ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 796
ตอนที่ 514-2 รับโอรสบุญธรรมสืบทอด
หลังพิธีรับโอรสบุญธรรมหน้าพระที่นั่งเสร็จสิ้น ก็ย่อมต้องจัดงานเลี้ยงยิ่งใหญ่ในวังตามธรรมเนียม แต่เพราะว่าฮ่องเต้หย่งเจียทรงเหน็ดเหนื่อยกับงานพิธีตอนกลางวันไปมาก ย่อมไม่มีแรงร่วมงานเลี้ยงจนจบได้ เพียงแค่นั่งอยู่ครู่หนึ่งก็เสด็จกลับไปพักผ่อน งานเลี้ยงในวังเหลือเพียงฉู่หลิงนำฉางเซิงรับหน้า ดีที่มีจวินอู๋ฮวนอยู่ด้วย และคนพวกนี้เพิ่งจะถูกองค์หญิงเสินโย่วทำเอาตกอกตกใจกันมาไม่น้อย ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าก่อเรื่อง
ในงานเลี้ยง คนไม่น้อยส่งสายตาประเมินมองจวินอู๋ฮวน
ราชบุตรเขยองค์หญิงเสินโย่วท่านนี้ตอนนั้นบอกว่าตายก็ตาย ตอนนี้บอกว่าฟื้นก็ฟื้น ถึงกับไม่คิดให้คำอธิบายใดๆ แก่บรรดาขุนนางสักนิด ช่างเหิมเกริมแท้ แต่คนที่กล้าออกมาเอาเรื่องต่อหน้าก็ไม่มาก ทุกคนล้วนเป็นพวกการข่าวฉับไว อีกสถานะหนึ่งของราชบุตรเขยองค์หญิงเสินโย่วก็คือเจ้าเมืองชางอวิ๋นเยี่ยนเฟิ่งเซียว ข่าวนี้แพร่อยู่ในหมู่ชนชั้นสูงศักดิ์ทรงอิทธิพลมานานแล้ว ส่วนว่าผู้ใดให้ข่าวนั้น ก็มิมีผู้ใดจะรู้ได้
แต่การได้เห็นความองอาจสง่างามของคุณชายฉางหลีบนหลังม้ากลางสมรภูมิรบครั้งนี้ สถานะเจ้าเมืองชางอวิ๋นเกรงว่ามิใช่ความเท็จ
กลุ่มคนชอบคิดการร้ายย่อมไม่เสียดายเวลาที่จะคาดเดาแผนการของฉู่หลิงกับจวินอู๋ฮวน แต่คนที่กล้าออกหน้ามาถามกลับไม่มากนักจริง ดังนั้นฉู่หลิงจึงนับว่าได้ร่วมงานเลี้ยงที่รู้สึกเป็นอิสระอย่างมาก แต่แม้เป็นเช่นนี้ ฉู่หลิงก็ไม่ได้มีท่าทางยินดีแม้แต่น้อย เพราะว่าผ่านพ้นคืนนี้ไป จวินอู๋ฮวนก็จะจากไปอีกแล้ว แม้ว่ากล่าวได้ดูดีมีเหตุผลยิ่งใหญ่ ดำรงคุณธรรมสูงส่ง แต่ยามถึงเวลาแยกจากกันจริงๆ ในใจนางก็มีความอาลัยอาวรณ์ที่อยู่เหนือหลักการเหตุผลทั้งมวล
ดังนั้นบรรดาขุนนางต่างรู้สึกว่าวันนี้องค์หญิงเสินโย่วดูอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก
หรือว่า...องค์หญิงภายนอกเห็นด้วยกับการรับโอรสบุญธรรม แต่ความจริงในใจไม่ยินดี มีคนแอบคาดเดาไปในทางร้าย
งานเลี้ยงค่อยๆ ดำเนินมาถึงช่วงท้าย ฉู่หลิงให้คนส่งฉางเซิงกลับเข้าตำหนัก ส่วนตนเองก็ลุกออกไปพร้อมกับจวินอู๋ฮวน ฮ่องเต้หย่งเจียไม่ได้ใส่ชื่อฉางเซิงอยู่ภายใต้ชื่อพระสนมใด แต่ให้ใส่ชื่อไว้ใต้ชื่อฮองเฮาเสี่ยวต้วน ซึ่งเป็นเสด็จแม่ของฉู่ชิงอี พอเป็นเช่นนี้ ในสมุดบันทึกราชวงศ์ ฉู่หลิงกับฉางเซิงก็จะมีบิดามารดาเดียวกัน เป็นพี่น้องแท้ๆ การให้ชื่ออยู่ใต้ชื่อฮองเฮา ย่อมดีกว่าอยู่ใต้ชื่อพระสนมอื่นมาก แม้จุดจบฮองเฮาในเมืองเหนือไม่ดีนัก แต่อย่างไรฮ่องเต้หย่งเจียก็มิได้ปฏิเสธสถานะนาง
