ยุทธการหงส์สยบปฐพี

ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 776

#776ยุทธการหงส์สยบปฐพี

ตอนที่ 503-2 จงรักภักดี!

ฉู่หลิงกลับไม่สนใจว่าคนด้านนอกพวกนั้นจะคิดเช่นไร เพียงแต่ถามขึ้นว่า “ทหารประจำกำแพงเมือง ยังรับมือได้ไหม”

หวนอวี้ตอบว่า “น่าจะไม่มีปัญหา เฝิงซือเป่ยขอนำทัพออกไปรับศึก”

ฉู่หลิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง “กองหนุนอย่างน้อยต้องอีกหนึ่งชั่วยามจึงจะกลับมา กำแพงเมืองนี้...ดูแล้วก็ไม่เหมือนว่าจะรักษาไว้ได้นานหนึ่งชั่วยาม ให้เขาไปได้”

แน่นอน นางไม่ได้บอกว่าชาวเผ่ามั่วมีความสามารถยึดเมืองผิงจิงได้ในหนึ่งชั่วยาม แต่ไม่อาจรับรองว่าในหนึ่งชั่วยามจะไม่มีชาวเผ่ามั่วปีนกำแพงเมืองขึ้นมา ทหารปกติต่อสู้กับศัตรูตาต่อตาฟันต่อฟันก็แล้วไป แต่ขุนนางที่มาชมการรบเหล่านั้นเป็นดังลูกแกะในหมู่หมาป่า แม้ฉู่หลิงเห็นคนพวกนั้นแล้วขัดหูขัดตา แต่ก็มิได้คิดจะเอาชีวิตพวกเขา

หวนอวี้พยักหน้า หันไปตามเฝิงซือเป่ย

เฝิงซือเป่ยคัดเลือกทหารอย่างรวดเร็วออกไปรับศึก ชาวเผ่ามั่วเห็นประตูเมืองพลันเปิดช่องออกมา ก็รีบปรี่บุกเข้าไปทางนั้นอย่างสู้ตาย แต่กลับถูกลูกธนูขนนกบนกำแพงเมืองยิงใส่ ไม่ก็ก้อนหิน น้ำมันเพลิงและบรรดาของหนักต่างๆ ทุ่มลงมาจากด้านบน จนต้องถอยร่นกลับไปอย่างรวดเร็ว

ประตูเมืองปิดลงอีกครั้ง มองเห็นทหารเผ่ามั่วไกลสุดลูกหูลูกตาเริ่มบ้าคลั่งมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาไม่ลังเลที่จะพุ่งเข้าใส่เฝิงซือเป่ยและกองกำลังเทียนฉี่ที่เขานำออกไป คล้ายว่าจะระบายโทสะและความหวาดกลัวในใจใส่ศัตรู

เฝิงซือเป่ยผ่านศึกใหญ่น้อยหลายครั้งที่เมืองรุ่นโจวมาแล้ว ไม่ใช่หนุ่มน้อยที่ไม่เคยออกศึกในเมืองผิงจิงเช่นวันวานอีกแล้ว เขานำคนพุ่งเข้าใส่ทัพใหญ่เผ่ามั่วอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย ราวกับลูกธนูพุ่งใส่ทัพเผ่ามั่วที่เดิมยังคงเป็นกองทัพมีระเบียบจนกระจัดกระจาย

ขุนพลทหารบนกำแพงเมืองเห็นภาพนี้แล้วก็ตกใจ ส่งเสียงดังว่า “รีบยิงธนู! ปกป้องแม่ทัพเฝิง!”

ยามนี้ขุนพลทหารลืมไปแล้วว่าเฝิงซือเป่ยคือบุตรชายเฝิงเจิง รู้เพียงว่าหนุ่มน้อยกำยำในกองทัพวุ่นวายด้านล่างนอกกำแพงเมืองก็คือขุนพลทหารที่ได้มาตรฐาน

