ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 803
ตอนที่ 518-1 พันธมิตรเพียงหนึ่งเดียว
กลางหุบเขาพลันเข้าสู่สภาวะเงียบงัน หากฉู่หลิงอยู่ตรงนี้ก็คงไม่ค่อยเข้าใจไป๋หลี่ชิงหงกับอวิ๋นซวี่ที่ให้ความสำคัญกับของประจำตัวหลานชายคนโตตระกูลไป๋หลี่ถึงเพียงนี้ อย่างไรตอนนี้ก็ไม่มีตระกูลไป๋หลี่แล้ว ที่เหลืออยู่ก็เป็นเพียงแค่ตระกูลอวิ๋นเท่านั้น ตระกูลไม่มีแล้ว ยังต้องการของประจำตระกูลไปทำอันใด แต่จวินอู๋ฮวนกลับเข้าใจ หรืออาจกล่าวได้ว่าเกิดในโลกยุคนี้ บุตรหลานในตระกูลขุนนางเก่าแก่ล้วนเข้าใจ นี่คือรากฐานที่พวกเขาดำรงอยู่ ไป๋หลี่ชิงหงเกิดมาก็เป็นหลานชายคนโตตระกูลไป๋หลี่ เขาสไปจากตระกูลไป๋หลี่ได้ เปลี่ยนแซ่ได้ แต่หากมอบของประจำตัวชิ้นนั้นออกมา ก็แสดงให้เห็นว่าตระกูลไป๋หลี่ปฏิเสธการมีอยู่ของไป๋หลี่ชิงหง
และอาจถึงกับทำให้ไป๋หลี่ชิงหงไม่อาจทำหน้าที่ในวันหน้าของตระกูลไป๋หลี่ได้ ตระกูลเลือกที่จะขอของประจำตระกูลคืน มอบให้อีกคนที่แบกรับภาระหน้าที่นี้ได้
อวิ๋นซวี่ทำเช่นนี้ก็จะถือได้ว่า ได้ลบล้างชื่อไป๋หลี่ชิงหงที่เคยมีชื่ออยู่ในตระกูลไป๋หลี่ทิ้งไปอย่างไม่เหลือร่องรอย
เรื่องนี้ฟังดูแล้วคล้ายเป็นเรื่องขำขัน แต่โลกเรานี้ก็ยอมรับกฎนี้กันจริงๆ ทันทีที่ไป๋หลี่ชิงหงมอบของออกมา แต่นี้ไปเขาก็ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับตระกูลไป๋หลี่อีก ตระกูลไป๋หลี่ไม่เคยให้กำเนิดและเลี้ยงดูเขามา เขาไม่มีทั้งบุญคุณและความแค้นใดต่อตระกูลไป๋หลี่อีก ถึงกับใต้หล้านี้ก็จะไม่มีผู้ใดยอมรับว่าไป๋หลี่ชิงหงยังคงแซ่ไป๋หลี่ เขาจะกลายเป็นคนไร้สถานะหมดจดในทันที เป็นดังผีไร้ศาลโดดเดี่ยวเดียวดาย บางทีเขายังคงประกาศว่าตนเองแซ่ไป๋หลี่ แต่ไม่มีตระกูลที่พอมีสถานะอยู่บ้างจะยอมรับเขา ซึ่งตระกูลดังกล่าวนี้รวมถึงตระกูลเถียนที่เคยทรยศเทียนฉี่ด้วย
แม้ว่าตระกูลเถียนสวามิภักดิ์ชาวเผ่ามั่ว แต่พวกเขายังคงดำรงธรรมเนียมแบบชาวเทียนฉี่ ขอเพียงอวิ๋นซวี่ประกาศข่าวนี้ต่อใต้หล้า นอกเสียจากว่าไป๋หลี่ชิงหงมีความสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดได้จริง และบีบให้ตระกูลเถียนยอมรับสถานะเขา ไม่เช่นนั้นตระกูลเถียนเองก็จะไม่ยอมรับเขา เพราะนี่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่พวกเขาสืบทอดกันมานานหลายปีเช่นกัน
ฉู่หลิงอาจไม่เข้าใจการให้ความสำคัญกับชาติกำเนิด ในสายตาฉู่หลิง ข้าก็คือข้า ไม่ได้เกี่ยวอันใดกับประวัติชาติกำเนิด แต่ในสายตาบุตรหลานตระกูลขุนนางเก่าแก่เช่นพวกเขาแล้ว ถูกลบชื่อออกจากตระกูลเป็นเรื่องน่ากลัวอย่างที่สุด เป็นการลงโทษด้วยการลบการดำรงอยู่ของพวกเขาทิ้งหมดสิ้น
จวินอู๋ฮวนยืนอยู่ข้างๆ มองดูสองพี่น้องเงียบๆ ไม่ได้เอ่ยแทรก
สีหน้าอวิ๋นซวี่เย็นเยียบ ยื่นมือไปทางไป๋หลี่ชิงหงด้วยสายตาแน่วแน่ เห็นชัดว่าไม่ได้คิดถอนคำพูดที่ได้เอ่ยไปแล้วแม้สักนิด
