ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 791
ตอนที่ 512-1 ความกังวลของเยียนถัวอี้
การประชุมท้องโรงยามเช้าดีๆ สุดท้ายจบลงด้วยความตระหนกตกใจ ขุนนางในราชสำนักแอบเหลือบมองไปทางหนานกงอวี้เยว่ที่กำลังนั่งชมความวุ่นวายอย่างไม่ยี่หระอยู่เป็นระยะ ใต้เท้าราชครูช่างมาได้บังเอิญไปสักหน่อยแล้วกระมัง แท้จริงเพราะการข่าวเขาฉับไวจึงรู้เรื่องราวความลับพวกนี้ หรือว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเขา
แม้ว่าหนานกงอวี้เยว่สูงศักดิ์ถึงระดับราชครูเป่ยจิ้น แต่หลายปีมานี้ชื่อเสียงของเขาในเป่ยจิ้นไม่ค่อยดีนัก ใต้เท้าราชครูผู้นี้อารมณ์ยากคาดเดา ทำให้คนไม่กล้าเข้าใกล้หรือคิดเชื่อมสัมพันธ์ คล้ายว่าในราชสำนักนอกจากตระกูลเยียนถัวกับไทเฮาแล้วก็ไม่ได้มีความช่วยเหลือจากขุนนางอื่นอีก แต่คนที่เคยล่วงเกินเขาล้วนไม่เคยมีจุดจบที่ดี และเรื่องเหล่านี้ก็มิได้มีสัญญาณบ่งบอกว่าเป็นฝีมือของตระกูลเยียนถัวหรือไทเฮา ดังนั้นผู้คนจึงพอรับรู้กันว่าในเจดีย์ขาวของราชครูต้องแอบซ่อนความลึกลับน่ากลัวอันใดเอาไว้อย่างแน่นอน
เพียงแต่ตอนนี้ราชครูต้องการทำอันใดกันแน่
หนานกงอวี้เยว่ย่อมรับรู้ได้ถึงสายตาที่ทุกคนลอบมองตน จึงแค่นหัวเราะเยาะเสียงหนึ่งพร้อมกับกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “พวกเจ้าไม่ไปห่วงใยฝ่าบาทหรือ มาจ้องมองข้าทำอันใด”
ผู้คนต่างรู้สึกหนาวยะเยือกจับใจ รีบถอนสายตากลับไม่กล้ามองอีก หนานกงอวี้เยว่หัวเราะขึ้นเบาๆ ค่อยๆ ลุกขึ้นเยื้องย่างออกไป ไม่ได้คิดสนใจคนเบื้องหลังแม้สักนิด ผู้คนในที่นั้นต่างมิกล้าขวางทางเขา ได้แต่พากันมองเขาเดินส่ายอาดจากไปตาปริบๆ
การที่ทั่วป๋าเหลียงหมดสติไปนั้น ความจริงสาเหตุหลักน่าจะมาจากแรงโทสะและโลหิตพุ่งขึ้น ทำให้เดิมพิษที่ถูกถอนออกไปกว่าครึ่งพลันแสดงอาการออกมาอีกครั้ง การกระทบกระทั่งกันของสองแรงที่ขัดกันทำให้เขาทนรับไม่ไหวจนหมดสติลง พอหมอหลวงมารักษาจึงได้ฟื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทั่วป๋าเหลียงพยายามดิ้นรนลุกจากเตียง คำรามดุดันว่า “เรียกเสนาบดีกรมอาญามาพบเรา!”
“ฝ่าบาท...” หมอหลวงลังเลคิดเอ่ยเตือน
ทั่วป๋าเหลียงคำรามด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นว่า “ยังไม่ไปอีก!”
