ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 788
ตอนที่ 510-1 ถูกพิษ
ตอนจู้เหยาหงมาถึง ด้านนอกตำหนักหย่งโซ่วกงก็เต็มไปด้วยผู้คนยืนออกันแน่นขนัด แต่แม้อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ คนทั่วไปก็ไม่ได้เข้าไปในตำหนักหย่งโซ่วกงหากมิได้มีรับสั่งจากทั่วป๋าเหลียง มีเพียงฮองเฮาที่อาศัยสถานะตนเองทิ้งบ่าวรับใช้ประจำตัวไว้ด้านนอกเข้าไปดูอาการทั่วป๋าเหลียงได้เพียงคนเดียว ส่วนซู่เหอจินเหลียนกลับไม่ได้มา
พอเห็นจู้เหยาหง คนไม่น้อยก็มองมาด้วยสายตาสับสนอยู่บ้าง ท่านนี้เห็นชัดว่าเป็นหญิงเทียนฉี่ไร้ตระกูลหนุนหลัง แต่เพราะว่าฝ่าบาททรงโปรดปรานจึงได้ไปไหนมาไหนในวังได้อิสระกว่าชาวเผ่ามั่วหรือองค์หญิงเผ่านอกด่าน ดังนั้นควรกล่าวว่า บางครั้งสถานะก็ไม่อาจกำหนดทุกสิ่ง ประเด็นสำคัญยิ่งกว่าก็คือผู้กุมอำนาจหลักโปรดปรานผู้ใด
แต่ทว่าก็มีคนรู้สึกสนุกรอชมหายนะผู้อื่นอยู่บ้าง หากฝ่าบาทเป็นอันใดลงไปจริง ชีวิตพระสนมเหยาจากนี้ไปเกรงว่าก็คงสิ้นสุดลงแล้ว
“พระสนมเหยา” ทหารองครักษ์ที่ขวางบรรดาทุกคนที่ได้ยินข่าวพากันมาออกหน้าประตูไว้ แต่กลับคำนับจู้เหยาหง
แววตาจู้เหยาหงมีแต่ความกังวลและเป็นห่วง ถามขึ้นเบาๆ ว่า “ฝ่าบาททรงเป็นอย่างไรบ้าง”
ทหารองครักษ์มองนางด้วยท่าทางลำบากใจ เอ่ยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “พระสนม เชิญด้านใน”
จู้เหยาหงเดินเข้าไปพร้อมกับถามทหารองครักษ์ “ฝ่าบาทยังไม่ได้พระสติหรือ”
ทหารองครักษ์ทูลตอบ “ได้พระสติแล้ว เพียงแต่ดูแล้วไม่ค่อยดี”
ในตำหนักบรรทม ทั่วป๋าเหลียงนอนอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าซีดขาวไร้สีโลหิต ต่างกับก่อนหน้านี้ราวกับคนละคน ฮองเฮาคุกเข่าอยู่บนพื้นท่าทางน่าอนาถยิ่ง ทูลขอร้อง “ฝ่าบาทโปรดพิจารณาด้วยเพคะ เรื่องนี้...เรื่องนี้จะต้องมีการเข้าใจอันใดผิดเป็นแน่เพคะ!”
ฝ่าบาทกลับจากจวนองค์หญิงเจากั๋วก็ล้มป่วย ไม่ว่าอย่างไรจวนองค์หญิงเจากั๋วก็หนีความน่าสงสัยนี้ไม่พ้น ไม่ว่าในใจฮองเฮาจะคิดกับบุตรสาวอย่างไร แต่ก็จำต้องขอร้องแทนนาง เดิมนางมีบุตรชายสองบุตรสาวหนึ่ง ตอนนี้เหลือเพียงบุตรสาวคนนี้ พวกนางสองคนรุ่งเรืองก็รุ่งเรืองไปด้วยกัน ตกต่ำก็ย่อมตกต่ำไปด้วยกัน ในราชสำนักตอนนี้ พรรคพวกของนางอยู่อย่างยากลำบากไม่น้อยแล้ว ไม่มีทางปล่อยให้เกิดเรื่องบุตรีทำร้ายบิดาได้อย่างเด็ดขาด
พอจู้เหยาหงเข้ามาได้ยินคำพูดฮองเฮา แววตาก็แอบมีรอยยิ้มเยาะเล็กน้อย แม้เป็นฮองเฮาในวังมาหลายปี ฮองเฮาก็ยังคงไม่เรียนรู้ที่จะใช้สมองบ้าง ยามนี้กล่าววาจาเช่นนี้มิใช่ว่ายิ่งโยนโทษอาญาทำร้ายฝ่าบาทใส่จวนองค์หญิงเจากั๋วหรือ
ทั่วป๋าเหลียงพลันราวกับสะอึกในใจ ยามนี้กำลังหงุดหงิดใจ พอได้ยินฮองเฮาขอร้องน่ารำคาญไม่หยุดก็กัดฟันกรอดตวาดขึ้นทันที “หุบปาก!”