ทั้งสองคนออกจากพระที่นั่งจัดงานเลี้ยง จูงมือกันค่อยๆ เดินเล่นในวัง ลมหนาวพัดมาวูบหนึ่ง ฉู่หลิงที่เพิ่งออกมาจากพระที่นั่งก็อดรู้สึกหนาวสั่นไม่ได้
จวินอู๋ฮวนยื่นมือขึ้นโอบกอดนางไว้ ใช้ร่างตนเองบังลมหนาวให้นาง ฉู่หลิงเหลือบตาขึ้นมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว “อากาศใกล้หนาวแล้ว”
จวินอู๋ฮวนพยักหน้า “รู้ว่าหนาว ต้องสวมเสื้อผ้ามากขึ้นอีกสักตัว”
ฉู่หลิงยิ้มเอ่ย “ทางเหนือหนาวกว่า”
จวินอู๋ฮวนยิ้มเอ่ย “ข้าย่อมระวัง จะทำให้อาหลิงเป็นห่วงได้อย่างไร”
ฉู่หลิงอดกลอกตามองบนไม่ได้ “เจ้าทำให้ข้าเป็นห่วงน้อยเสียเมื่อใด”
จวินอู๋ฮวนอึ้งไปทันที ยิ้มหวานเอ่ยต่อว่า “ใช่ๆ ข้าทำให้องค์หญิงเป็นห่วงแล้ว ขอองค์หญิงโปรดอภัยด้วย”
ฉู่หลิงกวาดตามองเขาอย่างอารมณ์เสียทีหนึ่ง ครู่หนึ่งก็ถอนหายใจอย่างจนปัญญา เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจปิดบังความกังวลได้ “ในเวลานี้เจ้ายังจะไปทางเหนืออีก ทางเหนืออากาศหนาวเหน็บ เจ้าเองก็ต้องระวังหน่อย”
แม้ไม่นับว่ารู้วิชาการแพทย์มากนัก แต่ฉู่หลิงก็รู้ว่าอากาศตอนเหนือหนาวเช่นนี้ ไม่เป็นผลดีต่ออาการป่วยของจวินอู๋ฮวน
จวินอู๋ฮวนกุมมือนางเอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า “วางใจได้ ข้าจะรีบไปรีบกลับ รอข้ากลับมา จะนำศีรษะทั่วป๋าเหลียงมามอบเป็นของขวัญให้อาหลิง”
“เจ้าเมืองชางอวิ๋นช่างคุยโวยิ่งนัก” ไม่เอ่ยถึงว่าชาวเผ่ามั่วจะยอมให้เขาตัดศีรษะทั่วป๋าเหลียงมามอบให้นางหรือไม่ “เหตุใดต้องมอบเป็นของขวัญให้ข้า”
จวินอู๋ฮวนยิ้มเอ่ย “ย่อมเป็นของขวัญให้อาหลิงที่ได้ตำแหน่งองค์หญิงผู้สำเร็จราชการอย่างไรเล่า เรื่องใหญ่เช่นนี้ต้องเตรียมของขวัญไม่เหมือนผู้ใด จึงจะคู่ควรกับสถานะอาหลิง”
ฉู่หลิงอดยิ้มหวานไม่ได้ เลิกคิ้วถามว่า “เช่นนั้นข้าจะรอของขวัญจากเจ้าเมืองชางอวิ๋น”
จวินอู๋ฮวนตอบทันที “จะทำให้อาหลิงผิดหวังได้อย่างไร”
คำคืนเงียบสงัด ทั้งสองคนค่อยๆ เดินไปด้วยกัน สองมือกุมกันแน่น คล้ายว่าเกิดมาก็ควรอยู่ด้วยกันเช่นนี้
บ่าวรับใช้ด้านหลังไม่ไกลนัก ถือเสื้อคลุมกันลมจะเดินตามไป แต่ถูกไป๋ลู่ยื่นมือขวางไว้
“แม่นางไป๋ลู่ องค์หญิงกับราชบุตรเขย...”
