ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 807
ตอนที่ 520-1 มิอาจสนใจความเป็นความตายผู้ใด!
ศีรษะหนึ่งวางอยู่ในกล่อง เป็นศีรษะที่สะอาดเรียบร้อย
เพราะว่าผ่านกระบวนการพิเศษมา ทำให้แทบไร้กลิ่นคาวโลหิต มีเพียงกลิ่นยาอ่อนๆ คนผู้นั้นไม่รู้ตายมานานเท่าไรแล้ว แต่ใบหน้ายังคงสมบูรณ์ดี ถึงกับเรียกได้ว่าราวกับมีชีวิต สองตาของเขาหลับสนิท สีหน้านิ่งสงบ หากใช่ว่าในกล่องมีเพียงศีรษะ แทบจะทำให้คนคิดว่าเขากำลังหลับสนิทอย่างสงบสุข
ทำให้บรรดาขุนนางที่โลดแล่นอยู่ในราชสำนักมานานหลายปี ถึงกับเคยออกสนามรบสังหารผู้คนต่างส่งเสียงร้องตกใจ ย่อมไม่เพียงเพราะในกล่องมีศีรษะคน แต่เพราะใบหน้านั้น พวกเขาล้วนรู้จัก...อาฮูหลู่เสนาบดีเป่ยจิ้น เมื่อวานตระกูลเขาเพิ่งถูกประหารทั้งวงศ์ตระกูลด้วยโทษความผิดขายชาติ
ในใจทุกคนล้วนมีความคิดแปลกประหลาดขึ้นมาเหมือนกันอย่างไม่ได้นัดหมาย ผู้ที่ส่งศีรษะนี้มาจงใจให้เกิดเหตุประหารครอบครัวอาฮูหลู่เมื่อวานนี้แล้วจึงค่อยส่งศีรษะอาฮูหลู่มาแขวนไว้หน้าประตูวังในเช้าวันนี้ พวกเขายังถกกันว่าอาฮูหลู่ขายชาติหรือไม่ ควรรับผิดชอบต่อชีวิตทหารเป่ยจิ้นหลายหมื่นหรือไม่ แต่ความจริงคือคนผู้นี้ตายไปแล้ว
ใช่แล้ว แม้ว่าเห็นเพียงศีรษะ แม้ว่าศีรษะนี้เก็บรักษาได้ไม่เลวอย่างมาก แต่คนสายตาแหลมคมยังพอมองออก เห็นชัดว่าอาฮูหลู่ไม่ได้ตายมาเพียงวันสองวัน
“ท่าน...ท่านอ๋อง เรื่องนี้ควรทำอย่างไรต่อดี” ทุกคนต่างลำบากใจ อดเอ่ยถามทั่วป๋าหลัวกับทั่วป๋าอิ้นไม่ได้ อย่างไรทั่วป๋าอิ้นเป็นคนเอากล่องนี้ลงมา ควรทำอย่างไร ย่อมเป็นเรื่องของทั่วป๋าอิ้น
ทั่วป๋าหลัวหลุบตาลง ทำให้คนมองสีหน้าเขาไม่ชัด ผ่านไปครู่หนึ่งจึงได้ได้ยินเขากล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ย่อมต้องทูลรายงานฝ่าบาทก่อน ให้ฝ่าบาทตัดสินพระทัย”
