ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 800
ตอนที่ 516-2 ความแค้น
อวิ๋นซวี่เอ่ยว่า “เช่นนั้นก็เปลี่ยนสถานะ และเขาก็น่าจะไม่ต้องปรากฏตัวในตัวเมืองผิงจิง ขอให้องค์หญิงช่วยดูแลไปก่อนก็พอ รอข้ากลับไปก็จะหาทางจัดหาที่ทางให้เขาต่อเอง”
ส่วนวันหน้าจะจัดการอย่างไรก็ค่อยว่ากัน ไป๋หลี่ชิงหงส่งบุตรชายออกมาแสดงให้เห็นว่าเมืองเหนือสำหรับเขาไม่ปลอดภัยอีกแล้ว อย่างไรก็ไม่ควรส่งเขากลับไปตายกระมัง
จวินอู๋ฮวนเองก็ไม่มีความเห็นใด เพียงแต่พยักหน้าเรียก “อวิ๋นอี้”
อวิ๋นอี้พยักหน้าเงียบๆ “ข้าจะส่งคนพาเขากลับไปพบองค์หญิง”
ไม่ว่าอย่างไร ตอนนี้อวิ๋นอี้เองก็ทำใจยอมรับเด็กคนนี้เป็นหลานชายแท้ๆ ไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการดูแล แต่เขาก็ไม่คิดทำร้ายเด็กคนนี้ ดังนั้นส่งถึงเมืองผิงจิงให้องค์หญิงเสินโย่วดูแลก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว
จวินอู๋ฮวนเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็ตามนี้ ตอนนี้ข้าอยากรู้แล้วว่าแท้จริงเมืองเหนือจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น คิดว่าน่าจะน่าสนใจมาก อวิ๋นซวี่ เจ้าคิดเหมือนกันไหม”
อวิ๋นซวี่หลุบตา “ดูท่าจะมีเรื่องจริง” และไม่ใช่เรื่องเล็กอีกด้วย
สถานการณ์เมืองเหนือยากคาดเดาขึ้นเรื่อยๆ แล้ว คล้ายว่าคลื่นใต้น้ำที่แอบซ่อนอยู่ในราชสำนักเป่ยจิ้นมาหลายปีสุดท้ายใกล้จะระเบิดออกมาแล้ว กลุ่มอิทธิพลแต่ละกลุ่มเริ่มเข้าร่วมวงแล้ว มีคนจงรักภักดีต่อทั่วป๋าเหลียง มีคนต่อต้านทั่วป๋าเหลียง ยังมีคนรอดูสถานการณ์ว่าจะอยู่ฝ่ายใด และยังมีคนรอชมอยู่วงนอก
ยามกลุ่มอิทธิพลนำโดยทั่วป๋าหลัวและตระกูลเยียนถัวเอาเรื่องทั่วป๋าเหลียง ทั่วป๋าเหลียงจึงได้พลันเข้าใจขึ้นมาว่า เขามิได้ควบคุมราชสำนักได้เต็มอำนาจมากดังที่เขาคิด ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง เพราะว่าครั้งนี้พ่ายศึกเทียนฉี่ก็ยิ่งทำให้ชื่อเสียงและบารมีทั่วป๋าเหลียงลดฮวบลง ทัพเผ่ามั่วสี่หมื่นถูกสังหารราบคาบ เรื่องนี้จะต้องมีคนรับผิดชอบ แต่คนรับผิดชอบไม่มีทางเป็นเถียนอี้เซวียน เพราะไม่ว่าเถียนอี้เซวียนหรือตระกูลเถียน ล้วนรับผิดชอบไม่ไหว จำเป็นต้องเป็นคนที่มีสถานะยิ่งใหญ่กว่านี้มารับผิดชอบ ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า คนผู้นี้ไม่มีทางเป็นทั่วป๋าเหลียง เช่นนั้นก็เหลือเพียงอาฮูหลู่แล้ว