ไป๋ลู่คิดแล้วก็เอ่ยว่า “ไม่เป็นไร”
องค์หญิงกับคุณชายล้วนมีกำลังภายในล้ำลึก เทียบกับเสื้อคลุมกันลมแล้ว พวกเขาสองคนคงไม่อยากให้มีคนมารบกวนมากกว่า ทั้งสองยากจะได้อยู่ด้วยกัน ก็ต้องจากกันอีกแล้ว พวกนางที่คอยรับใช้ข้างกายก็รู้สึกเป็นห่วงแทนนายทั้งสองอย่างมาก สามีภรรยาอันใดกัน เอาแต่ต้องแยกจากกัน เช่นนี้คุณหนูน้อยกับคุณชายน้อยจะมาเกิดตอนไหนกัน
บ่าวรับใช้มองไป๋ลู่ แม้ว่าไม่ค่อยเข้าใจความคิดไป๋ลู่ แต่ก็มิได้เอ่ยอันใด อย่างไรแม่นางไป๋ลู่ก็เป็นคนสนิทองค์หญิง คิดว่าน่าจะเข้าใจความคิดองค์หญิงมากกว่า
เช้าวันรุ่งขึ้นฟ้ายังไม่ทันสาง จวินอู๋ฮวนก็ไปจากเมืองหลวง นำคนขี่ม้าเร็วเร่งเดินทางขึ้นเหนือ ฉู่หลิงไปส่งจวินอู๋ฮวนออกนอกเมืองด้วยตนเอง มองเขาลับตาไปแล้วก็เดินทางกลับ ขากลับขอบฟ้าเริ่มมีแสงรำไรแล้ว
“องค์หญิง” ไป๋ลู่ตามหลังฉู่หลิงมา ย่อมรับรู้ได้ถึงความเศร้าเสียใจของนาง
ฉู่หลิงหัวเราะเอ่ยว่า “ไม่เป็นไร วันนี้มีเรื่องอันใดต้องจัดการบ้าง”
ไป๋ลู่คิดแล้วก็เอ่ยว่า “วันนี้ไม่ต้องเข้าประชุมเช้า องค์หญิงกลับไปพักผ่อนได้ครู่หนึ่งเพคะ”
แม้ว่ามีโอรสสืบทอดแล้ว แต่อย่างไรฉางเซิงก็ยังอายุน้อย ตอนนี้ที่ต้องเริ่มทำก็คือเรียนรู้จากมหาบัณฑิตใหญ่แต่ละท่าน มิใช่แตะต้องราชกิจ ดังนั้นจึงไม่ส่งผลกระทบต่อราชสำนักมากนัก
ฉู่หลิงโบกมือ “ไม่ดีกว่า ตื่นแล้วกลับไปนอนอีก คงนอนไม่หลับ ไปเดินรอบๆ กันดีกว่า”
ไป๋ลู่ยิ้มเอ่ย “ก็ดีเพคะ น่าจะได้เวลาอาหารเช้าแล้ว องค์หญิง พวกเรากินข้างนอกกันดีกว่าเพคะ” ฉู่
หลิงก้มหน้าลงมองเสื้อผ้าตนเองทีหนึ่ง เพราะว่าต้องตื่นไปส่งจวินอู๋ฮวน ฉู่หลิงจึงไม่ได้แต่งกายหรูหราพวกนั้นมา สวมเพียงแค่ชุดสีม่วงอ่อน คลุมด้วยเสื้อกันลมตัวสั้นอีกตัว เดินอยู่บนท้องถนน นอกจากใบหน้าก็มิมีสิ่งใดสะดุดสายตา
ฉู่หลิงคิดแล้วก็พยักหน้า “ก็ดี”
ตลาดยามเช้าเมืองผิงจิงเปิดเช้ามาก แม้ขอบฟ้าเพิ่งเริ่มมีแสงรำไรเล็กน้อย ท้องถนนก็มีคนออกมาเดินกันแล้ว ร้านค้าและแผงลอยสองข้างทางก็เปิดกันแล้ว ทั้งสองคนเดินไปที่มุมถนนหนึ่งที่มีแผงลอยอาหารเช้าอยู่ไม่น้อย แผงลอยเหล่านี้ล้วนขายอาหารธรรมดาที่สุดในเมืองผิงจิง มองแล้วก็ไม่ได้มีอันใดแปลกใหม่ ฉู่หลิงกับไป๋ลู่สั่งแต่ละอย่างมาลองชิม แผงลอยข้างทางมีคนมากเช่นนี้ ย่อมมีเหตุผลของมันเอง แม้ว่าของดูแล้วไม่สะดุดตา แต่รสชาติดีมาก
