ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 812
ตอนที่ 522-2 รับราชโองการ!
พอเอ่ยเช่นนี้ หัวหน้าทหารองครักษ์กับคนคุกหมิงอวี้ต่างอดสีหน้าแปรเปลี่ยนไม่ได้ มองไปทางฮองเฮาด้วยสีหน้าหวาดระแวงอยู่มาก หัวหน้าทหารองครักษ์กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ฮองเฮากับพระสนมเหยาไม่ต้องเป็นห่วง แม้มีขุนนางกบฏคิดการไม่ซื่อ ก็ยังมีขุนพลทหารที่จงรักภักดีต่อฝ่าบาทอีกมาก ในเวลาอันสั้นนี้น่าจะไม่เกิดเรื่องอันใด ขอเพียงฝ่าบาทได้พระสติ...ทุกอย่างก็จะแก้ไขได้เอง”
ฮองเฮากล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ผู้ใดจะรู้ว่าฝ่าบาทจะได้พระสติเมื่อใด!”
ยามนี้จวินอู๋ฮวนยืนอยู่ริมหน้าต่างในหอหนังสือแห่งหนึ่งในวัง มองแสงไฟวาบขึ้นในแต่ละจุดของวังหลวง
“เจ้าก็ช่างว่างจริง” อวิ๋นสิงเยว่เปิดหน้าต่างด้านหลังเขาเข้ามา มองจวินอู๋ฮวนทีหนึ่งพลางอดเอ่ยเสียดสีไม่ได้
จวินอู๋ฮวนหันไปมองเขา ถามขึ้นว่า “แท้จริงทั่วป๋าเหลียงเกิดเรื่องอันใดขึ้น ยังจะฟื้นได้อีกหรือไม่”
อวิ๋นสิงเยว่กลอกตามองบนกล่าวไม่พอใจนักว่า “เจ้ารู้สึกว่าข้าเข้าใกล้ทั่วป๋าเหลียงได้หรือ หากข้าทำได้ เจ้าคิดว่ายามนี้เขายังหายใจอีกหรือ”
หากเขามีความสามารถเข้าใกล้ทั่วป๋าเหลียง ก็คงสังหารเขาทิ้งไปนานแล้วไหม
จวินอู๋ฮวนกล่าวด้วยท่าทางสงบนิ่งว่า “อย่าบอกข้าว่าที่ทั่วป๋าเหลียงหมดสติไม่เกี่ยวกับเจ้า”
อวิ๋นสิงเยว่หัวเราะแหะๆ นั่งลงพิงชั้นหนังสืออย่างเกียจคร้าน “ก็ไม่นับว่าเกี่ยวข้องกับข้ากระมัง ข้าเพียงแค่ให้ยาที่ไป๋หลี่ชิงหงต้องการไปหน่อยเท่านั้น ส่วนเขาวางยาอย่างไร ข้าก็ไม่อาจรู้ได้ ข้าว่านะ...ไป๋หลี่ชิงหงนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ พวกเราคิดว่าหลายปีมานี้เขาเป็นไอ้ขี้แพ้อยู่เป่ยจิ้น เป็นราชบุตรเขยที่ว่านอนสอนง่าย แต่เขาวางยาทั่วป๋าเหลียงเงียบๆ ได้ เจ้าดูไว้นะ คุณชายฉางหลีไม่รู้สึกละอายใจบ้างหรือ แต่เจ้าก็ไม่ต้องเป็นห่วง ข้ามอบยาถอนพิษให้แม่นางจู้แล้ว”
จวินอู๋ฮวนไม่คิดเช่นนั้น “วางยาทั่วป๋าเหลียงนับว่ามีความสามารถอันใดกัน เขาเป็นบุตรเขยของทั่วป๋าเหลียง และยังเป็นบุตรเขยคนสำคัญ คิดจะลงมือเล็กน้อยก็ไม่ได้ยากเย็นอันใดกระมัง”
อวิ๋นสิงเยว่หัวเราะเยาะเสียงหนึ่ง คิดเสียว่าเขาแก้ต่างให้ตนเอง คิดจะวางยาฮ่องเต้ย่อมเป็นเรื่องยากมาก คิดว่าคนทดสอบพิษเป็นเครื่องประดับห้องหรือ แต่ทั่วป๋าเหลียงถูกพิษติดกันสองสามครั้ง ดูแล้วก็เหมือนเครื่องประดับห้องจริง ทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้ หากเขาสาดยาพิษในวังไปอย่างไม่เจาะจง จะทำให้องค์ชายและทุกคนในวังตายหรือไม่