“ฝ่าบาท!” จู้เหยาหงเดินเข้ามานั่งลงข้างเตียง มองทั่วป๋าเหลียงที่นอนอยู่บนเตียงด้วยขอบตาแดงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “ฝ่าบาท หมอหลวงว่าอย่างไรบ้างเพคะ หากไม่ใช่เพราะหม่อมฉันทูลให้ฝ่าบาทเสด็จออกจากวัง ฝ่าบาทก็คงไม่...”
ทั่วป๋าเหลียงสีหน้าอ่อนลง พยายามฝืนแรงยกมือขึ้นลูบหลังมือจู้เหยาหงปลอบใจว่า “ไม่เกี่ยวกับเจ้า เจ้ามาได้อย่างไร”
จู้เหยาหงฝืนยิ้มเอ่ยว่า “ฝ่าบาทไม่อยากเห็นหม่อมฉันหรือเพคะ หากไม่ใช่ว่ามีคนมารายงานว่าฝ่าบาท...เกรงว่าตอนนี้หม่อมฉันยังไม่รู้เรื่องอันใด ฝ่าบาททรงเห็นหม่อมฉันเป็นคนนอกหรือเพคะ”
ทั่วป๋าเหลียงถอนหายใจ “เราไม่ได้คิดเช่นนั้น เพียงแต่กลัวว่าเจ้าจะเป็นห่วงเท่านั้น”
จู้เหยาหงหันหน้าถามคนข้างกาย “หมอหลวงว่าอย่างไรบ้าง”
ขันทีรายงานนอบน้อม “ทูลพระสนม หมอหลวงบอกว่าฝ่าบาทกินอาหารผิดสำแดง น่าจะกินอาหารที่มีฤทธิ์ขัดกัน ทำให้ถูกพิษ ไม่มีอันตรายถึงชีวิตพ่ะย่ะค่ะ”
จู้เหยาหงถอนใจโล่งอก พยักหน้าเอ่ยว่า “เช่นนี้ก็ดี เพียงแต่ต้องลำบากฝ่าบาทสองสามวันนี้พักผ่อนให้ดีๆ เพคะ”
“เราไม่เป็นไร ไม่ต้องเป็นห่วง”
ทั้งสองคนพูดคุยกันราวกับรอบกายไร้ผู้คน ทำเอาฮองเฮาที่คุกเข่าพลันหนาวยะเยือกขึ้นมา ฮองเฮาได้ยินดังนี้ก็ยิ่งร้อนใจ เพราะว่ากินอาหารฤทธิ์ขัดกันจึงถูกพิษ ฝ่าบาทเพิ่งกลับมาถึงวังได้ไม่นาน ยังไม่ทันได้เสวยพระกระยาหาร ย่อมเสวยมาจากด้านนอก
เรื่องนี้หากกล่าวไม่หนักหนาก็เป็นเพราะจวนองค์หญิงเจากั๋วรับเสด็จไม่รอบคอบ ละเลยจนทำให้ฝ่าบาทถูกพิษ แต่หากกล่าวหนักหนาสักหน่อย อาจกล่าวว่าไม่รู้ว่าจวนองค์หญิงเจากั๋วมีผู้ใดคับแค้นใจฝ่าบาท จงใจให้ฝ่าบาทกินอาหารฤทธิ์ขัดกัน คิดจะหมายปองชีวิตฝ่าบาท
ฮองเฮาคิดจะเข้าไปเอ่ยสักคำสองคำ แต่กลับไม่มีจังหวะแทรก ยิ่งรู้สึกแค้นใจจู้เหยาหงที่นั่งอยู่ข้างทั่วป๋าเหลียง นางกับทั่วป๋าเหลียงเป็นสามีภรรยา ตอนแรกทั่วป๋าเหลียงยังให้ความเคารพนางไม่น้อย แต่ไม่เคยให้ความรักใคร่สนิทสนมกับนางเหมือนดังที่มีให้กับพระสนมเหยา พอทั่วป๋าเหลียงขึ้นเป็นฮ่องเต้ ท่าทีก็เปลี่ยนไปราวกับฟ้ากับเหว
จู้เหยาหงย่อมเห็นสีหน้าฮองเฮา รีบเปลี่ยนบทสนทนากลับมา กล่าวเบาๆ ว่า “ตรวจพบหรือไม่ว่าฝ่าบาทเสวยอาหารอันใดจากที่ใด”
สีหน้าฮองเฮาแปรเปลี่ยนเล็กน้อย จ้องมองจู้เหยาหงอย่างแค้นใจ
นางชั้นต่ำผู้นี้คิดให้ร้ายพวกนางดังคาด!