ระยะนี้ราษฎรเมืองผิงจิงมีชีวิตที่เรียกได้ว่าฝ่ากระแสคลื่นลมไม่หยุดหย่อน แรกสุดก็เรื่องจวิ้นอ๋องหนานคังก่อเหตุนองเลือดทั้งคืน จากนั้นฝ่าบาทก็ประกาศเรื่ององค์หญิงเสินโย่วว่าราชการแทนพระองค์ จากนั้นก็เรื่องเผ่ามั่วมาโจมตี ก็คือศึกรักษาเมืองครั้งนั้น ได้ยินว่าถึงตอนนี้คราบโลหิตนอกเมืองก็ยังคงชะล้างไม่หมดจด จากนั้นก็เรื่องรับโอรสบุญธรรมสืบทอดเมื่อวาน เรื่องนี้ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับราษฎรทั่วไป แต่หลังพิธีรับโอรสบุญธรรม ฝ่าบาทก็มีราชโองการงดภาษีราษฎรหนึ่งปี ดังนั้นจึงเกี่ยวข้องกับราษฎรแล้ว
พอกล่าวเช่นนี้ ระยะนี้ก็มีแต่เรื่องตื่นเต้นยินดีผสมผสานกัน
“ได้ยินว่าบนป้อมกำแพงเมืองวันนั้นทำให้ใต้เท้าตกใจแทบสิ้นสติกันไปหลายคน ตอนนี้ยังตั้งสติกันไม่ได้เลย” ตอนกินอาหารเช้าเดิมก็เป็นเวลาซุบซิบที่เหมาะสมที่สุด ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่ายามนี้ยังเช้ามาก ผู้คนไม่มาก เจ้าหน้าที่ทางการและขุนนางก็ยังไม่ออกมากัน มิใช่เวลาแห่งการซุบซิบนินทาที่ดีที่สุดหรอกหรือ ระยะนี้เรื่องราวในเมืองหลวงก็ยังมีมากอีกด้วย ผู้คนต่างรู้สึกอัดอั้นกันจนแทบทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ย่อมต้องหาคนมาระบายสักหน่อย
โต๊ะที่นั่งอยู่ด้านหลังฉู่หลิงกระซิบกระซาบกันว่า “จะเท่าไรกันเชียว พริบตาเดียวองค์หญิงก็จัดการไปหลายหมื่นชีวิตแล้ว พวกบัณฑิตเน่าเหม็นนั่นตกใจเยี่ยวรดกางเกงเลยเชียวนะ ก่อนหน้านี้ยังเต้นแร้งเต้นกาจะเอาเรื่อง เมื่อวานแม้แต่เยี่ยวก็ไม่กล้าปล่อยไม่ใช่หรือ”
อีกคนรู้สึกแปลกใจ “พี่ชายคล้ายว่าเลื่อมใสองค์หญิงเสินโย่วมาก”
“ก็ใช่น่ะสิ” ชายที่เอ่ยก่อนหน้านี้เอ่ยต่อว่า “องค์หญิงเสินโย่วกำจัดชาวเผ่ามั่วไปตั้งมากมายเพียงนั้น ข้าย่อมเลื่อมใสนาง หากไม่ใช่ว่าที่บ้านมีคนแก่และเด็กต้องดูแล มีข้าทำงานเพียงคนเดียว ข้าก็คงไปสมัครเป็นทหารกองกำลังเสินโย่วแล้ว!”