ทั่วป๋าเหลียงขังตนเองอยู่ในห้องทรงอักษร สีหน้าเผยแววโกรธแค้นและรู้สึกพ่ายแพ้อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
ไม่ว่าก่อนขึ้นครองราชย์หรือหลังขึ้นครองราชย์ เขาไม่เคยลิ้มรสความพ่ายแพ้สิ้นหวังเช่นนี้ และทุกอย่างนี้ล้วนมาจากฝีมือองค์หญิงเทียนฉี่ที่อยู่ไกลนับพันลี้ คนที่ตอนนั้นเขาไม่เคยเห็นนางอยู่ในสายตา ทั่วป๋า เหลียงแทบจะทนรอเอาคืนไม่ไหว หากเป็นไปได้ เขาแทบจะยกทัพลงใต้ไปบดขยี้เมืองผิงจิงให้ราบเสียตอนนี้ ให้องค์หญิงเสินโย่วได้ลิ้มลองรสชาติความทุกข์ทรมานที่สตรีราชวงศ์เทียนฉี่เหล่านั้นเคยได้รับ
แต่เขารู้ดีว่าเป็นได้แค่ความคิดเพ้อฝัน
สถานการณ์หลังเพิ่งผ่านพ้นการสูญเสียกองทัพหลายหมื่นไป ไม่ว่าผู้ใดล้วนไม่เห็นด้วยที่เขาจะยกทัพไปเทียนฉี่อีกครั้งในเวลานี้ เทียบกับกองกำลังจิ้งเป่ยและกองทัพเมืองชางอวิ๋นตรงหน้า เทียนฉี่ที่อยู่อีกฟากของแม่น้ำไม่ใช่เป้าหมายของพวกเขาตอนนี้ และเขาผู้เป็นฮ่องเต้กลับไม่ได้บอกบรรดาขุนนางถึงการแอบส่งทหารไปเทียนฉี่ที่ไม่ใช่เป้าหมายที่พวกเขากำหนดไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้ต้องสูญเสียทหารไปถึงสี่หมื่นตายอย่างเปล่าประโยชน์ ในสายตาชาวเผ่ามั่วทุกคน ล้วนเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ของฮ่องเต้ หากไม่เช่นนั้น สองสามวันนี้คนของทั่วป๋าหลัวก็คงไม่กล้าเหิมเกริมกันเช่นนี้
“ทูลฝ่าบาท...”
“ปัง!” ขันทีหน้าประตูรายงานไม่ทันจบ ก็ได้ยินของหนักกระแทกพื้นดังมาจากด้านใน จากนั้นทั่วป๋าเหลียงก็คำรามอย่างโมโหสุดขีด “ไสหัวไป!”
ขันทีลำบากใจ หยุดชะงักไปครู่หนึ่งก็ทูลต่ออีกว่า “ฝ่าบาท จงซูลิ่งขอเข้าเฝ้า”
ในห้องทรงอักษร เงียบไปเป็นนาน ครู่หนึ่งจึงได้ยินเสียงทั่วป๋าเหลียงดังขึ้นอีกครั้ง “ไสหัวไป!”
