี้มีสี่ตระกูลอยู่นอกด่าน คืนนี้เก็บกวาดไปสิบสองตระกูล ที่นี่...คือตระกูลสุดท้ายแล้ว แต่ตอนนี้ประมุขหกตระกูลในนี้อยู่ในวัง รอดตายไปได้”
หนานกงอวี้เยว่กล่าวงึมงำว่า “ดังนั้นจึงได้บอกว่าข้ารังเกียจตระกูลเหล่านี้ ตระกูลแล้วตระกูลเล่า คล้ายว่าสังหารไม่จบไม่สิ้น”
ฟู่เหลิ่งเอ่ยว่า “คุณชายไม่ต้องเป็นห่วง พวกเราจัดการครอบคลุมรอบด้านแล้ว ขอเพียงคุณชายออกคำสั่ง แม้คนพวกนั้นอยู่ในวังก็ย่อมยากรอดพ้นความตายไปได้”
หนานกงอวี้เยว่แค่นเสียงฮึในลำคอเบาๆ เสียงหนึ่ง คล้ายว่าพึงพอใจคำตอบฟู่เหลิ่งมาก เลิกคิ้วเอ่ยว่า “ดังนั้นตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่...กลุ่มในวังแล้วสินะ”
ฟู่เหลิ่งคิดแล้วก็พยักหน้า “คุณชายกล่าวได้ถูกต้อง”
ตอนนี้นอกจากพวกนี้ในวังแล้ว คนแซ่ทั่วป๋าส่วนใหญ่ไร้ลมหายใจแล้ว แม้อาจมีเล็ดลอดไปได้บ้าง แต่ก็เหลือไว้ให้ลูกน้องระดับล่างจัดการได้ ไม่จำเป็นต้องให้คุณชายเป็นกังวล
หนานกงอวี้เยว่หันหลังเดินไปอย่างมีความสุข “เข้าวัง” ตอนหันหลัง เขาพลันยิงแสงสีเงินเย็นเยียบออกจากแขนเสื้อ ปลาที่รอดชีวิตบนพื้นตัวหนึ่งเบิกตาโพลง โลหิตสดค่อยๆ ไหลออกจากปาก
“เฮอะ!”
ค่ำคืนบนถนนในเมืองเหนือว่างเปล่าเงียบเหงา ยามค่อยๆ เดินไปบนท้องถนน ยังคงได้กลิ่นคาวโลหิตลอยมากระทบจมูกจางๆ เห็นได้ว่าบนถนนคืนนี้ความจริงไม่ได้สงบเงียบดังที่เห็น หนานกงอวี้เยว่ในชุดขาวค่อยๆ เดินไปใต้แสงจันทร์ หลังผ่านค่ำคืนที่เจิ่งนองไปด้วยโลหิต เสื้อผ้าเขายังคงสะอาดดุจหิมะขาว แสงสีเงินยวงสาดทาบร่างเขา คล้ายดังมีลำแสงครอบอยู่รอบกายชายหนุ่มชั้นหนึ่ง เสมือนเขาพร้อมจะติดปีกโบยบินขึ้นฟ้าได้ตลอดเวลา
บ่าวรับใช้ที่ติดตามหนานกงอวี้เยว่ยังคงเงียบกริบดังปกติ ไม่มีผู้ใดกล้าพูดจาโพล่งออกมาต่อหน้าหนานกงอวี้เยว่
คนที่เดิมผู้คนได้ยินชื่อต่างก็รู้สึกหวาดกลัว แต่บ่าวเจดีย์ขาวกลับไม่คิดหนีหรือมีใจคิดทรยศ
คล้ายว่าเกิดมาก็มิได้เป็นคุณชายบนโลกมนุษย์นี้ ผู้ใดจะปฏิเสธคำสั่งเขาได้ ผู้ใดจะขัดความต้องการของเขาได้ หว่านหรูที่ติดตามอยู่ด้านหลังหนานกงอวี้เยว่ก็กำลังคิดอย่างเหม่อลอยเช่นกัน หว่านหรูอดก้มหน้าลงมองสองมือตนเองไม่ได้ แม้สามปีมานี้ผ่านการฝึกฝนโหดเหี้ยมทารุณและการลงมือสังหารจึงจะดำรงอยู่ในเจดีย์ขาวได้ แม้สองมือนางเปื้อนไปด้วยโลหิต แต่หว่านหรูยังคงไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งตนเองจะได้ร่วมวงสังหารกวาดล้างทั้งตระกูลเช่นนี้ และไม่เพียงแค่หนึ่งตระกูล!