จู้เหยาหงนั่งอยู่ข้างเตียงถอนหายใจเบาๆ กล่าวกับคนข้างกายว่า “รับสั่งฝ่าบาท ยังไม่รีบไปจัดการอีก”ก่อนจะหันไปกล่าวกับทั่วป๋าเหลียง “ฝ่าบาทโปรดระงับโทสะด้วยเพคะ หมอหลวงเป็นห่วงพระพลานามัยฝ่าบาท”
ทั่วป๋าเหลียงกุมมือจู้เหยาหงไว้ เอ่ยว่า “เราไม่เป็นอันใด ไม่ต้องเป็นห่วง เรื่องอาฮูหลู่จะต้องสอบให้กระจ่าง! จับเถียนอี้เซวียนขังคุกหลวงก่อน บอกคนกรมอาญาว่าไม่จำเป็นต้องเกรงใจ!”
เขารู้จักอาฮูหลู่ดี ไม่มีทางเชื่อว่าอาฮูหลู่จะทรยศต่อเผ่ามั่ว
“เพคะ ฝ่าบาท!”
จู้เหยาหงไม่ได้กล่าวอันใดมาก เพียงแต่แอบหัวเราะสะใจอยู่ในใจ เรื่องราวมาถึงตอนนี้ เกรงว่าไม่ใช่เรื่องที่ทั่วป๋าเหลียงจะควบคุมได้อีกต่อไปแล้ว เรื่องอื่นไม่ว่า...ตระกูลเถียนสานสายสัมพันธ์ในเป่ยจิ้นมานานหลายปี ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากอาฮูหลู่ยังมีชีวิตอยู่ก็แล้วไป แต่หากอาฮูหลู่ตายไปแล้ว...
“ทูลฝ่าบาท จงซูลิ่ง[footnoteRef:2] เสนาบดีกรมต่างๆ ยังมีใต้เท้ากรมกิจการทหาร ยังรอเข้าเฝ้าฝ่าบาทอยู่นอกตำหนักพ่ะย่ะค่ะ” [2: ขุนนางตำแหน่งต่างๆ ในราชวงศ์หนึ่งๆ ของจีนมีการเพิ่มและยุบรวมไปตามยุคสมัย สมัยหนึ่งมีหน่วยงานจงซูเสิ่งหรือสำนักราชเลขาธิการพระราชวัง มีหัวหน้าฝ่ายซ้ายตำแหน่งจงซูเจี้ยน และหัวหน้าฝ่ายขวาตำแหน่งจงซูลิ่ง ]
กองทัพสี่หมื่นถูกทำลายราบคาบบนแผ่นดินเทียนฉี่ เรื่องใหญ่เช่นนี้ แม้ทั่วป๋าเหลียงเป็นฮ่องเต้ แต่หากไม่มีคำตอบให้ขุนนางและชนชั้นสูงศักดิ์ย่อมเป็นไปไม่ได้ ไม่เช่นนั้นก่อนหน้านี้การที่เขาเอาเรื่องและหัวเราะเยาะทั่วป๋าอิ้นพ่ายศึกก็คงเป็นเรื่องตลกขบขัน ยิ่งไปกว่านั้นทั่วป๋าอิ้นแค่ไปช่วยกองทัพอีกองไม่ทัน กล่าวได้เพียงแค่ว่าความสามารถไม่ถึง แต่เรื่องครั้งนี้ของทั่วป๋าเหลียงไม่มีผู้รู้และผู้ใดเข้าใจ เหตุใดฝ่าบาทต้องส่งกองทัพหลายหมื่นไปเทียนฉี่ นี่ไม่ใช่ว่าส่งคนของตนเองไปรนหาที่ตายหรือ ในฐานะฮ่องเต้ ไม่อาจไร้คำตอบให้ทุกคนเช่นนี้ ทุกคนต่างรอคำอธิบาย
ทั่วป๋าเหลียงสีหน้าดำทะมึน นึกถึงกองทัพหลายหมื่นที่พลีชีพไปอย่างสูญเปล่าแล้วก็ราวกับคมมีดกรีดลงกลางใจ หากยามนี้ฉู่หลิงอยู่ตรงหน้าเขา เกรงว่าทั่วป๋าเหลียงก็คงพุ่งเข้าไปฉีกนางออกเป็นชิ้นๆ ไปแล้ว
ครู่หนึ่งต่อมา ทั่วป๋าเหลียงก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ให้พวกเขาเข้ามาได้!” เรื่องเช่นนี้ไม่ว่าอย่างไรก็หลบไม่พ้น ทั่วป๋าเหลียงเองก็ไม่คิดหลบ