คนเราเกิดมาบนโลกนี้ มักจะต้องมีความจงรักภักดีต่อแผ่นดินอยู่บ้าง บางคนบางที่ขี้ขลาด ยามที่คนรอบข้างต่างก็ขี้ขลาดพอกัน ก็ขี้ขลาดหดหัวต่อไปอย่างมิได้รู้สึกผิดอันใด แต่หากคนรอบข้างเขากล้าหาญ เป็นชายชาตรีเลือดในกายร้อนระอุ บางทีเขาก็อาจจะรู้สึกความภักดีต่อแผ่นดินลึกๆ ในใจเริ่มสั่นคลอน และการศึกกับกลิ่นคาวโลหิตก็มักจะทำให้คนเราทลายความขลาดกลัวได้ง่ายที่สุด พร้อมกับกระตุ้นเลือดในกายผู้คนได้ดีที่สุดเช่นกัน

หากวันนี้เทียนฉี่พ่ายแพ้ยับเยินอีกครั้ง เช่นนั้นพวกที่เห็นภาพในวันนี้ด้วยตาตนเองก็อาจจะไม่กล้าต่อสู้กับชาวเผ่ามั่วไปจนตลอดชีวิตนี้ แต่สถานการณ์ตอนนี้เห็นชัดว่ามิใช่เช่นนี้

ฝีมือเฝิงซือเป่ยนับได้ว่าเป็นอันดับต้นๆ ในหมู่ชายหนุ่มสมัยนี้ คนอายุใกล้เคียงกัน นอกจากฉู่หลิงที่มีพรสวรรค์พิเศษแล้วก็แทบไม่มีผู้ใดเป็นคู่ต่อสู้เขาได้ ทหารที่เขานำพาออกไปมิใช่ทหารกองกำลังรักษาพระองค์ทั่วไป แต่เป็นกองกำลังเสินโย่วสามพันที่ติดตามฉู่หลิงกลับมาจากเมืองรุ่นโจว มีทหารบนป้อมกำแพงเมืองช่วยเหลือการรบ พลันถึงกับสู้กันได้อย่างสูสี เฝิงซือเป่ยเริ่มได้เปรียบ แต่ไม่นานก็มีขุนพลทหารเผ่ามั่วสองนายก็ลากเขาลงจากหลังม้ามาต่อสู้

เดิมพวกที่หาที่หลบกันอยู่ก็ถูกสถานการณ์ด้านล่างดึงดูดให้ออกมาชม พอเห็นความกล้าหาญของเฝิงซือเป่ย ก็ถึงกับมีคนอดส่งเสียงตะโกนให้กำลังใจดังไม่ได้ ยามเห็นทหารเทียนฉี่ถูกชาวเผ่ามั่วสังหาร ก็อดตะโกนด่าทอด้วยความโกรธแค้นไม่ได้ โดยเฉพาะพวกบัณฑิตหนุ่มเหล่านั้น เริ่มมีคนออกมาร่วมกับทหารประจำกำแพงเมือง แม้ว่าพวกเขาส่วนใหญ่ไม่อาจถืออาวุธออกฟาดฟันกับพวกเผ่ามั่ว แต่กลับทำในสิ่งที่ตนเองพอกระทำได้ เช่น ช่วยขนย้ายยุทโธปกรณ์ หรือขนก้อนหินทุ่มลงไปใส่ทหารเผ่ามั่วที่คิดปีนกำแพงขึ้นมา เสียงไม่พอใจบนป้อมกำแพงเมืองเริ่มเบาบางลง ค่อยๆ รวมเป็นเสียงเดียวกัน

รักษาเมืองไว้! เอาชนะชาวเผ่ามั่ว!

“องค์หญิงช่างกล้าลงทุนแท้” อาฮูหลู่มองทุกอย่างเบื้องล่าง เอ่ยวาจาเสียดสีขึ้นทันที

ฉู่หลิงกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องลงทุนหรือไม่ ไยใต้เท้าอาฮูหลู่รู้อยู่แล้วยังแกล้งเอ่ย”

อาฮูหลู่แค่นเสียงฮึในลำคอเบาๆ เสียงหนึ่งไม่กล่าวอันใดอีก เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ในใจเขารู้ดีว่ากล่าวอันใดไปก็ไร้ประโยชน์

หว่านเฟิงเอ่ยอย่างรู้สึกเป็นห่วง “องค์หญิง พวกแม่ทัพเฝิงเกรงว่าทานรับไม่ไหวแล้ว”