แม้ขันทีคนสนิทข้างกายทั่วป๋าเหลียงก็ไม่กล้าท้าทายบารมีฮ่องเต้เช่นนี้ ครั้งนี้ขันทีไม่กล้ากล่าวอันใดอีก ได้แต่รับคำออกไปให้คำตอบบรรดาขุนนางที่ขอเข้าเฝ้าทั่วป๋าเหลียง
ในห้องทรงอักษร ทั่วป๋าเหลียงหอบหายใจอยู่ที่โต๊ะ เขาย่อมรู้ว่าคนพวกนั้นมากันด้วยเหตุใด เขาเองก็รู้ว่าเรื่องครั้งนี้จะต้องมีคนรับผิดชอบ และหลักฐานทั้งหมดก็มุ่งไปยังอาฮูหลู่ หากในเวลานี้คิดปกป้องอาฮูหลู่ต่อไปก็ไร้ความหมาย แต่ทั่วป๋าเหลียงก็รู้ว่าหากเขาทอดทิ้งอาฮูหลู่เช่นนี้ ก็จะทำให้คนสนิทที่ติดตามเขาหวั่นใจ
แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่น
เขาไม่อาจทำตามใจตนเองต่อไป ชีวิตทหารกล้าสี่หมื่นต้องมีคำตอบที่น่าพอใจกับบรรดาขุนนาง ไม่เช่นนั้น...พวกที่รอเล่นงานเขาอยู่ในมุมลับตาก็ย่อมไม่เกรงใจเขา อย่างไรเป่ยจิ้นก็มิใช่ฮ่องเต้ครองอำนาจเบ็ดเสร็จผู้เดียว ราชนิกุลเหล่านั้น ชนชั้นสูงศักดิ์ทรงอิทธิพลเหล่านั้น พร้อมจะเอาเรื่องเขาได้ทุกเมื่อ
ทั่วป๋าเหลียงสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่ง นั่งตัวตรงขึ้น ใบหน้ามีแววตัดสินใจแน่วแน่
“ทูล...ฝ่าบาท” นอกประตู ขันทีกำลังอยู่ในอาการหวาดกลัว แต่ทั่วป๋าเหลียงระงับโทสะก่อนหน้านี้ลงแล้ว กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “มีเรื่องอันใด”
“พระสนมเหยามาพ่ะย่ะค่ะ”
ทั่วป๋าเหลียงสายตาอ่อนลงเล็กน้อย “ให้นางเข้ามา”
จู้เหยาหงยกชามยาเดินเข้ามา มองทั่วป๋าเหลียง ทีหนึ่ง “ได้ยินหมอหลวงบอกว่า ฝ่าบาทยังไม่เสวยโอสถ”
ทั่วป๋าเหลียงจ้องมองจู้เหยาหงนิ่ง จู้เหยาหงนิ่งอึ้ง ก้มหน้าลงมองตนเองอย่างไม่เข้าใจ “หม่อมฉันมีอันใดผิดปกติหรือ”
ทั่วป๋าเหลียงมองจู้เหยาหงเป็นนานก่อนจะเอ่ยว่า “เจ้าเคยโกรธแค้นเราหรือไม่”
จู้เหยาหงอึ้งไปทันที ค่อยๆ หลุบตาเดินไปวางชามยาลงโต๊ะด้านข้าง “ตอนนี้มาเอ่ยถึงเรื่องนี้เพื่ออันใดกัน”
ทั่วป๋าเหลียงคว้าข้อมือนางไว้เอ่ยว่า “กล่าวเช่นนี้ ก็คือโกรธแค้น ตอนนี้เห็นสถานการณ์เราเช่นนี้ ในใจเจ้าดีใจมากกระมัง”
จู้เหยาหงสีหน้าเคร่งขรึมลง แค่นหัวเราะเสียงหนึ่งก่อนจะสะบัดมือทั่วป๋าเหลียงออก “ผู้อื่นทำให้ฝ่าบาทอารมณ์เสียก็ไม่จำเป็นต้องมาระบายที่หม่อมฉันกระมังเพคะ ในเมื่อเห็นหม่อมฉันแล้วขัดพระทัย ก็สังหารทิ้งเสีย ไยต้องจงใจหาเรื่องพวกนี้ด้วยเพคะ”