จวินอู๋ฮวนมองอวิ๋นสิงเยว่สีหน้าแปรเปลี่ยนไปมาก็เอ่ยต่อว่า “แต่ไป๋หลี่ชิงหงก็ถือว่ามีความสามารถอยู่บ้างเหมือนกัน ข้าเองก็อยากรู้ว่า แท้จริงเหตุใดเขามั่นใจว่าตนเองจะบรรลุเป้าหมาย”
อวิ๋นสิงเยว่กลอกตาเอ่ยว่า “สังหารคนตระกูลทั่วป๋าให้หมด เหลือเพียงบุตรชายตนเอง ไม่นานก็ไร้ทางเลือกไหม”
จวินอู๋ฮวนยิ้มเอ่ย “เจ้าคิดว่าฮ่องเต้เผ่ามั่วต้องแซ่ทั่วป๋าหรือ”
ชาวเผ่ามั่วไม่ได้เรียกร้องสายโลหิตบริสุทธิ์ดังเช่นเทียนฉี่ที่ไม่สนใจว่าฮ่องเต้เหลวแหลกไร้สามารถเพียงใด พวกเขาให้ความสำคัญกับผู้แข็งแกร่งกว่าและคำสัญญาเท่านั้น พวกเขาคิดว่าทั่วป๋าเหลียงกับตระกูลทั่วป๋าคนใดมีความสามารถก็ภักดี แต่ไม่ใช่เพราะว่าตระกูลทั่วป๋าไม่มีผู้ใดก็จะเลือกคนถัดไป หันไปยอมรับคนที่ไม่ได้ดังที่พวกเขาวาดหวัง
ตระกูลทั่วป๋าไม่มีคนแล้ว ยังมีตระกูลอื่นอีกไม่ใช่หรือ หากเป็นเมื่อร้อยปีก่อน ตระกูลทั่วป๋าก็เป็นเพียงแค่เผ่าหนึ่งในบรรดาเผ่ามั่วหลายเผ่าเท่านั้น ผู้ใดก็มิได้สูงส่งไปกว่าผู้ใด
อวิ๋นสิงเยว่ยักไหล่ “เช่นนั้นข้าก็ไม่รู้แล้ว นี่เป็นเรื่องของคนที่วางแผนต่อสู้กันเช่นพวกเจ้าจึงจะคิดได้”
จวินอู๋ฮวนเอ่ยว่า “ข้าก็ไม่ได้หวังว่าเจ้าจะรู้”
มองแสงไฟสว่างไกลออกไป คล้ายว่ายิ่งครึกครื้นยิ่งขึ้น จวินอู๋ฮวนกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ทั่วป๋าเหลียงควรตื่นแล้วกระมัง”
“ฝ่าบาท! ฝ่าบาท!”
ทั่วป๋าเหลียงลืมตาขึ้นอย่างงุนงง เห็นจู้เหยาหงขอบตาแดงเล็กน้อย กำลังมองเขาด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วง ก็อดส่งเสียงในลำคอพลางเอ่ยน้ำเสียงแผ่วเบาไม่ได้ “เราไม่เป็นอันใด ไม่ต้องเป็นห่วง”
จู้เหยาหงเห็นทั่วป๋าเหลียงฟื้นแล้ว ก็หลั่งน้ำตาคล้ายว่าดีใจมาก “ฝ่าบาท ในที่สุดก็ทรงฟื้นแล้ว!”
เห็นสีหน้านางผิดปกติ ก็หันไปมองทุกคนในพระที่นั่งทีหนึ่ง สุดท้ายทั่วป๋าเหลียงก็ได้ยินเสียงเอะอะดังมาจากที่ไกลออกไป สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเล็กน้อย “เกิดเรื่องอันใดขึ้น”
หัวหน้าทหารองครักษ์รีบก้าวขึ้นหน้ามาก้าวหนึ่ง รายงานน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ทูลฝ่าบาท บรรดาท่านอ๋องยกทัพบุกวังหลวง องครักษ์ในวังและคนคุกหมิงอวี้กำลังสกัดกั้นพวกเขาไว้ที่พระราชฐานส่วนนอก”
“อันใดนะ!” ทั่วป๋าเหลียงสะดุ้งตกใจ พยายามดิ้นรนจะลุกขึ้น จู้เหยาหงรีบประคองเขาไว้ พร้อมกับเข็มเงินที่ไหลลื่นจากปลายนิ้วเข้าแขนเสื้อนางเงียบๆ “ฝ่าบาท ระวัง...”
ทั่วป๋าเหลียงลุกขึ้นนั่งพิงจู้เหยาหง พยายามฝืนอาการหน้ามืดตาลาย ถามขึ้นว่า “เกิดเรื่องอันใดขึ้น ใช่แล้ว อาฮูหลู่...ตระกูลเถียน ตระกูลเถียน!!”
