ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 790
ตอนที่ 511 ขายชาติ!
เพราะว่าทั่วป๋าเหลียงถูกพิษ บรรยากาศทั่วทั้งเมืองเหนือก็ตึงเครียดขึ้นมาในทันที ตั้งแต่ทั่วป๋า เหลียงขึ้นเป็นฮ่องเต้ก็ให้ความสำคัญกับชีวิตตนเองมาก ยังจับตัวคนลงมือไม่ได้ย่อมไม่มีทางเลิกรา
ดังนั้นขุนนางชนชั้นสูงเมืองเหนือต่างก็ตกอยู่ในข่ายความสงสัยของเขา ในบรรดาคนเหล่านี้ย่อมรวมถึงบุตรสาวและบุตรเขย แม้เหตุผลในใจทั่วป๋าเหลียงบอกว่าทั่วป๋าหมิงจูกับไป๋หลี่ชิงหงไม่มีทางสังหารเขา แต่โรคขี้ระแวงของเขายังคงไม่หาย
เพราะความระแวงของทั่วป๋าเหลียง ไม่ว่าไป๋หลี่ชิงหงหรือหนานกงอวี้เยว่เคลื่อนไหวทำอันใดในเมืองเหนือก็เหมือนถูกจำกัด โดยเฉพาะไป๋หลี่ชิงหงที่ความจริงไม่ได้มีอำนาจแท้จริงสักเท่าไร
ในตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ จู้เหยาหงมองทั่วป๋าเหลียงหลับไปช้าๆ สีหน้าเป็นห่วงบนใบหน้าก็ค่อยๆ จางหายไปอย่างเห็นได้ชัด จู้เหยาหงนั่งอยู่ข้างเตียง กวาดสายตามองไปทุกมุมในห้อง ด้วยความระวังตัวรอบคอบของทั่วป๋าเหลียง ไม่มีทางซ่อนของไว้พ้นสายตาตนเอง นอกจากห้องทรงอักษรที่ทำงานตามปกติ ก็มีเพียงห้องบรรทมนี้ที่ทั่วป๋าเหลียงมักอยู่นานที่สุด และก็มีทหารยามเฝ้าประตูแน่นหนาที่สุดเช่นกัน
แต่...ทางเข้าห้องลับอยู่ที่ใดกัน จู้เหยาหงครุ่นคิด
สายตาเหลือบมองไปทุกตารางนิ้วในห้องทีละจุดที่อาจเป็นปุ่มกลไกได้ สุดท้ายไปหยุดที่ใต้เตียงมังกรกว้างขวางหรูหรางดงาม จู้เหยาหงขมวดคิ้วเล็กน้อย ยกปลายเท้าแตะลงไปสองทีเบาๆ ก็ไม่ได้มีอันใดเหมือนจะผิดแผก ครุ่นคิดครู่หนึ่ง จู้เหยาหงก็กระชากพวงไข่มุกที่เอวตนเองโยนเข้าไปใต้เตียง
“โอ๊ะ ทหาร...”
พริบตาถัดมา ก็มีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ ทูลถามนอบน้อม “พระสนม”
จู้เหยาหงเอ่ยด้วยสีหน้าเสียดายว่า “ไข่มุกที่ฝ่าบาทมอบให้ข้าตกลงไปใต้เตียงแล้ว เจ้าไปเก็บออกมาให้ข้าหน่อย”
ทหารองครักษ์นิ่งอึ้ง เห็นชัดว่าคิดไม่ถึงว่าจู้เหยาหงเรียกหาเขาเพราะเรื่องเช่นนี้ มองไปยังทั่วป๋าเหลียง ที่นอนบนเตียงอย่างลังเล จู้เหยาหงเอ่ยอีกว่า “นี่คือของขวัญวันเกิดที่ปีนี้ฝ่าบาทประทานให้ข้า สำคัญอย่างมาก เจ้าระวังหน่อย อย่าได้ทำให้ฝ่าบาทตื่น”
“พ่ะย่ะค่ะ พระสนม”
ทหารองครักษ์รับคำสั่ง เดินไปหมอบลงข้างเตียงมุดเข้าไปค้นหาไข่มุก
จู้เหยาหงเอียงหน้าคอยฟังเสียงด้านล่างและปฏิกิริยาด้านนอก ในใจพลันรับรู้ทันที ดูท่าทางเข้าลับไม่ได้อยู่ใต้เตียง เช่นนั้น...ทั้งห้องบรรทมนี้ สถานที่ที่จะซ่อนปุ่มลับไว้ได้ก็มีเพียง...