เป็นไปตามคาดหมายของจวินอู๋ฮวน ตอนทั่วป๋าเหลียงได้เห็นศีรษะอาฮูหลู่ ก็ไม่เอ่ยอันใด ยืนนิ่งอึ้งอยู่หน้าโต๊ะครู่หนึ่ง สีหน้าแปรเปลี่ยนไปมา สุดท้ายก็กระอักโลหิตออกมาก่อนจะล้มลงอีกครั้ง ทำเอาในพระที่นั่งโกลาหลกันไปหมด ในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนสั้นๆ ฝ่าบาทกระอักโลหิตสลบไปต่อหน้าทุกคนเป็นครั้งที่สอง เรื่องนี้ทำให้คนไม่น้อยพากันเริ่มเป็นห่วงสุขภาพทั่วป๋าเหลียงกันขึ้นมา หรือว่าเพราะก่อนหน้านี้ถูกพิษยังรักษาไม่หายขาด หรือว่าทิ้งอาการของโรคเอาไว้ ไม่เช่นนั้นอย่างไรฝ่าบาทก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์และเคยออกศึก สุขภาพไม่น่าจะย่ำแย่เพียงนี้
แต่ไม่ว่าพวกเขาคิดอย่างไร ทั่วป๋าเหลียงก็สลบไปแล้ว ย่อมไม่อาจจัดการอันใดอีก ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปก็ไม่มีผลอันใด ได้แต่พากันกลับ อย่างไรอาฮูหลู่ก็เคยเป็นเสนาบดีเป่ยจิ้น ควรจัดการอย่างไรก็คงต้องให้ฝ่าบาทฟื้นก่อนจึงจะรู้ได้
ทั่วป๋าหลัวกับทั่วป๋าอิ้นกลับถึงจวน เฮ่อหลันเจินรีบออกมารอรับ ไม่รอให้นางเอ่ย ทั่วป๋าอิ้นก็เอ่ยก่อนว่า “พี่ใหญ่ แท้จริงเกิดเรื่องอันใดขึ้น”
ทั่วป๋าหลัวขมวดคิ้วเล็กน้อยถามขึ้น “น้องสี่ เจ้ากำลังถามอันใด”
ทั่วป๋าอิ้นนั่งลงข้างทั่วป๋าหลัว หลับตาพักสมองให้กระจ่างสักครู่ ตอนนี้สมองเขาสับสนไปหมด ก่อนจะเอ่ยว่า “หลายวันนี้...สถานการณ์เมืองเหนือ พี่ใหญ่คิดว่าข้าไม่รู้หรือ”
ทั่วป๋าหลัวส่ายหน้าบอกให้เฮ่อหลันเจินออกไปก่อน เฮ่อหลันเจินยิ้มให้ทั้งสองคน พยักหน้าถอยออกไปจากห้องหนังสือ
พอเฮ่อหลันเจินออกไปแล้ว ทั่วป๋าหลัวก็เอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยน “น้องสี่คิดมากไปแล้ว พี่ใหญ่จะคิดปิดบังเจ้าได้อย่างไร เพียงแต่ครั้งนี้เจ้าบาดเจ็บไม่น้อย ย่อมไม่อยากให้เจ้าพักผ่อนรักษาอาการบาดเจ็บอย่างไม่เป็นสุข”
ทั่วป๋าอิ้นเอ่ยขอโทษ “พี่ใหญ่ ขอโทษที่ข้าทำให้พี่ผิดหวัง”
ทั่วป๋าอิ้นไม่ใช่ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ตนพ่ายแพ้ให้กับเมืองชางอวิ๋น ส่งผลต่อพี่ชายตนเอง
ทั่วป๋าหลัวยิ้มเอ่ย “กล่าวเรื่องพวกนี้ทำไมกัน แพ้ชนะบนสนามรบเป็นเรื่องปกติ น้องสี่ไม่จำเป็นต้องคิดมาก”
ทั่วป๋าอิ้นถอนหายใจเบาๆ มองทั่วป๋าหลัวด้วยสีหน้าจริงจัง “พี่ใหญ่ก็รู้ว่าแต่ไรมาข้าไม่ชอบยุ่งเรื่องพวกนี้ แต่ครั้งนี้ทำให้ข้าต้องคิดว่า...”