เงียบไปครู่หนึ่ง ก็มีคนอดเอ่ยไม่ได้ “กล่าวได้ถูกต้อง ได้ยินว่าเผ่ามั่วมีคนไม่มาก พวกเราชาวเทียนฉี่มีคนมากมาย จะสู้พวกเขาไม่ได้ได้อย่างไร พวกเจ้าคิดดู ครั้งนี้องค์หญิงเสินโย่วกำจัดไปหลายหมื่น ครั้งหน้ากำจัดอีกสองสามหมื่น ชาวเผ่ามั่วจะเหลืออีกสักเท่าไรกัน”
วาจาแม้ว่าไร้เดียงสาอยู่บ้าง อย่างไรชาวเผ่ามั่วก็มิใช่ว่าจะกำจัดได้ง่ายดายเพียงนั้น แต่ก็แสดงให้เห็นจิตใจของหลายคน ความจริงราษฎรทั่วไปไม่ค่อยเข้าใจ พวกเขาคนมากกว่าเผ่ามั่ว เงินมากกว่าเผ่ามั่ว เหตุใดสู้อีกฝ่ายไม่ได้
คนหนึ่งหรี่เสียงเบาลง เอ่ยอย่างลังเลว่า “กล่าวกันว่า...องค์หญิงเสินโย่วจะเป็นองค์หญิงผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน...ก็ไม่เลว”
“เรื่องผู้สำเร็จราชการแผ่นดินอะไรพวกนั้น...ก็มิใช่ราษฎรตัวเล็ก ๆ อย่างพวกเราต้องมาเอ่ยถึง รีบกินเร็ว! กินเสร็จก็ไปทำงานได้แล้ว!”
หลายคนที่โต๊ะด้านหลังพากันกินอย่างรวดเร็ว ฉู่หลิงสองคนเพิ่งกินได้ครึ่งหนึ่ง พวกเขาก็จ่ายเงินไปกันแล้ว โต๊ะอื่นๆ เองก็กำลังคุยกันอยู่ แต่ก็มิใช่ว่าต่างให้ความสนใจกับเรื่องนี้ เทียบกับองค์หญิงเสินโย่วแล้ว คนส่วนใหญ่สนใจเจ้าเมืองชางอวิ๋นที่ปรากฏตัวบนสนามรบในเวลานี้มากกว่า แม้ว่าคนส่วนใหญ่เพียงแต่ฟังมา ไม่ได้ไปดูที่สนามรบจริง แต่ทั้งสองคนฟังแล้วก็รู้สึกว่าคนพวกนั้นแทบจะบรรยายภาพจวินอู๋ฮวนเป็นเทพสวรรค์เสด็จลงมาไปแล้ว
ฉู่หลิงแอบบ่นในใจ ไม่ยุติธรรมจริงๆ พอเอ่ยถึงจวินอู๋ฮวนก็เอาแต่ชมเสียสวยหรู พอเอ่ยถึงนาง กลับมีแค่คำว่า ไม่เลว คำเดียว
ไป๋ลู่เหลือบตาขึ้นมองฉู่หลิง หรี่เสียงให้เบาลง ยิ้มเอ่ยว่า “องค์หญิง ดูท่ามีคนเอนมาทางท่านกับคุณชายนะเพคะ”
ฉู่หลิงหัวเราะไม่คิดสนใจ “ฟังๆ ไว้ก็พอ แต่เจ้าพวกนั้นน่าจะตกใจเสียขวัญกันไปหมดแล้ว ระยะนี้น่าจะไม่ออกมาเต้นแร้งเต้นกาอีก”
ไป๋ลู่พยักหน้า “องค์หญิงกล่าวได้ถูกต้องเพคะ”
หลังอาหารเช้า ทั้งสองคนลุกขึ้นยืนจ่ายเงินแล้วก็เดินออกไป ฉู่หลิงรู้แล้วว่าจะไปที่ใด จึงเอ่ยขึ้นว่า “ไป๋ลู่ เจ้ากลับไปก่อน”
ไป๋ลู่นิ่งอึ้ง “องค์หญิงจะไปไหนหรือเพคะ”
ฉู่หลิงตอบว่า “ไปคุกหาคนคุยสักหน่อย”