จู้เหยาหงเลื่อนสายตามองไปยังภาพวาดโบราณที่อยู่ข้างเตียงมังกรไม่ไกลนัก ภาพโบราณนี้แขวนอยู่หลังโต๊ะตัวหนึ่ง บนโต๊ะวางของประดับล้ำค่างดงามเอาไว้หลายชิ้น นอกเสียจากว่ามีคนข้ามโต๊ะยื่นมือไปเลื่อนภาพออก ไม่เช่นนั้นไม่ว่าหลังภาพมีอันใดก็ย่อมไม่มีคนพบ ในตำหนักบรรทมทั่วป๋าเหลียงก็มิใช่สถานที่ที่ผู้ใดจะเข้าออกได้ตามอำเภอใจ ย่อมไม่ต้องเอ่ยถึงการยื่นมือไปแตะต้องภาพนั้น แม้เป็นนาง หากตรงนั้นมีปุ่มกลไก แค่นางเข้าไปใกล้ก็เกรงว่าคงมีคนขวางไว้ทันที
“พระสนม ไข่มุกของท่าน”
จู้เหยาหงรับไข่มุกจากมือทหารองครักษ์ พยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ดีมาก เจ้าออกไปได้แล้ว”
“ข้าน้อยขอตัว”
พอไล่คนออกไปแล้ว จู้เหยาหงลุกขึ้นยืน ค่อยๆ เดิน ไปยังภาพวาดโบราณ ยืนข้างโต๊ะครุ่นคิดครู่หนึ่ง ขมวดคิ้วถามว่า “ผู้ใดนำภาพนี้มาแขวนไว้ตรงนี้” กล่าวพลางยื่นมือคิดจะปลดลงมา
“พระสนม” เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลังนางทันที จู้เหยาหงกระดกมุมปากเล็กน้อย หันไปมองชายชุดดำที่ยืนอยู่หน้าประตูตำหนัก ถามขึ้นว่า “มีเรื่องอันใด”
ชายชุดดำเอ่ยว่า “ฝ่าบาทชอบภาพนี้มาก ขอพระสนมอย่าได้แต่ต้องภาพนี้พลการ”
จู้เหยาหงไม่ค่อยพอใจ ขมวดคิ้วถามว่า “ภาพนี้มองดูแล้วอาบโลหิตน่ากลัว เห็นแล้วไม่สบายใจ ตอนนี้พระวรกายฝ่าบาทอ่อนแอ มาแขวนภาพม้วนนี้ไว้ที่นี่ได้อย่างไร ข้าจำได้ว่าหลายวันก่อนไม่ใช่ภาพนี้ ภาพนี้ผู้ใดเปลี่ยนขึ้นไป”
ชายชุดดำตอบ “ฝ่าบาททรงเลือกด้วยพระองค์เองพ่ะย่ะค่ะ”
“เปลี่ยนลงมาก่อน รอให้ฝ่าบาทฟื้นแล้ว ข้าจะทูลฝ่าบาทเอง”
ชายชุดดำส่ายหน้า “ไม่ได้ พวกข้าน้อยมิกล้าตัดสินใจพลการ หรือพระสนมรอให้ฝ่าบาทฟื้นขึ้นมาก่อน ค่อยว่ากัน”
จู้เหยาหงแค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง “หากฝ่าบาททรงลงอาญา ข้าจะรับไว้เอง”
ชายชุดดำยังคงไม่ยอม จู้เหยาหงหันหลังจะไปปลดภาพวาดลงมาก็ถูกชายชุดดำเข้าขวางไว้ทันที จู้เหยาหงคล้ายสะดุ้งตกใจ เอ่ยอย่างตกใจว่า “เจ้าทำอันใด”
ชายชุดดำตกใจสะดุ้งเช่นกัน เขาย่อมรู้ว่าทั่วป๋าเหลียงโปรดปรานพระสนมเหยาผู้นี้เพียงใด เขาไม่กล้าล่วงเกินนาง ได้แต่เอ่ยว่า “พระสนม ฝ่าบาทรับสั่งไว้ว่าห้ามแตะต้องภาพนี้ ขอพระสนมโปรดอภัยด้วย”
จู้เหยาหงแค่นเสียงฮึในลำคอเบาๆ เสียงหนึ่ง “ข้าเองก็มิใช่คนไร้เหตุผล รอให้ฝ่าบาทได้พระสติ ข้าจะทูลขอให้ฝ่าบาทเปลี่ยนภาพนี้เอง มาแขวนม้วนภาพอาบโลหิตไว้ตรงนี้...เห็นแล้วก็ไม่สบายใจจริงๆ!”