ทั่วป๋าหลัวขมวดคิ้ว “น้องสี่คิดเอ่ยอันใดหรือ”
ทั่วป๋าอิ้นกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “พี่ใหญ่ พี่ไม่รู้สึกว่าสถานการณ์เมืองเหนือตอนนี้นับวันยิ่งผิดปกติหรือ”
ทั่วป๋าหลัวขมวดคิ้วแน่นยิ่งขึ้น “อย่างไร”
ทั่วป๋าอิ้นครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะ “ข้ารู้ดีว่าพี่ใหญ่กับตระกูลเยียนถัว ยังมีหนานกงอวี้เยว่ ร่วมมือกัน แต่...ตระกูลเถียนครั้งนี้ ยังมีเรื่องอาฮูหลู่...และเรื่องฝ่าบาทถูกพิษก่อนหน้านี้ แต่ละเรื่องเกิดขึ้นติดต่อกัน พี่ใหญ่ไม่รู้สึกว่าบังเอิญเกินไปหรือ”
ทั่วป๋าหลัวถามว่า “เจ้าสงสัยว่าในหมู่พวกเราผู้ใดสมคบคิดกับชาวเทียนฉี่หรือ”
ทั่วป๋าอิ้นหลุบตา “ไม่ใช่สงสัย แม้ชาวเทียนฉี่มีสายในเมืองเหนือ แต่ยามนี้จับจังหวะได้ดีเกินไปสักหน่อยไหม เมืองเหนือไม่ว่าระยะห่างจากเมืองผิงจิงหรือเมืองชางอวิ๋น ล้วนไกลนับพันลี้ สายสืบส่งข่าวได้รวดเร็วเพียงนี้หรือ”
ทั่วป๋าหลัว “เจ้าสงสัยผู้ใด”
“หนานกงอวี้เยว่”
ทั่วป๋าหลัวก็มิได้แปลกใจ อย่างไรเขาเองไม่มีทางสมคบคิดกับชาวเทียนฉี่ อย่างน้อยก็คงไม่แลกเปลี่ยนเรื่องอาฮูหลู่กับชาวเทียนฉี่ แต่หนานกงอวี้เยว่ก็ไม่แน่
ทั่วป๋าอิ้นเอ่ยว่า “ราชครูเป็นคนอันตรายมาโดยตลอด แต่...พี่ใหญ่และฝ่าบาทเหมือนจะค่อยๆ ลืมความอันตรายของเขาไปแล้ว ”
ทั่วป๋าหลัวขมวดคิ้ว คิดเอ่ยว่าเขาไม่ได้คลายความระวังตัวกับหนานกงอวี้เยว่ แต่กลับได้ยินทั่วป๋าหลัวเอ่ยว่า “พี่ใหญ่รู้สึกว่าหนานกงอวี้เยว่อารมณ์แปรปรวนไปมา ชอบสังหารผู้คน ดังนั้นจึงรู้สึกว่าอันตรายหรือ”
ทั่วป๋าหลัวถามขึ้นว่า “หรือว่าเจ้าไม่คิดเช่นนี้”
ทั่วป๋าอิ้นเอ่ยว่า “หลายปีก่อน ข้าเคยได้ยินแม่ทัพทั่วป๋าวิจารณ์หนานกงอวี้เยว่โดยบังเอิญ”
“หืม” ทั่วป๋าหลัวอย่างนึกคาดไม่ถึงอยู่บ้าง “แม่ทัพใหญ่ว่าเยี่ยงไร”
“มิใช่คนเผ่าพันธุ์เดียวกัน” ทั่วป๋าอิ้นกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ตอนนั้นแม่ทัพใหญ่กล่าวเช่นนี้ แต่ทว่าเป็นการส่วนตัว ดังนั้นคนที่รู้มีไม่มาก”
ด้วยคุณธรรมทั่วป๋าซิ่งเยี่ย ย่อมไม่มีทางกล่าวหาหนานกงอวี้เยว่ต่อหน้าทุกคน ในยามที่เขายังไม่ได้ทำอันใดที่เป็นภัยต่อแผ่นดิน แต่ทั่วป๋าอิ้นเชื่อสายตาทั่วป๋าซิ่งเยี่ย ดังนั้นเขาจึงมักป้องกันและระวังหนานกงอวี้เยว่ผู้นี้อยู่ตลอด
ทั่วป๋าหลัวไม่เข้าใจ “ไยแม่ทัพใหญ่กล่าวเช่นนี้ ตอนนั้นเรื่องของตระกูลเยียนถัวมิใช่พิสูจน์แล้วหรือ...”
แม้หนานกงอวี้เยว่หน้าตาไม่ค่อยเหมือนชาวเผ่ามั่ว แต่ก็พิสูจน์แล้วว่าเขาเป็นสายโลหิตตระกูลเยียนถัวแท้จริง ตอนนั้นที่เกิดเป็นเรื่องใหญ่เช่นนั้น ว่ากันว่าเรื่องสายโลหิตแท้จริงเกิดขึ้นเพราะราชวงศ์และชนชั้นสูงศักดิ์ทรงอิทธิพลส่วนหนึ่งคิดกดตระกูลเยียนถัวไว้เท่านั้น อย่างไร...ตระกูลขุนนางเก่าแก่อันดับหนึ่งเผ่ามั่ว ในสายตาทุกคนแม้แต่ตระกูลทั่วป๋าที่เป็นราชวงศ์เผ่ามั่วเองก็ยังรู้สึกขัดหูขัดตา