ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 828
ตอนที่ 531-1 เสียสติ
จวินอู๋ฮวนบรรจงเก็บป้ายคำสั่งแล้วก็บอกให้จู้เหยาหงลุกขึ้น จู้เหยาหงลุกขึ้นยืนข้างหมิงจิ้ง ถึงกับยังพยักหน้าทักทายอวิ๋นสิงเยว่อย่างเป็นมิตร อวิ๋นสิงเยว่เห็นนางถือมีดแทงใส่ทั่วป๋าเหลียงแทบอัมพาต ก็รู้สึกเพียงมือเท้าแข็งทื่อ ไหนเลยจะกล้าเอ่ยวาจาสัพยอกนาง
ไม่ผิด แม้อยู่ห่างไกลเพียงนั้น แต่อวิ๋นสิงเยว่ก็เห็นได้ชัดเจน ชีวิตจากนี้ไปของทั่วป๋าเหลียงไม่มีโอกาสลุกขึ้นยืนได้อีกแล้ว แน่นอนว่าอวิ๋นสิงเยว่ไม่คิดว่าเขาต้องการโอกาสนี้ เพราะว่าศีรษะทั่วป๋าเหลียงถูกจวินอู๋ฮวนจับจองไว้แล้ว เพียงแต่ไม่รู้ทั่วป๋าเหลียงแท้จริงยังจะมีชีวิตรอดไปได้อีกสักกี่วัน
จวินอู๋ฮวนพยักหน้าให้ทุกคนในที่นั้นอย่างมีสุภาพและมีมารยาท “คิดว่าทุกท่านยังมีเรื่องใหญ่ที่ต้องจัดการ ข้าน้อยขอตัวก่อน” กล่าวจบก็ถึงกับหิ้วคอหนานกงอวี้เยว่เดินออกไป
“หยุดนะ!”
“ทิ้งหนานกงอวี้เยว่ไว้!”
“ทิ้งของไว้”
สุดท้ายก็ได้ยินเสียงเยียนถัวอี้ดังขึ้น จวินอู๋ฮวนคล้ายว่าได้ยินอันใดน่าสนใจจึงหันไปมองเยียนถัวอี้ เลิกคิ้วถามว่า “หืม จวิ้นโหวหนิงตูถึงกับยังต้องการของ ไม่ต้องการน้องชายหรือ”
เยียนถัวอี้สีหน้าเคร่งขรึม มองไปทางหนานกงอวี้เยว่ที่ยังสลบด้วยสีหน้าสับสนและปวดร้าว “คุณชายฉางหลีมาช่วยเขาด้วยตนเอง คิดว่าก็คงไม่ทำร้ายเขา”
เยียนถัวอี้ไม่รู้สายสัมพันธ์ระหว่างจวินอู๋ฮวนกับหนานกงอวี้เยว่ แต่ฟังจากน้ำเสียงจวินอู๋ฮวนที่พูดกับหนานกงอวี้เยว่ก่อนหน้านี้ เขาก็ไม่คิดว่าจวินอู๋ฮวนจะทำร้ายเขา ยิ่งไปกว่านั้น...เขาไม่สิทธิ์ต้องการน้องชายคนนี้แล้ว หากหนานกงอวี้เยว่ฟื้นขึ้นมา ย่อมไม่มีทางดีใจที่ได้เห็นเขา
เยียนถัวอี้ตัดสินใจทำเรื่องเช่นนี้แล้วย่อมไม่นึกเสียใจภายหลัง แต่อย่างไรก็ยังคงรู้สึกปวดร้าว
เยียนถัวอี้กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “คุณชายฉางหลี โปรดทิ้งของไว้ ตระกูลเยียนถัวรับรองว่าพวกท่านจะไปจากเมืองเหนืออย่างปลอดภัยได้”
“ดูท่าท่านรู้ว่าสิ่งนี้คือสิ่งใด” จวินอู๋ฮวนเลิกคิ้วยิ้มเอ่ย
เยียนถัวอี้ถอนหายใจเบาๆ “นี่คือ...โซ่ตรวนของตระกูลเยียนถัว”
โลกเราเปลี่ยนแปลงยากคาดเดา ตอนนั้นแต่ละตระกูลสร้างสิ่งของแทนคำสัญญานี้ขึ้นก็ย่อมเพราะความจริงใจ แต่วันเวลาผันแปร สถานการณ์แปรเปลี่ยน มีบางคนค่อยๆ ลืมเรื่องนี้ไป แต่ก็ยังคงมีคนจดจำเรื่องนี้ไว้ ค่อยๆ กลายเป็นดังโซ่ตรวนไร้รูปร่างเส้นหนึ่ง ไม่รู้เมื่อใดจะกลายเป็นเคราะห์ร้ายที่ร่วงใส่ศีรษะ โดยเฉพาะยามที่ตระกูลทั่วป๋าเป็นฮ่องเต้เผ่ามั่ว ถึงกับรุกรานเข้าสู่จงหยวน ของสิ่งนี้บางครั้งคล้ายดังยันต์ดูดวิญญาณที่แขวนไว้เหนือศีรษะของตระกูลเยียนถัว