“พ่ะย่ะค่ะ”
จู้เหยาหงกลับไปนั่งลงข้างเตียง ขมวดคิ้วครุ่นคิด นางย่อมรู้สึกได้ว่ามีสายตายังคงจ้องมองตนจากมุมลับตา ก็ไม่รู้ว่าเพราะนาง หรือว่าแค่กลัวนางจะปลดภาพม้วนนั้นลงมาอีก แต่ทว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญ ที่สำคัญก็คือ...หันไปมองทั่วป๋าเหลียงที่ยังคงหลับสนิทอยู่บนเตียง จู้เหยาหงยิ้มเล็กน้อย ยื่นมือค่อยๆ ลูบใบหน้าซีดขาวและรอยย่นตามวัยบนหน้าผากของเขาเบาๆ
“ฝ่าบาท ทรงหายเร็วๆ นะเพคะ”
สายตาที่จ้องมองจู้เหยาหงลังเลเล็กน้อย พระสนมเหยาจริงใจต่อฝ่าบาทแท้จริง หรือว่าพวกเขาคิดระแวงมากไปเอง
ทั่วป๋าเหลียงพักผ่อนได้สองสามวัน แม้ว่าหายดีเกินครึ่ง แต่ยังคงอ่อนแออยู่บ้าง เพียงแต่ยังคงหาตัวคนร้ายไม่พบ ทำให้ทั่วป๋าเหลียงหงุดหงิดใจอย่างมาก
การประชุมท้องพระโรงตอนเช้า ทั่วป๋าเหลียงอดหาเรื่องทั่วป๋าอิ้นไม่ได้ ตั้งแต่ทั่วป๋าอิ้นพ่ายแพ้ให้กับเมืองชางอวิ๋นติดต่อกัน ตอนนี้ทั่วป๋าอิ้นก็ไม่ได้ดำรงเกียรติในกองทัพและในราชสำนักดังเช่นเมื่อก่อนอีกแล้ว ทั่วป๋าเหลียงย่อมไม่ปล่อยโอกาสนี้หลุดรอดไป จะต้องจัดการเด็ดชีพจรทั่วป๋าหลัวทีละจุดให้ได้ หากไม่ใช่ว่ามีตระกูลเยียนถัวแอบให้การช่วยเหลือและเกรงสายสัมพันธ์ทางเฮ่อหลันเจิน เกรงว่าทั่วป๋าเหลียงก็คงไม่อาจยั้งมือตนเอง กำจัดทั่วป๋าหลัวไปนานแล้ว และเพราะเป็นเช่นนี้ ในใจทั่วป๋าเหลียงก็ยิ่งคับแค้นใจหนานกงอวี้เยว่กับตระกูลเยียนถัว ลืมไปแล้วว่าตอนแรกนั้นพวกเขายังเคยร่วมมือกันกำจัดอดีตฮ่องเต้
ขณะที่ทั่วป๋าเหลียงกำลังจัดการตีขนาบทั่วป๋าอิ้นต่อหน้าขุนนางราชสำนักอย่างไม่ไว้หน้า หนานกงอวี้เยว่ก็ค่อยๆ ก้าวเข้ามา เขามาประชุมสายแล้ว
“ฝ่าบาทวันๆ เอาแต่พูดเรื่องเก่าๆ ทำไมกัน หรือเพราะว่าพระองค์เพิ่งเสียหน้า จึงคิดระบายอารมณ์ใส่ผู้อื่น”
แม้ว่าหนานกงอวี้เยว่กล่าวความจริง แม้ว่าบรรดาขุนนางรู้สึกว่าฮ่องเต้ฝ่าบาททรงทำเช่นนี้ไม่ค่อยสมพระเกียรตินัก แต่กลับไม่มีคนกล้าออกมาคัดค้านออกนอกหน้า หนานกงอวี้เยว่ในชุดขาวค่อยๆ เดินเข้ามาในท้องพระโรง พริบตาถัดมาก็ข่มขวัญบรรดาขุนนางบุ๋นบู๊ในท้องพระโรงจนราวกับไร้ตัวตน
ทั่วป๋าเหลียงสีหน้าเคร่งเครียด เอ่ยว่า “ราชครูถึงกับมาร่วมประชุมเช้านี้”
น้ำเสียงแฝงนัยเยาะเย้ยเสียดสี หากไม่ใช่ว่ามีไทเฮาคอยปกป้องหนานกงอวี้เยว่ เขาก็คงปลดราชครูผู้นี้ทิ้งไปแล้ว!
