ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 775
ตอนที่ 503-1 จงรักภักดี!
หว่านเฟิงรู้สึกว่าสถานการณ์ในตอนนี้ไม่น่าไว้ใจสักเท่าไร แต่ดูท่าทางสงบนิ่งขององค์หญิงยังคงไม่แปรเปลี่ยนก็สงบนิ่งลง ในเมื่อองค์หญิงทำเช่นนี้ ย่อมมีเหตุผลของตน นางไม่จำเป็นต้องเป็นห่วง
แต่อาฮูหลู่ข้างๆ กลับตกใจจนต้องขมวดคิ้ว มองฉู่หลิงอย่างสงสัย “แท้จริงองค์หญิงต้องการทำอันใดกันแน่ ด้วยฝีมือกองกำลังเทียนฉี่ กองทัพที่พร้อมยอมแพ้เช่นนี้ ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของทัพม้าเหล็กเผ่ามั่วเรา”
ฉู่หลิงยิ้มเอ่ย “เช่นนี้ ใต้เท้าไม่ควรดีใจหรือ”
อาฮูหลู่เงียบงัน ก็ควรดีใจจริงๆ แต่ด้วยความเข้าใจของเขาที่มีต่อองค์หญิงท่านนี้เสินโย่ว เรื่องนี้เกรงว่าจะมีเล่ห์อุบายยิ่งใหญ่อันใดแอบซ่อนอยู่
ไม่เพียงแต่อาฮูหลู่ คนอื่นๆ เองก็พากันสงสัย ยามนี้ต่างจ้องมองไปทางฉู่หลิงพร้อมกัน ฉู่หลิงหันมองออกไปนอกหน้าต่าง คนบนกำแพงเมืองพวกนั้นที่ถูกบีบให้ชมการรบ ยามนี้ค่อยๆ สงบนิ่งลงแล้ว คนเราก็เป็นเช่นนี้ ยามเมื่อสถานการณ์ไม่อาจแปรเปลี่ยน ก็มักจะมีวิธีการต่างๆ นานาบีบให้ตนเองสงบจิตสงบใจตนเองลง
ฉู่หลิงเอ่ยอย่างไม่สนใจอันใด “ให้พวกเขาดูให้ดีๆ กองกำลังเทียนฉี่แท้จริงรบชนะชาวเผ่ามั่วบนสนามรบได้หรือไม่ และดูว่าแท้จริงเทียนฉี่มีชายชาตรีที่ยืนหยัดสู้ฟ้าดิน จงรักภักดีหรือไม่”
“เจ้าเอาทหารกล้าเผ่ามั่ว...” อาฮูหลู่ตื่นตะลึงจ้องมองฉู่หลิง องค์หญิงเสินโย่วถึงกับคิดเอาเลือดเนื้อทหารกล้าเผ่ามั่วมาเป็นเครื่องมือเสริมความกล้าให้ชาวเทียนฉี่ ทันทีที่กองทัพเผ่ามั่วหลายหมื่นตายหมดสิ้นในสงครามนอกประตูเมืองเมืองผิงจิง รอยดำมืดในใจชาวเทียนฉี่ที่เคยคิดว่าไม่อาจเอาชนะเผ่ามั่วได้ก็จะมลายหายไปหมดสิ้น อย่างน้อยก็มีชาวเทียนฉี่ส่วนหนึ่งที่แต่ไรมาไม่เคยหวาดกลัวชาวเผ่ามั่ว
ควรรู้ว่าตอนนั้นกองทัพเทียนฉี่รบพ่ายดังภูเขาถล่มทะลายเช่นนั้น นอกจากราชนิกูลและขุนนางราชสำนักที่หนีกันรวดเร็วทำให้ทหารสูญเสียเสาหลัก ที่สำคัญที่สุดก็คือในใจชาวเทียนฉี่ถูกเงามืดดำของชาวเผ่ามั่วประทับเอาไว้แล้วว่าไม่มีทางรบชนะเผ่ามั่ว