ไป๋หลี่ชิงหงยกมือขึ้นควักหยกประดับชิ้นหนึ่งที่เอวออกมา แต่กลับไม่ส่งให้อวิ๋นซวี่
อวิ๋นซวี่แค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง “ไยต้องทำท่าทางเสแสร้งเช่นนี้ หากตอนนั้นท่านตัดสินใจแล้วก็ควรให้คนนำหยกประดับกลับไปส่งคืนตระกูลไป๋หลี่ หากเป็นเช่นนี้...ท่านปู่กับพวกท่านแม่อาจไม่ตาย”
ไป๋หลี่ชิงหงกุมหยกประดับด้วยมือที่สั่นเทา เอ่ยว่า “เจ้าอยากให้ข้าตายมากหรือ”
อวิ๋นซวี่เอ่ยว่า “หรือว่าท่านไม่สมควรตาย”
ไป๋หลี่ชิงหงหลุบตาเงียบไม่ตอบ อวิ๋นซวี่เงยหน้ามองท้องฟ้ามืดมิดทีหนึ่ง “ท่านกล่าวได้ถูกต้อง ตอนนั้นท่านถูกขังอยู่ในเมืองโดดเดี่ยวไร้กองทหารมาช่วยเหลือ ตกอยู่ในมือชาวเผ่ามั่ว ถูกบีบให้สวามิภักดิ์ ราชสำนักเทียนฉี่ไม่มีสิทธิ์ตำหนิท่าน อย่างไรก็เพราะพวกเขาไร้คุณธรรมต่อท่านก่อน หลายปีมานี้ท่านใช้วาจานี้ปลอบใจตนเองใช่หรือไม่ แต่...ท่านเคยคิดไหมว่า คนตระกูลไป๋หลี่ก็ไม่มีสิทธิ์ตำหนิท่านหรือ”
ไป๋หลี่ชิงหงถูกบีบให้สวามิภักดิ์เป็นเรื่องจริง แต่เขามีโอกาสหรือหนทางหนีได้ ทว่าเขายังคงเลือกที่จะอยู่ต่อ และคนที่ต้องรับผลลัพธ์ทั้งหมดก็คือคนอื่นๆ ในตระกูลไป๋หลี่ นี่ก็คือเรื่องที่อวิ๋นซวี่โกรธแค้นไป๋หลี่ชิงหงมากที่สุด
ไป๋หลี่ชิงหงส่ายหน้าไม่กล่าวอันใดอีก วาจานี้ไม่ใช่ว่าเขาได้ยินเป็นครั้งแรก ตอนนั้นแท้จริงคิดอย่างไร แม้เขาเองก็เริ่มเลือนรางแล้ว พอได้สติคืนมา เขาก็เดินมาบนเส้นทางนี้แล้ว ทุกอย่างล้วนไม่อาจหวนกลับคืนได้อีกแล้ว
ไป๋หลี่ชิงหงสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่ง แววตาที่มองอวิ๋นซวี่แดงเล็กน้อย กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า
“เยวียนเอ๋อร์...”
อวิ๋นซวี่หัวเราะเยาะเสียงหนึ่ง “ส่งเขาไปเทียนฉี่แล้ว ท่านไม่เคยคิดหรือว่าเขาต้องเผชิญกับเรื่องใดบ้าง หรือท่านรู้สึกว่าข้าจะยอมรับเขาอย่างไม่รู้สึกแคลงใจสักนิด ชาวเทียนฉี่จะยอมรับเขาอย่างไม่รู้สึกโกรธแค้นใจสักนิด ท่านไม่กลัวว่าข้ากลับไป เขาอาจถูกคนทำตายไปแล้วหรือ ในเมื่อไม่คิดสนใจ ตอนนี้มาเสแสร้งบิดาผูกพันบุตรชายทำไมกัน”
ไป๋หลี่ชิงหงหลุบตา “อย่างไรก็ดีกว่าทิ้งไว้เมืองเหนือ เขาอายุสิบห้าแล้ว”
อายุสิบห้าไม่ใช่เด็กน้อยแล้ว แม้อวิ๋นซวี่ไม่ยินดีดูแลเขา ก็คงไม่ถึงกับไม่อาจดำรงชีวิตต่อไปได้
จวินอู๋ฮวนข้างๆ พลันหัวเราะขึ้นเบาๆ “หากคุณชายไป๋หลี่ทำการล้มเหลว ไป๋หลี่เยวียนอยู่เมืองเหนือต่อก็ย่อมไม่พ้นความตาย หากคุณชายไป๋หลี่ทำการสำเร็จ ไป๋หลี่เยวียนอยู่เมืองเหนือต่อก็ยิ่งอึดอัดมากกว่าเดิมกระมัง ข้าว่าเด็กคนนี้จิตใจไม่เลว น่าจะเพราะคุณชายไป๋หลี่ไม่อยากให้เขาเห็นบิดาตนเองในภาพนี้ พอกล่าวเช่นนี้ ก็เหมือนว่ามีสายสัมพันธ์ความรักระหว่างบิดาบุตรอยู่ไม่น้อย”