เหตุใดตระกูลเยียนถัวตอนนั้นมิกล้าแสดงท่าทีแข็งกร้าว เพราะว่าประมุขตระกูลเยียนถัวไม่รู้ว่าตระกูลทั่วป๋าจะนำสิ่งของแทนคำสัญญานี้ออกมาขอให้ตระกูลเยียนถัวทำตามสัญญาหรือไม่ บุญคุณที่ได้ช่วยชีวิตนั้นไม่ว่าแลกด้วยอันใดมาชดใช้ก็ล้วนสมควร หากฮ่องเต้ต้องการเพียงแค่ทำลายตระกูลเยียนถัว คิดว่าบรรดาตระกูลที่ถูกสิ่งของแทนคำสาบานชิ้นนี้กดทับไว้ ย่อมต้องยินดีรับเงื่อนไขด้วยความยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง
“ขออภัย” จวินอู๋ฮวนเอ่ยว่า “สิ่งของนี้ข้าต้องนำไปด้วย ประมุขตระกูลเยียนถัวควรรู้ว่าของสิ่งนี้อยู่ในมือข้า...ไร้ประโยชน์”
เยียนถัวอี้เงียบงันแต่ยังคงไม่ยอมหลีกทาง ทั่วป๋าหลัวมองไปทางตระกูลเยียนถัวอย่างไม่เข้าใจ “จวิ้นโหวหนิงตู แท้จริงคือสิ่งของอันใด”
เยียนถัวอี้อดกวาดตามองไปรอบๆ ไม่ได้ ไม่เห็นประมุขหลายตระกูลในตอนนั้นอยู่ในที่นั้น
“ข้าจะเชื่อใจคุณชายฉางหลีได้อย่างไร” เยียนถัวอี้ไม่ตอบทั่วป๋าหลัว แต่มองไปทางจวินอู๋ฮวน
จวินอู๋ฮวนยิ้มบาง “ไม่มีทางใด หรือว่าจวิ้นโหวหนิงตูจะลองช่วงชิงไปจากมือข้าดู”
เยียนถัวอี้เงียบไปเป็นนาน ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ หันหน้าหลีกทาง
จวินอู๋ฮวนอมยิ้ม กวาดตามองทั่วป๋าอิ้นกับไป๋หลี่ชิงหงและบรรดาคนที่กำลังจับจ้องมองพวกเขา “ทุกท่าน แม้ว่าข้าน้อยมาอย่างเสียมารยาท แต่...ตอนนี้พวกท่านคิดจะเสียกำลังคนและเวลากับข้าจริงหรือ”
“...” ตามหลักแล้ว พวกเขาควรจะร่วมมือกันกำจัดจวินอู๋ฮวนก่อนค่อยว่ากันเหมือนร่วมมือกันจัดการหนานกงอวี้เยว่ก่อนหน้านี้
แต่ความร่วมมือเช่นนี้ มีได้เพียงหนึ่ง ไม่อาจมีสอง
ยิ่งไปกว่านั้น จวินอู๋ฮวนมิใช่หนานกงอวี้เยว่
และพวกเขา...บนโลกใบนี้ผู้ใดไม่เห็นแก่ตนเอง เช่น ทั่วป๋าอิ้น ระหว่างคนตระกูลทั่วป๋ากับพี่ชายตนเอง เขาเลือกประการหลัง เช่น เยียนถัวอี้ที่ไม่ได้บอกประโยชน์ของของสิ่งนั้นที่จวินอู๋ฮวนนำไปออกมา เช่น...ตอนนี้พวกเขายอมถอยให้จวินอู๋ฮวน
จวินอู๋ฮวนหัวเราะเบาๆ คล้ายไม่รู้สึกเหนือความคาดหมายกับผลลัพธ์เช่นนี้ “ขอตัว”
“คุณชายฉางหลี ขอท่านทิ้งหนานกงอวี้เยว่ไว้ที่นี่” ทั่วป๋าหลัวนั่งอยู่บนรถเข็น มองคนตรงหน้าพลางด้วยกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบ
“หากไม่ทิ้งแล้วอย่างไร” จวินอู๋ฮวนยิ้มถามขึ้น
ทั่วป๋าหลัวกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “หนานกงอวี้เยว่ทำร้ายคนตระกูลทั่วป๋า พาเขาไปไม่ได้”
จวินอู๋ฮวนไม่สนใจวาจาเขา หันกลับไปมองไป๋หลี่ชิงหง “คุณชายไป๋หลี่ ท่านว่าอย่างไร”
ไป๋หลี่ชิงหงเงียบไปครู่หนึ่ง มองไปทางทั่วป๋าหลัว “องค์ชายใหญ่รู้สึกว่า...ตอนนี้พวกเราขัดขวางเขาได้หรือ”
“...” หากต้องการขัดขวางจริง ๆ ใช่ว่าไม่ได้ เพียงแต่...ผู้ใดลงมือ วิทยายุทธ์คุณชายฉางหลีเจ้าเมืองชาง อวิ๋นถึงขั้นสุดยอด ไม่ว่าผู้ใดคิดลงมือขัดขวางเขาก็จำเป็นต้องเอาตัวเข้าแลก และเขาไม่ได้มาเพียงลำพัง เห็นชัดว่าไป๋หลี่ชิงหงไม่คิดต่อสู้เป็นตายกับจวินอู๋ฮวน ทันทีที่ทั่วป๋าอิ้นลงมือ...