มิน่า เห็นชัดว่าองค์หญิงเสินโย่วเลี่ยงสงครามนี้ได้ แต่ยังจงใจปล่อยให้เถียนอี้เซวียนหลอกพวกเขามาเมืองผิงจิง มองหญิงสาวชุดแดงอมยิ้มตรงหน้าผู้นี้แล้ว อาฮูหลู่ก็รู้สึกเพียงแค่หนาวยะเยือกถึงขั้วหัวใจ
ชาวเผ่ามั่วยิ่งบุกยิ่งดุเดือด เห็นชัดว่าพวกเขาเองก็พบแล้วว่าในเมืองอาจจะไม่ได้มีทหารมากนัก ยามนี้พวกเขาดังสัตว์ป่า แต่ขอเพียงเร่งตีเมืองผิงจิงได้ก่อนกองหนุนจะกลับมา จับตัวฮ่องเต้หย่งเจียและขุนนางไว้เป็นเชลยได้ ปัญหาทุกอย่างย่อมคลี่คลายลงทันที
บนป้อมกำแพงเมือง เฝิงซือเป่ยยืนอยู่ข้างแม่ทัพท่านหนึ่ง มองดูชาวเผ่ามั่วด้านล่างพลางขมวดคิ้ว แม่ทัพผู้นั้นเริ่มกุมขมับแล้ว มองเฝิงซือเป่ยทีหนึ่ง อดถามไม่ได้ว่า “หลานชาย แม่ทัพเฝิงไปไหนหรือ”
เฝิงซือเป่ยตอบว่า “บิดารับคำสั่งองค์หญิงนำทัพออกนอกเมืองไปแล้ว”
“คือ...” นี่มันเหลวไหลหรือไม่! ในใจแม่ทัพแอบก่นด่า รู้อยู่ว่าทัพเผ่ามั่วประชิดเมือง องค์หญิงเสินโย่ว กลับส่งแม่ทัพเฝิงออกนอกเมืองไปไม่ว่า ยังนำกองกำลังออกไปด้วยมากมาย หากเป็นเช่นนี้ จะให้พวกเขาทำอย่างไร ไม่รู้แม่ทัพเฝิงไปไหน หากรอแม่ทัพเฝิงกลับมา พวกเขาก็กลายเป็นเชลยชาวเผ่ามั่วไปแล้ว เช่นนั้นก็คงสนุกกันใหญ่แล้ว
เฝิงซือเป่ยเอ่ยว่า “ท่านแม่ทัพ ตอนนี้มัวมาคิดว่าบิดาไปที่ใดน่าจะไร้ประโยชน์ มาคิดกันดีกว่าพวกเราจะรักษาเมืองผิงจิงนี้อย่างไร”
ท่านแม่ทัพสีหน้าปั้นยาก เอ่ยว่า “เจ้าดูเผ่ามั่วเหล่านี้ ดุร้ายราวกับสัตว์ป่าบ้าคลั่ง พวกเราจะ...”
ในใจเฝิงซือเป่ยแอบกลอกตามองบน “ท่านแม่ทัพ! องค์หญิงกับฝ่าบาทยังอยู่บนป้อมกำแพงเมือง ท่านกลัวอันใด! หากรักษาเมืองไว้ไม่ได้ พวกเราทั้งหมดก็จะถูกจับเป็นเชลย ชาวเผ่ามั่วโหดเหี้ยม ทันทีที่ปล่อยให้พวกเขาเข้าเมืองมาได้ จะเกิดผลลัพธ์เช่นไร คงมิใช่ว่าท่านแม่ทัพจะไม่รู้กระมัง”
ท่านแม่ทัพนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง มองเฝิงซือเป่ยที่ยังหนุ่มแต่กลับมีสีหน้านิ่งสุขุมเป็นนาน สุดท้ายก็เงียบไป ครู่หนึ่ง ต่อมาก็สูดลมหายใจลึก “หลานชายกล่าวได้ถูกต้อง ไม่ว่าอย่างไรพวกเราจะต้องรักษาเมืองผิงจิงเอาไว้ให้ได้! เช้านี้แม่ทัพเฝิงเพิ่งออกจากเมืองหลวงไป หากได้ยินข่าวก็ย่อมต้องเร่งกลับมา น่าจะกลับมาทัน! ขอเพียงพวกเราต้านทานไว้รอทัพหนุนกลับมาก็พอ!”