ทั่วป๋าเหลียงคิดไม่ถึงว่าจู้เหยาหงจะพลันโมโหขึ้นมา ยามนี้ไม่รู้ควรเอ่ยอันใด
จู้เหยาหงกลับไม่สนใจสีหน้าเขา ยิ้มเยียบเย็นเอ่ยว่า “ดูท่าฝ่าบาทไม่ต้องให้หม่อมฉันห่วงใยแล้ว อย่างไร...ไม่แน่ว่าหม่อมฉันอาจวางยาพิษในชามโอสถฝ่าบาทก็เป็นได้นะเพคะ” กล่าวจบก็ยกชามยาจะเทเข้าปากตนเอง
ทั่วป๋าเหลียงรีบรั้งนางไว้ “เจ้าทำอันใด” แม้ว่าเป็นยาพิษฤทธิ์เบา ต่อให้ไม่ป่วยไม่เจ็บดื่มลงไปก็ไม่เป็นผลดี เห็นสีหน้าจู้เหยาหงยังคงเคร่งเครียด
ทั่วป๋าเหลียงก็ถอนหายใจเอ่ยว่า “เราผิดเอง เราอารมณ์ไม่ดี” รับชามยาจากมือจู้เหยาหงมาวางไว้ข้างๆ
จู้เหยาหงสบตาเขาแล้วก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า “หม่อมฉันไม่รู้ว่าโกรธแค้นฝ่าบาทหรือไม่ แต่ทว่า...ก็ผ่านไปหลายปีแล้ว บอกว่าไม่โกรธแค้น จะมีความหมายอันใดเพคะ หม่อมฉันไม่ค่อยสบาย ทูลลาเพคะ” กล่าวจบก็หันหลังจะเดินออกไป
ทั่วป๋าเหลียงมองนางจากไปโดยไม่ได้เอ่ยอันใด เพียงแต่นวดขมับอย่างรู้สึกเหนื่อยล้า ยามนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะไปสนใจเรื่องอื่นใด สถานการณ์ตรงหน้าตอนนี้สำคัญที่สุด
“ทหาร”
“ฝ่าบาท”
“เรียกขุนนางบุ๋นบู๊ระดับสามขึ้นไปกับเชื้อพระวงศ์ราชนิกุล เข้าวังมาหารือ!”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!”
นอกห้องทรงอักษรไม่ไกลนัก จู้เหยาหงหันไปมองห้องทรงอักษรด้านหลัง แววตามีความเย็นเยียบหนึ่งพาดผ่าน
โกรธแค้นหรือไม่
คำว่าโกรธแค้นเพียงคำเดียวจะบรรยายความรู้สึกนางได้หรือ แต่ทว่านางมิได้โกรธแค้นเพียงแค่ทั่วป๋าเหลียง แต่โกรธแค้นชาวเผ่ามั่วทั้งหมด ดังนั้นตอนนั้นนางยอมสวามิภักดิ์เป็นลูกน้องคุณชายอย่างไม่ลังเล และไม่ถือสาที่ต้องมาอยู่ข้างกายทั่วป๋าเหลียงในหลายปีมานี้ แม้ว่าทุกวัน นางแทบจะบีบคอเขาให้ตาย แต่...ขอเพียงกำจัดชาวเผ่ามั่วทั้งหมดออกไปจากแผ่นดิน ล้างความอัปยศให้ชาวเทียนฉี่ได้ ให้บิดามารดานางได้ตายตาหลับ ให้ทำอันใด นางก็ไม่ถือสา
บนโลกใบนี้ ยังมีคนเช่นนางอีกมากมาย บางทีพวกเขาซ่อนตัวอยู่ในมุมที่ไม่สะดุดตานัก ทำตัวเหมือนคนนอก ทำงานที่ต่ำต้อยธรรมดาที่สุด แต่สิ่งที่พวกเขาคิดในใจล้วนเฉกเช่นเดียวกัน
ดังนั้นเผ่ามั่วจะไม่ล่มสลายได้อย่างไร
ทั่วป๋าเหลียงจะไม่ตายได้อย่างไร
“พระสนม” บ่าวหญิงเอ่ยเรียกอย่างไม่เข้าใจ
จู้เหยาหงหันไปยิ้มบางเอ่ยว่า “ไม่มีอันใด ไปกันเถอะ”
“เพคะ พระสนม”