ทั่วป๋าหลัวเงียบไม่ตอบเป็นนาน จวินอู๋ฮวนหัวเราะพลางยกมือหนึ่งหิ้วหนานกงอวี้เยว่ค่อยๆ เดินออกไป องครักษ์เจดีย์ขาวที่เหลือพากันตามหลังเขาออกไป พร้อมกับจ้องมองทุกคนตรงหน้าอย่างระแวดระวัง จวินอู๋ฮวนถึงกับพาหนานกงอวี้เยว่เดินออกไปอย่างเปิดเผยต่อหน้าชนชั้นสูงศักดิ์ทรงอิทธิพลแทบจะครึ่งเมืองเหนืออย่างไม่หวั่นเกรงสิ่งใด
ยามเช้าตรู่ ณ เรือนเล็กหลังหนึ่งกลางเขานอกเมืองเหนือ ยามนี้พื้นที่ว่างนอกเรือนมีคนทั้งยืนและยองนั่งอยู่ไม่น้อย
เถ้าแก่หวงถลึงตาจ้องหมิงจิ้งที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา กล่าวด้วยความไม่พอใจนักว่า “หมิงจิ้ง เจ้าหมายความอย่างไร อยู่ดีๆ ถึงเรียกข้ามาที่แห่งนี้ ข้ามีงานต้องทำอีกมาก”
หมิงจิ้งกลอกตามองบนอย่างไม่พอใจ “หากไม่ใช่ว่าคุณชายสั่งการ เจ้าคิดว่าข้าอยากเรียกเจ้ามาหรือ เจ้าอยู่ในเมืองทำอันใด รอความตายหรือ”
เถ้าแก่หวงหัวเราะแหะๆ “ได้ยินว่าเมื่อคืนนี้พวกเจ้าก่อเรื่องใหญ่มากเลยหรือ”
หมิงจิ้งเหลือบมองเขาด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก “เถ้าแก่หวงล้อเล่นแล้ว พวกเราจะไปทำอันใดได้ ก็แค่ไปชมเรื่องสนุกฉากสองฉากเท่านั้น คนเล่นใหญ่น่าจะเป็นท่านนั้นในห้อง แล้วก็ไป๋หลี่ชิงหง เจ้าคงไม่คิดว่า...รอไป๋หลี่ชิงหงกับชาวเป่ยจิ้นพวกนั้นว่าง เจ้ายังจะได้ประโยชน์อันใดอีกกระมัง”
แม้ว่าภายนอกเถ้าแก่หวงจะไม่ได้มีสายสัมพันธ์กับเมืองชางอวิ๋นและร้านค้าหลิงเซียว แต่หากสืบลึกลงไป ใช่จะหาไม่พบ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงคนเช่นไป๋หลี่ชิงหง เขาเองพอรู้ความลับบ้างไม่น้อย เมื่อก่อนทุกคนนับว่าร่วมมือ ย่อมไม่เปิดโปงผู้อื่นอย่างไรเหตุผล แต่ตอนนี้กล่าวได้ยาก
เถ้าแก่หวงสีหน้าปั้นยาก งึมงำขึ้นว่า “ข้าลำบากวางรากฐานมานานหลายปีเลยนะ” เขาอยู่เมืองเหนือมานานหลายปีนั้นง่ายหรือ ล้วนเพราะไปพบเจอเจ้าตัวซวยแซ่ชุย แต่ทว่าพังก็พังไปแล้ว
หมิงจิ้งยักไหล่ “หรือว่าเจ้ากลับไปดี?”
เถ้าแก่หวงหดคอหัวเราะแห้งๆ เขาเบื่อชีวิตหรืออย่างไร แอบลอบมองจู้เหยาหงที่พิงต้นไม้แห้งต้นหนึ่งอยู่ไม่ไกลนัก เถ้าแก่หวงก็ถามขึ้นอย่างนึกสนใจว่า “ท่านนั้นคือ...”