เพียงแต่ความรักนี้เทียบกับเรื่องที่ไป๋หลี่ชิงหงคิดจะทำแล้วก็เรียกได้ว่าเล็กน้อยอย่างที่สุด
ไป๋หลี่ชิงหงมองทีหนึ่งจวินอู๋ฮวน จวินอู๋ฮวนเอ่ยว่า “คุณชายไป๋หลี่ ในเมื่อตัดสินใจเลือกเส้นทางไว้นานแล้ว ยังจะรั้งรอไม่ตัดสินใจ ทำให้อะไรๆ คลุมเครือไร้ความชัดเจน ไยต้องทำเช่นนี้ด้วย”
ไป๋หลี่ชิงหงขมวดคิ้ว “มองไม่ออกว่าท่านเจ้าเมืองปล่อยวางได้เช่นนี้”
หากจวินอู๋ฮวนไม่สนใจจริง ตอนนั้นเปลี่ยนชื่อแซ่ ไยยังคงแซ่จวิน
จวินอู๋ฮวนยิ้มบางพลางเอ่ยว่า “ข้าว่าท่านทำการไม่สำเร็จ ไม่เพียงเพราะว่าฟ้ามิลิขิต ดินมิอำนวย คนมิสามัคคี แต่เพราะคนเช่นท่าน...” มองประเมินไป๋หลี่ชิงหงครู่หนึ่ง จวินอู๋ฮวนส่ายหน้า “คนเช่นท่าน...หากต้องการเป็นคนดี ก็ไม่อาจดึงดันทำไปจนไม่สนใจโลกภายนอก ยอมหักไม่ยอมงอ ต้องการเป็นคนไม่ดี ก็บ้าคลั่งเสียสติไม่พอ ยังคิดถึงชื่อเสียงและญาติมิตร หวังว่าจะมีคนเข้าใจความทุกข์ยากของท่าน รั้งรอไปมาไม่เด็ดขาดเช่นนี้ จะทำการสำเร็จได้อย่างไร”
ไป๋หลี่ชิงหงถามขึ้นว่า “หากเป็นท่านเจ้าเมือง ท่านจะทำอย่างไร”
จวินอู๋ฮวนกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ไม่ก็ดึงดันทำไปโดยไม่สนใจโลกภายนอก ได้ชื่อว่าวีรบุรุษแห่งยุค ไม่ก็ตัดสิ้นความรักความผูกพัน มุ่งสู่เส้นทางแห่งแดนชำระบาป ไยต้องใส่ใจสัตว์โลก”
ไป๋หลี่ชิงหงนิ่งอึ้งไปเป็นนาน สุดท้ายถอนหายใจโยนหยกประดับให้อวิ๋นซวี่ ไม่ได้กล่าวอันใดอีก หันหลังทะยานหายลับไปท่ามกลางค่ำคืนมืดมิด
อวิ๋นซวี่กุมหยกประดับที่ยังคงหลงเหลือความอุ่นเอาไว้ในมือ มองตามทิศทางที่ไป๋หลี่ชิงหงหายลับไปด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก เป็นนานก่อนจะเอ่ยว่า “ที่คุณชายฉางหลีเอ่ยก่อนหน้านี้ ท่านเองก็ทำได้หรือ”
จวินอู๋ฮวนเผยรอยยิ้มงาม เลิกคิ้วถามว่า “เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า”
อวิ๋นซวี่มองไปทางจวินอู๋ฮวน ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ใช่แล้ว คุณชายฉางหลีทำได้จริงๆ ไม่ว่าเส้นทางใด สำหรับท่านแล้วล้วนไม่ใช่เรื่องยาก”
คุณชายฉางหลีประสบเหตุวัยเด็กมาหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าไป๋หลี่ชิงหง เขาเองก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะโกรธแค้นเทียนฉี่ ถึงกับชีวิตเขาตอนนี้ยังไม่อาจรับรองความเป็นความตายได้ แต่เขาก็ยังเลือกเส้นทางดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองชางอวิ๋น ปกป้องราษฎรให้มีชีวิตที่ร่มเย็นเป็นสุข ตอนจวินอู๋ฮวนสร้างเมืองชางอวิ๋น อายุก็ไม่ได้มากไปกว่าตอนไป๋หลี่ชิงหงตกเป็นเชลย แต่พวกเขากลับเลือกเส้นทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
จวินอู๋ฮวนมองไปทางอวิ๋นซวี่ ถามขึ้นอย่างสนใจใคร่รู้ว่า “เจ้าอยากให้เขาตายจริงหรือ”