ขันทีถอนใจโล่งอก รีบก้มหน้าลงถอยออกไป “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
เถียนอี้เซวียนถูกขังอยู่ในคุกหลวง แต่ไม่รู้สึกกลัวหรือเคร่งเครียดมากนัก ในเมื่อเขากล้ากลับมา ย่อมเตรียมแผนรับมือไว้แล้ว อาฮูหลู่เป็นเสนาบดี ไม่ว่าอำนาจบารมีหรือสถานะก็สูงกว่าเขามาก แต่...ในเมืองเหนือนี้ คนที่คิดจัดการเขา ไม่ได้มีเพียงตระกูลเถียน
เขาย่อมไม่ฝากความหวังทั้งหมดไว้กับองค์หญิงเสินโย่ว ถึงกับ...องค์หญิงเสินโย่วต้องการทำอันใด เขาก็ล้วนแต่ต้องคาดเดา ทว่าแล้วอย่างไรเล่า มีอันใดสำคัญยิ่งไปกว่าชีวิตตนเองหรือ หากตายไปแล้ว เขาก็ไม่เหลืออันใดอีก ขอเพียงยังมีชีวิต ทุกอย่างก็ยังคงมีความหมาย นี่คือหลักการเหตุผลที่ท่านปู่สอนเขาตั้งแต่เขาจำความได้ และเพราะตระกูลเถียนดำรงหลักการเช่นนี้มาตลอด จึงได้ดำรงอยู่บนโลกใบนี้ต่อมาได้ ถึงกับยังดำรงอยู่ในระดับบนของสังคมอีกด้วย ครั้งนี้เป็นเช่นนี้ อาฮูหลู่ก็จะกลายเป็นก้อนหินรองเท้าให้ตระกูลเถียนปีนขึ้นไป
ขอเพียงเขาอดทนผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้...
ประตูห้องขังถูกเปิดออก ทหารสองนายเดินเข้ามาลากเขาออกไปอย่างไม่เกรงใจ เห็นชัดว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับสถานะเขาแม้แต่นิด เถียนอี้เซวียนสูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง ไม่ได้ดิ้นรนอันใด ปล่อยให้คนลากออกไป อย่างไรเกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ จะไม่รับทุกข์แม้สักนิดจะเป็นไปได้อย่างไร ได้แต่อดทนให้ผ่านพ้นไป...
ตระกูลเยียนถัว
หนานกงอวี้เยว่เอนตัวพิงกับเก้าอี้อย่างเกียจคร้านปานไร้กระดูก เสียงปังดังขึ้น ประตูใหญ่ถูกคนถีบเปิดออก เยียนถัวอี้ก้าวเข้ามาอย่างโมโหเดือดดาล มาถึงตรงหน้าหนานกงอวี้เยว่แล้วกระชากคอเสื้อเขา หนานกงอวี้เยว่หรี่ตาเล็กน้อย แววตาลึกลงไปมีแต่ความดำทะมึน หาได้ยากยิ่งที่เขาไม่คิดตอบโต้ เพียงแค่เอ่ยถามน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “นี่ท่านทำอันใด”
เยียนถัวอี้กล่าวน้ำเสียงเยียบเย็นว่า “เจ้าทำใช่หรือไม่”
หนานกงอวี้เยว่เลิกคิ้ว เข้าใจทันทีว่าเขาหมายถึงสิ่งใด หัวเราะเยาะเสียงหนึ่ง “พี่หมายถึงกองทัพสี่หมื่นกับอาฮูหลู่หรือ”
เยียนถัวอี้เม้มปากเล็กน้อย ไม่กล่าวอันใด แววตายังคงกรุ่นไปด้วยโทสะที่พยายามระงับไว้สุดความสามารถ