เฝิงซือเป่ยเห็นเขาเสริมขวัญกำลังใจตนเอง ในใจถอนใจโล่งอก มองไปทางสนามรบที่ดูตึงเครียดด้านหน้า “ทางนั้นเหมือนมีเรื่องยุ่งยาก ข้าไปช่วย!”
เฝิงซือเป่ยนำทหารด้านหลังตนรีบลงไป พร้อมกับสังหารชาวเผ่ามั่วที่ปีนกำแพงอยู่ร่วงลงไปด้วย มีเฝิงซือเป่ยเข้าร่วม สภาพวุ่นวายบนกำแพงเมืองก็เหมือนจะดีขึ้นไม่น้อย ขุนพลทหารบนกำแพงเมืองส่วนใหญ่เป็นสหายร่วมวงการขุนนางของเฝิงเจิง นับว่าเป็นญาติผู้ใหญ่ของเฝิงซือเป่ย ยามนี้ได้เห็นผู้น้อยออกสังหารข้าศึกอย่างไม่หวาดหวั่น คิดถึงความตื่นตระหนกลนลานของตนเองแล้วก็รู้สึกกระดากอายขึ้นมาอยู่บ้าง ดังนั้นก็อดสร้างกำลังใจตนเองให้ฮึกเหิมขึ้น เริ่มบัญชาการบนกำแพงเมืองกันอย่างกระตือรือร้น
ทหารบนกำแพงเริ่มหาตำแหน่งของตนเองได้ แต่บรรดาขุนนางที่ถูกบีบให้มาชมการรบยังคงแตกตื่น พวกเขาได้แต่หลบอยู่ในซอกมุม พยายามห่างจากกำแพงเมืองให้มากที่สุด ป้องกันมิให้ตนเองถูกห่าธนูยิงโดน แต่พื้นที่บนกำแพงเมืองกว้างได้แค่นี้ ยังมีทหารที่ง่วนกับการขนถ่ายอาวุธลูกธนูไปมาบนกำแพงเมือง คนพวกนี้คล้ายว่ายืนอยู่ที่ใดก็ล้วนผิดที่ พลันรู้สึกว่าไม่รู้จะทำอย่างไร
พวกฉู่หลิงในศาลาย่อมเห็นภาพนี้ แต่กลับไม่คิดเปลี่ยนแปลงคำสั่งแม้แต่น้อย คุณชายหวนอวี้เดินเข้ามา มองทุกคนในศาลาทีหนึ่ง ก่อนจะถวายบังคมฮ่องเต้หย่งเจีย เอ่ยว่า “องค์หญิง คนพวกนั้นอยู่บนกำแพงเมืองก็รังแต่ขัดแข้งขัดขา แท้จริงท่านคิดอะไร ปล่อยพวกเขาลงไปไม่ได้หรือ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป หากตายไปสักสองคนก็คงเกิดเหตุชุลมุน”
“ไม่ปล่อย!” ฉู่หลิงปฏิเสธข้อเสนอของคุณชายหวนอวี้ทันที
หวนอวี้ไร้วาจา “หากมีคนตายจริงๆ จะทำอย่างไร”
ฉู่หลิงหลุบตกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “การรบไหนเลยไม่มีคนตาย ก็มิใช่ให้พวกเขาออกรบแนวหน้าเสียหน่อย ข้าเพียงแค่อยากให้พวกเขาได้มองดูขุนพลทหารเทียนฉี่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายบนสนามรบ ขอแค่นี้ไม่ได้หรือ”
“...” วาจาแม้กล่าวเช่นนี้ เพียงแต่บางวาจาพูดง่ายแต่ยากรับฟัง หากคนด้านนอกได้ยินวาจาองค์หญิงนี้ เกรงว่าก็คงระเบิดโทสะขึ้นทันที