หนานกงอวี้เยว่คิ้วกระตุกเล็กน้อย เอ่ยอย่างไม่ยี่หระ “ก็เพราะได้ยินว่าวันนี้มีเรื่องสนุกให้ชมไหม”
ทั่วป๋าเหลียงสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย มองหนานกงอวี้เยว่อย่างนึกสงสัย
เขาจำไม่ได้ว่าวันนี้จะมีเรื่องอันใดเรียกว่าเรื่องสนุกน่าชมกัน
ทั่วป๋าเหลียงเอ่ยถาม “หืม ราชครูลองว่ามาสักหน่อย วันนี้มีเรื่องสนุกอันใดที่ทำให้ราชครูให้เกียรติมาร่วมประชุม”
หนานกงอวี้เยว่หัวเราะเหอๆ เอ่ยว่า “เรื่องนี้หรือ...อีกไม่นานฝ่าบาทก็จะทรงทราบแล้ว ร้อนใจอันใด”
ทั่วป๋าเหลียงเผชิญหน้ากับหนานกงอวี้เยว่ที่จงใจเอ่ยหยอกเย้าเล่นตัวก็ทำอันใดไม่ได้ ได้แต่สะกดกลั้นอารมณ์คับแค้นใจ จะหันไปเอาเรื่องทั่วป๋าอิ้นอีกก็ไร้อารมณ์เสียแล้ว เพียงแค่แค่นเสียงฮึเสียงหนึ่ง “ไม่มีเรื่องอันใดก็เลิกประชุมได้”
เจ้าอยากชมเรื่องสนุก เราก็จะให้คนเลิกประชุมเสียตอนนี้!
หนานกงอวี้เยว่ส่งเสียงไม่พอใจในลำคอแต่กลับไม่ห้ามทั่วป๋าเหลียง เพราะว่าเขาได้ยินเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาแล้ว เวลาถัดมาก็มีคนวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน คุกเข่าลงหน้าท้องพระโรงแล้วกราบทูลน้ำเสียงร้อนรนว่า “ทูลฝ่าบาท เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ทั่วป๋าเหลียงในใจพลันเคร่งเครียด ตวาดดุดันว่า “ว่ามา!”
คนผู้นั้นทูลรายงานว่า “ทูลฝ่าบาท...ทัพใหญ่ที่ส่งไปเทียนฉี่พ่ายแพ้ยับเยิน ถูกทำลายราบคาบ อีกอย่าง...”
ทั่วป๋าเหลียงรู้สึกหน้ามืด รีบยื่นมือไปยันโต๊ะพยายามสะกดกลั้นไว้ “ยังมีอันใดอีก”
คนผู้นั้นทูลว่า “อีกเรื่องคือ...ใต้เท้าเถียนกลับมาแล้ว บอกว่า...เสนาบดีถูกองค์หญิงเสินโย่วจับเป็นเชลย เกรงว่าจะ...แล้ว”
“อันใดแล้วนะ”
“...ขายชาติแล้ว”
ทั่วป๋าเหลียงสีหน้ามืดครึ้มตวาดดุดันว่า “พาตัวเถียนอี้เซวียนเข้ามา!”