ทั่วป๋าเหลียงให้ขันทีประคองลุกขึ้นนั่ง ครั้งนี้พิษที่เขาได้รับไม่ธรรมดา แม้ว่าไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ทั่วป๋าเหลียงก็อาเจียนเป็นโลหิตออกมาหลายครั้ง ยามนี้ยังคงหน้ามืดวิงเวียน แค่นเสียงฮึเบาๆ ในลำคอ “ยังจะมีที่ใดได้”
จู้เหยาหงเอ่ยปลอบว่า “องค์หญิงเจากั๋วให้ความเคารพฝ่าบาทมาก ไม่มีทางกล้านำของไม่ดีมาถวายฝ่าบาทเพคะ เกรงว่าน่าจะมีเรื่องเข้าใจผิด ฝ่าบาทให้คนไปสืบความให้ดีก่อนนะเพคะ จะได้ไม่เป็นการปรักปรำองค์หญิงกับราชบุตรเขย”
ทั่วป๋าเหลียงเอ่ยตอบทันทีว่า “เจ้าก็ช่างจิตใจดี”
ฮองเฮานึกแปลกใจ เห็นชัดว่านางคิดไม่ถึงว่าจู้เหยาหงถึงกับช่วยพูดแทนทั่วป๋าหมิงจู
จู้เหยาหงยิ้มเอ่ย “ก็มิใช่ว่าจิตใจดีอันใด เพียงแต่ตอนอยู่ในจวนองค์หญิง ได้คุยกับองค์หญิงสองสามคำ องค์หญิงเอ่ยแต่ละวาจาล้วนให้ความเคารพต่อฝ่าบาท มองอย่างไรก็ไม่เหมือนว่าองค์หญิงจะทำร้ายฝ่าบาทยิ่งไปกว่านั้น บิดากับบุตรีที่ไหนมีความแค้นค้างคาข้ามคืนกันเพคะ ฝ่าบาทว่าจริงหรือไม่เพคะ”
ทั่วป๋าเหลียงเอ่ยอ่อนโยนว่า “เจ้าวางใจ เราได้ส่งคนไปสืบแล้ว จะไม่ปรักปรำผู้ใด”
ทั่วป๋าเหลียงเองก็ไม่คิดว่าทั่วป๋าหมิงจูจะทำร้ายตนเอง ส่วนไป๋หลี่ชิงหง หากใช้วิธีการที่ถูกเปิดโปงง่ายดายและยังสังหารคนไม่ได้เช่นนี้นับว่าไร้เดียงสามาก ไม่สู้ตอนเขาไปจวนองค์หญิงสังหารเขาด้วยวิทยายุทธ์สูงส่งเสียดีกว่า ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขาเพิ่งจะใช้งานไป๋หลี่ชิงหงก็เกิดเรื่องเช่นนี้ ทั่วป๋าเหลียงจะไม่สงสัยได้อย่างไรว่ามีคนคิดทำให้พวกเขาระแวงกันเอง
จู้เหยาหงพยักหน้ายิ้มเอ่ย “เช่นนั้นก็ดี”
ทั่วป๋าเหลียงยังคงดำรงสติได้ดีดังคาด ไม่ได้สั่งจับตัวเข้าคุกในทันที แต่อย่างไรฮ่องเต้ถูกพิษก็เป็นเรื่องใหญ่ จวนองค์หญิงเจากั๋วยังคงถูกทหารล้อมไว้ในทันทีที่เกิดเรื่อง