ทั่วป๋าเหลียงสุดท้ายนึกถึงเรื่องก่อนที่เขาจะหมดสติได้ หากไม่ใช่ว่าพยายามฝืนไว้ ก็แทบจะกระอักโลหิตออกมาอีกรอบ
ชายชุดดำที่ยืนอยู่ข้างๆ ทูลน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ฝ่าบาท ตระกูลเถียนไปสวามิภักดิ์ทั่วป๋าหลัวแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าตัวบัดซบ! ไป๋หลี่ชิงหง...อยู่ที่ใด!” ทั่วป๋าเหลียงตวาดถามดุดัน
“ตอนนี้ราชบุตรเขยไป๋หลี่น่าจะอยู่ในจวนพ่ะย่ะค่ะ” ชายชุดดำตอบ
แม้ทั่วป๋าเหลียงใช้งานไป๋หลี่ชิงหง แต่ในใจก็ยังไม่ได้เชื่อใจมากนัก ยามนี้เกิดเรื่องตระกูลเถียน ทั่วป๋าเหลียงย่อมต้องคิดระแวงไป๋หลี่ชิงหง
ทั่วป๋าเหลียงกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ถ่ายทอดราชโองการ ให้เขารีบเข้าวังมาเข้าเฝ้า...ไม่สิ ให้เขานำคนปราบพวกบฏให้สิ้นซาก! หากทำไม่ได้ ก็ให้เขาหิ้วศีรษะมาพบเรา!”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!”
ทั่วป๋าเหลียงตั้งสติได้ก็มีราชโองการสี่ห้าฉบับออกไป ล้วนเป็นคำสั่งเคลื่อนกำลัง ทั่วป๋าเหลียงกุมอำนาจกองทัพมาหลายสิบปี แม้ตอนนี้สถานการณ์ไม่ได้น่ากังวลหวาดหวั่นเพียงนั้น เพราะหลังเขาขึ้นครองราชย์ ก็ได้จัดระเบียบทัพในเมืองเหนือแล้ว ขุนพลทหารคนสนิทของเขาไม่น้อยต่างรับหน้าที่สำคัญอยู่ในเมืองหลวง คนพวกนั้นคิดกบฏ ไหนเลยจะง่ายดายเพียงนั้น!
“ฝ่าบาท ดื่มน้ำเพคะ” พอทั่วป๋าเหลียงมีราชโองการสี่ห้าฉบับออกไปแล้ว จู้เหยาหงก็ยกน้ำแก้วหนึ่งมาส่งถึงหน้าทั่วป๋าเหลียง หลุบตาเล็กน้อยด้วยสีหน้าอ่อนโยนเชื่อฟังยิ่ง พยายามต่อสู้กันเข้าไปเถอะ เมืองหลวงนี้สู้กันยิ่งรุนแรงเท่าไรก็ยิ่งดี
ทั่วป๋าเหลียงรับน้ำมาดื่มไปอึกหนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า “ลำบากเจ้าแล้ว” แต่ต้นจนจบไม่ได้เหลือบมองไปทางฮองเฮาที่ยืนอยู่ในมุมหนึ่งแม้สักนิด ย่อมไม่เห็นสีหน้าซีดเผือดของฮองเฮา
จู้เหยาหงกล่าวเบาๆว่า “ฝ่าบาททรงได้พระสติขึ้นมาก็ดีแล้วเพคะ”
ทั่วป๋าเหลียงตบหลังมือนาง “อย่ากลัว”
จู้เหยาหงกระดกมุมปากเล็กน้อย “อืม หม่อมฉันไม่กลัวเพคะ”
เพราะว่าทั่วป๋าเหลียงพลันฟื้นขึ้นมา ทั้งวังหลวงก็ครึกครื้นขึ้นมาทันที ราชโองการถูกส่งออกไปด้วยช่องทางพิเศษ ขุนพลทหารเดิมที่กำลังเข้าวังมาอารักขา พอได้รับราชโองการก็รู้ว่าฝ่าบาททรงฟื้นแล้ว ย่อมเคลื่อนไหวกันว่องไวกว่าเดิม แสงโคมไฟส่องสว่างไปครึ่งค่อนเมืองหลวง ราษฎรปกติย่อมมิกล้าออกมาร่วมวงครึกครื้น พากันปิดประตูเงียบหลบอยู่แต่ในบ้าน มิกล้าชะโงกออกมาดูด้านนอกว่าแท้จริงเกิดเรื่องอันใดขึ้น
จวนองค์หญิง ไป๋หลี่ชิงหงมองชายหนุ่มชุดดำตรงหน้าพร้อมป้ายคำสั่งทั่วป๋าเหลียง
“ราชบุตรเขย รับราชโองการ”
ไป๋หลี่ชิงหงขมวดคิ้วเล็กน้อย ถามขึ้นว่า “ฝ่าบาทได้พระสติแล้วหรือ”
“แน่นอน” ชายชุดดำจ้องมองไป๋หลี่ชิงหง คล้ายว่าขอเพียงเขากล้าเอ่ยอีกคำเดียว ก็จะชักดาบตัดศีรษะเขาทิ้งทันที
ไป๋หลี่ชิงหงก้มศีรษะลงเล็กน้อย ริมฝีปากกระตุกน้อยๆ ในความมืด ได้ยินเสียงเย็นเยียบของเขาดังขึ้นท่ามกลางค่ำคืนมืดมิด
“รับราชโองการ”