แม้ว่าสองมือขาวผ่อง แต่หว่านหรูรู้สึกว่าบนมือคล้ายว่ามีโลหิตเหนียวติดอยู่ ทำให้มือนางอดสั่นเทาไม่ได้ แต่พอมองคนที่เดินอยู่ด้านหน้า ฝีเท้านางก็ยังคงอดก้าวตามไปอย่างไม่อาจหยุดยั้งตนเองได้
ไม่ว่าเขาจะพานางไปที่ใด นางก็จะตามไปอย่างไม่ลังเล
หนานกงอวี้เยว่ย่อมไม่รู้ว่าในใจผู้อื่นกำลังคิดอันใด เขายังคงหวนรำลึกรสชาติแห่งความสุขที่ได้บรรลุความสำเร็จดังปรารถนาอยู่ไม่คลาย ความรู้สึกนี้...เทียบกับที่เคยสังหารคนมามากมายแล้ว เทียบไม่ได้แม้สักกระผีกหนึ่ง ถึงกับสุขีเสียยิ่งกว่าการเอาชนะจวินอู๋ฮวนได้ เขาแทบจะอยากไขว่คว้าความสุขทั้งหมดนี้มาให้มากยิ่งกว่านี้ เช่นนั้น...ก็ได้แต่สังหารคนในวังพวกนั้นให้หมดสิ้นแล้ว เขาจึงจะหลุดพ้นบ่วงได้อย่างแท้จริง หนานกงอวี้เยว่มองไปทางวังหลวง สายตายิ่งร้อนแรงและกระตือรือร้น
ขบวนหนานกงอวี้เยว่เคลื่อนไปทางวังหลวงอย่างรวดเร็ว ด้านหลังพวกเขาไม่ไกลนัก มีเงาร่างสูงสองคนค่อย ๆ ทะยานลงมา
หมิงจิ้งยืนอยู่ข้างจวินอู๋ฮวน มองทิศทางที่ขบวนหนานกงอวี้เยว่มุ่งไป ก็อดรู้สึกหนาวสั่นไม่ได้ “คุณชาย...ท่านเห็นหรือไม่”
จวินอู๋ฮวนไม่ตอบ สายตาเขามองตรงไปทิศทางนั้นด้วยสีหน้าหนักใจเช่นกัน หมิงจิ้งหน้าซีดเอ่ยว่า “หนานกงอวี้เยว่จะสังหารคนแซ่ทั่วป๋าที่เขาสังหารได้ให้หมดจริงหรือ หรือว่า...”
หมิงจิ้งนึกถึงสีหน้าหนานกงอวี้เยว่ก่อนหน้านี้ อดหันไปมองจวินอู๋ฮวนไม่ได้ คล้ายว่าต้องการแน่ใจว่า จวินอู๋ฮวนเห็นเหมือนที่ตนเห็นหรือไม่ การเฝ้ารอคอยที่ลุกโชน ประกายแววตาวาดหวัง ดูแล้วคล้ายเด็กน้อยไร้เดียงสาจ้องมองขนมหวานน่ากิน ชายหนุ่มชุดขาวผู้นั้นดุจดังเทพเซียน แต่ในแขนเสื้อกลับมีมีดที่ดื่มกินโลหิตมนุษย์มาจนอิ่มเอม
หมิงจิ้งพลันรู้สึกว่า แม้คนบนสนามรบที่สังหารคนจนนัยน์ตาแดงก่ำขาดสติก็มิได้น่ากลัวเหมือนสีหน้าหนานกงอวี้เยว่ยามนี้
จวินอู๋ฮวนกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ตอนนี้เจ้าเข้าใจแล้วใช่ไหม ผู้ใดก็หยุดยั้งเขาไม่ได้”
หมิงจิ้งอดขมวดคิ้วไม่ได้ ในใจร้องถามว่าเหตุใดกัน
ตอนเด็กหนานกงอวี้เยว่น่าอนาถมาก แต่บนโลกเรานี้...คนที่น่าอนาถกว่าหนานกงอวี้เยว่ยังมีอีกมาก แต่กลับไม่เคยพบเห็นคนที่เปลี่ยนไปเป็นคนน่ากลัวสุดขีดเช่นหนานกงอวี้เยว่มาก่อน
จวินอู๋ฮวนเดินตามหนานกงอวี้เยว่ไป พวกเขาเพิ่งมาจากวังหลวง ตอนนี้ดูท่าต้องกลับไปอีกครั้ง
จวินอู๋ฮวนเดินไปเอ่ยไปว่า “บนโลกใบนี้ คนที่อนาถกว่าหนานกงอวี้เยว่ยังมีอีกมาก แต่พวกเขาไม่ตายลงอย่างเงียบๆ ก็มีชีวิตอย่างไร้ศักดิ์ศรีไปเงียบๆ โลกนี้ไม่มีคนให้โอกาสพวกเขาได้เหิมเกริม แต่หนานกงอวี้เยว่มี”
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนหนานกงอวี้เยว่เก็บความแค้นนี้ไว้ก็ยังเป็นเพียงเด็กน้อย เด็กน้อยไหนเลยจะมีเหตุผล
ชีวิตหนานกงอวี้เยว่ไม่เหมือนคนทั่วไป เขาเรียนรู้ความแค้นก่อน จากนั้นค่อยเรียนรู้เรื่องอื่น จากนั้นทุกอย่างที่เขาเรียนรู้ ก็เพื่อบรรลุการแก้แค้นและความปรารถนาของเขา ไม่ว่าวิทยายุทธ์หรือการวางแผนชิงอำนาจ
หมิงจิ้งเงียบไปครู่หนึ่ง สุดท้ายได้แต่ถอนหายใจยาวก่อนจะตามไป