คนตระกูลเถียนที่ยืนกลางกลุ่มขุนนางก็พากันออกมาคุกเข่าด้านหน้า รวมทั้งบิดาเถียนอี้เซวียน
ทั่วป๋าเหลียงย่อมเชื่อว่าอาฮูหลู่จะไม่ขายชาติ แต่พอคิดถึงทัพใหญ่เผ่ามั่วที่ถูกทำลายบราบคาบ ทั่วป๋าเหลียงก็รู้สึกว่าในใจปวดหนึบ ภาพตรงหน้าพลันมืดดำ เขาเอนตัวลงพิงพนักเก้าอี้หลับตาลงพักรอเถียนอี้เซวียนเข้ามา
ครู่หนึ่งต่อมา เถียนอี้เซวียนก็ถูกนำตัวเดินเข้ามา พอก้าวเข้ามาในท้องพระโรง เถียนอี้เซวียนก็รีบปรี่ลงคุกเข่ากับพื้น ทูลว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมไม่อาจบรรลุภารกิจที่ฝ่าบาททรงมอบหมาย ขอฝ่าบาทลงอาญาด้วย!”
ทั่วป๋าเหลียงหน้าดำคร่ำเครียดมองขุนนางที่กำลังพากันกระซิบวิพากษ์วิจารณ์ มองสีหน้าหนานกงอวี้เยว่รอชมเรื่องสนุก ก็ตวาดดุดันว่า “เล่ามาให้กระจ่าง แท้จริงเกิดเรื่องอันใดขึ้น”
เถียนอี้เซวียนหน้าซีดเสียงสั่นเครือ “ทูลฝ่าบาท...เดิมทุกอย่างราบรื่นดี แต่องค์หญิงเสินโย่วพลันกลับมายังเมืองผิงจิง จากนั้นก็จัดการคลื่นลมทุกอย่างจนสงบลง จับตัวกระหม่อมและใต้เท้าอาฮูหลู่ จากนั้น...กระหม่อมอาศัยสายสัมพันธ์ตระกูลเถียนในเมืองผิงจิงจึงได้หนีรอดออกมาได้ กำลังคิดจะไปรายงานข่าวที่เจียวโจว แต่ระหว่างทางกลับได้ยินว่าทัพใหญ่มุ่งไปเมืองผิงจิงแล้ว ยังมีคนไล่ล่าสังหารกระหม่อม พอกระหม่อมหนีรอดการไล่ล่ามาได้ก็ได้รับข่าวว่าทัพใหญ่ถูกทำลายราบไม่เหลือแล้ว กระหม่อม...ได้แต่เร่งเดินทางกลับเมืองเหนือทูลรายงานฝ่าบาทอย่างไม่ได้พัก”
ขณะที่เล่า เถียนอี้เซวียนยังปลดเสื้อคลุมกันลมตนเองออกจนเห็นรอยโลหิตกระดำกระด่าง เห็นชัดว่าไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้ามาหลายวันแล้ว
ทั่วป๋าเหลียงสีหน้าดำทะมึน เขาจ้องมองเถียนอี้เซวียนเป็นนาน ก่อนจะกล่าวน้ำเสียงเยียบเย็นว่า “หมอหลวง!”
เห็นชัดว่าทั่วป๋าเหลียงไม่เชื่อว่าบาดแผลบนตัวเถียนอี้เซวียนเป็นจริง ต้องการให้หมอหลวงตรวจสอบก่อนค่อยตัดสินใจ
ขันทีหน้าประตูรีบไปตามหมอหลวง แต่กลับได้ยินหนานกงอวี้เยว่เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้านิ่งเฉยว่า “ได้ยินว่าฝ่าบาทส่งกองทัพสี่หมื่นไปเทียนฉี่ กองทัพสี่หมื่น...ฝ่าบาทช่างกล้าเสี่ยงลงทุนก้อนโตเสียจริง ก่อนหน้านี้กระหม่อมถึงกับไม่รู้ข่าวนี้แม้สักนิด ไม่รู้ครั้งนี้ที่เสียสละไปเป็นบุตรหลานตระกูลใดบ้าง”
ในท้องพระโรงพลันเกิดเสียงฮือดัง ทั่วป๋าเหลียงย่อมรับรู้ได้ถึงเจตนาร้ายในวาจานี้ของหนานกงอวี้เยว่ กำลังคิดเอ่ยอันใดก็รู้สึกเพียงแค่หน้ามืดอีกครั้ง สุดท้ายก็ล้มลงอย่างฝืนต่อไปไม่ไหวแล้ว