หมิงจิ้งกลอกตามองบน “ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าไม่รู้”
เถ้าแก่หวงเขยิบไปข้างกายจู้เหยาหงอย่างระแวดระวัง กระซิบเรียก “พระสนมเหยา”
จู้เหยาหงหันหน้ามองทีหนึ่งเถ้าแก่หวง คิ้วกระตุกเล็กน้อย “พี่ใหญ่หวงเกรงใจไปแล้ว เรียกข้าว่าจู้เหยาหงก็พอ”
เถ้าแก่หวงกระซิบถามขึ้นว่า “แม่นางจู้ เจ้าทำทั่วป๋าเหลียงเป็นอัมพาตจริงหรือ”
จู้เหยาหงเลิกคิ้วเล็กน้อยเหล่มองเถ้าแก่หวง “การข่าวพี่ใหญ่หวงฉับไวดังคาด”
เถ้าแก่หวงถูมือไปมา “กล่าวเช่นนี้ก็จริงสินะ” ข่าวใหญ่นี้ไม่รู้ขายได้เท่าไร
“เจ้าจะลองไหม” จู้เหยาหงเลิกคิ้ว ถามขึ้นด้วยรอยยิ้มอันตราย
“มิกล้า มิกล้า” เถ้าแก่หวงรีบถอยหลัง แต่ในใจอดอยากรู้ไม่ได้ อดเขยิบเข้าไปหาจู้เหยาหงอีกนิดไม่ได้ “แม่นางจู้ ได้ยินว่าเจ้ากับซู่เหอ...”
ปัง!
เสียงกระแทกรุนแรงดังมาจากในห้อง ไม่นานประตูที่เหมือนจะไม่ค่อยแข็งแรงก็ปลิวกระเด็นออกมา พร้อมกับร่างที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวโลหิตลอยหวือออกมาด้วย ฟู่เหลิ่งกับบรรดาคนเจดีย์ขาวที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักทนรอต่อไปไม่ไหว คิดจะเข้าไป หมิงจิ้งกับจู้เหยาหงเข้าขนาบพวกเขาซ้ายขวา “อย่าขยับ”
“คุณชาย...”
“อยากให้เขารอดก็อย่าขยับ” เสียงตวาดอย่างโมโหเดือดดาลของอวิ๋นสิงเยว่ดังมาจากด้านใน พลางตะโกนเรียก “จวินอู๋ฮวน รีบจับเขาไว้!”
จากนั้นไม่นาน จวินอู๋ฮวนก็เดินออกมา สะอึกกายเข้าคว้าหนานกงอวี้เยว่
ยามนี้หนานกงอวี้เยว่ยังสวมเสื้อผ้าชุดเปื้อนโลหิตเมื่อคืน คราบโลหิตแห้งเกรอะกรังลายเป็นสีน้ำตาลเข้มไม่น่ามอง แทบจะมองสีเสื้อผ้าเดิมไม่ออก ยามนี้ผมเผ้าเขารุงรัง ใบหน้าบิดเบี้ยวบ้าคลั่ง แววตาทั้งสองยังคงแดงก่ำล้ายดังเปลวไฟที่ยังไม่ดับมอด พอเขาพุ่งออกมาด้านนอกเห็นชัดว่าคิดหนี จวินอู๋ฮวนก็ทะยานวาบมาตรงหน้าเขา ทำเอาเขาชะงักกึก แต่มือยังคงคิดจิกใส่จวินอู๋ฮวนอย่างไม่ลังเล
จวินอู๋ฮวนแค่นเสียงฮึในลำคอเบาๆ เสียงหนึ่ง คว้าข้อมือเขาไว้ด้วยมือเดียวพลางออกแรงกดทีหนึ่ง หนานกงอวี้เยว่เจ็บปวดคำรามอย่างเดือดดาลพร้อมฟาดอีกมือใส่จวินอู๋ฮวน
แม้ว่าตอนนี้เขาสติไม่สมบูรณ์ แต่ฝีมือแข็งแกร่งยังคงอยู่ ถึงกับเพราะว่าสูญเสียการควบคุม จึงยิ่งบ้าคลั่งรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ยามเขาบ้าคลั่งเช่นนี้ จวินอู๋ฮวนถึงกับคว้าเขาไว้ไม่อยู่
พอสะบัดมือจวินอู๋ฮวนออกได้ หนานกงอวี้เยว่คล้ายรู้ว่าคนตรงหน้าคือรากไม้แน่นหนา จึงหันไปพุ่งเข้าใส่หมิงจิ้งอีกทางหนึ่งอย่างไม่ลังเล