นอกเมืองอย่างไรก็มีกองทัพหลายหมื่น แต่พวกเฝิงซือเป่ยแค่สามพัน

ฉู่หลิงเงยหน้ามองไปยังแสงอาทิตย์อบอุ่นบนท้องฟ้า กล่าวเบาๆ ว่า “รออีกสักครู่ก็น่าจะพอสมควรแล้ว”

เฝิงซือเป่ยกล้าหาญชำนาญรบ เฝิงซือเป่ยกับทหารกล้ากองกำลังเสินโย่วเข้าโรมรันกับชาวเผ่ามั่วหลายระลอก แม้อยู่ตกในวงล้อมก็มิได้แตกตื่นตกใจ ยังคงต่อสู้อย่างไม่ยอมแพ้ต่อไป บนป้อมกำแพงเมืองมีคนไม่น้อยอดเอ่ยขึ้นไม่ได้ “เหตุใดยังไม่เปิดประตูเมืองให้พวกเขากลับเข้ามาอีก!”

“ยามนี้ไม่อาจเปิดประตูได้! หากเปิดประตูเมือง ชาวเผ่ามั่วก็จะเข้ามาก่อน!”

“เช่นนั้นทำอย่างไรดี อย่างไรก็คงไม่อาจปล่อยให้พวกเขาตายด้วยน้ำมือชาวเผ่ามั่วเช่นนี้กระมัง” มีคนร้อนใจส่งเสียงดังขึ้น “องค์หญิง...องค์หญิงเล่า เหตุใดองค์หญิงยังไม่ออกมา!”

“เร็ว ไปช่วยพวกเขา! ปล่อยพวกเราออกไปช่วย!”

“ใช่ พวกเราก็จะออกสนามรบสังหารข้าศึก!” ชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งน้ำเสียงไร้เดียงสากล่าวอย่างน่าขัน แต่บนใบหน้ากลับเขียนเต็มไปด้วยเลือดรักชาติเข้มข้น

“พวกเราไปขอร้ององค์หญิง!”

“ใช่ พวกเราไปขอร้ององค์หญิง! ในเมื่อองค์หญิงส่งเขาออกไป นางก็ต้องมีทาง!”

ตอนนี้เห็นกองทัพเผ่ามั่วค่อยๆ โอบล้อมกองกำลังเสินโย่ว คนไม่น้อยพากันสิ้นหวัง แม้พวกเขาไม่เคยออกรบ แต่ก็รู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ ทันทีที่ชาวเผ่ามั่วโอบล้อมไว้ได้หมด เช่นนั้นทหารถูกล้อมอยู่ด้านในเกรงว่าก็คงไร้หนทางช่วยเหลือแล้ว เหตุใดองค์หญิงต้องให้คนเหล่านี้ไปตายด้วย เหตุใดพวกเขาต้องยืนอยู่ที่นี่มองดูคนกันเองไปตายด้วย!

ชายหนุ่มแต่ละคนต่างใช้มือที่มิได้แข็งแรงอันใดของตนเองขนย้ายก้อนหินทุ่มลงไปใส่ชาวเผ่ามั่วนอกกำแพงทีละก้อน ยังมีบางคนมองดูทหารกล้าถูกโอบล้อม แต่ยังคงสู้ตาย ก็อดหลั่งน้ำตานองหน้าไม่ได้

ขณะที่ทุกคนกำลังคิดไปถามองค์หญิงเสินโย่ว สุดท้ายก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังสนั่นหวั่นไหวมาแต่ไกล

เสียงฝีเท้าม้าควบมาคล้ายว่าจะทำฟ้าถล่มดินทะลาย พื้นดินสั่นสะเทือน

มีคนมองไกลออกไป อดหลั่งน้ำตาอย่างดีใจไม่ได้ “กองหนุนมาแล้ว! กองหนุนมาแล้ว!”

ไกลออกไป กองทัพไหลทะลักมาราวกับน้ำไหลบ่ามาทางกำแพงเมือง ธงที่โบกสะบัดอยู่ด้านหน้าสุด เป็นธงแม่ทัพผืนใหญ่ปักอักษรตัวโตว่า เฝิง!

“แม่ทัพเฝิง! แม่ทัพเฝิงเจิง!” กล่าวไม่ทันขาดคำ บนป้อมกำแพงเมืองส่งเสียงโห่ร้องยินดีกันไปหมดทั้งแถบ

ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 776