ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 777
ตอนที่ 504-1 เสียงจอกแจกเงียบลงคล้ายดังไก่หยุดส่งเสียง!
กองทัพที่กลับมามิใช่มีเพียงกองทัพของเฝิงเจิง มีเสียงฝีเท้าม้าทะยานมาอย่างสนั่นหวั่นไหวมุ่งมาพร้อมกันทั้งทางตะวันออกและทางใต้อีกสองเส้นทาง สองกองทัพราวกับกระบี่คมกริบสองเล่ม เข้าโอบล้อมฟาดฟันทั้งสนามรบ ครู่หนึ่งไม่นาน ทัพเผ่ามั่วและทัพเทียนฉี่ก็โรมรันกันไปทั่ว ทุกคนต่างประหลาดใจที่เห็นกองกำลังเฝิงซือเป่ยที่ถูกโอบล้อมไว้ก่อนหน้าที่หลุดออกจากวงล้อมเริ่มเคลื่อนไหวเป็นอิสระอีกครั้งแล้ว
บนป้อมกำแพงเมืองมีเสียงโห่ร้องยินดีดังขึ้น บนใบหน้าทุกคนล้วนเผยสีหน้ายินดีปรีดาอย่างไม่อาจระงับ แม้แต่ตาแก่ที่ปกติดำรงท่าทางเคร่งขรึมก็ยังอดกระตุกมุมปากไม่ได้
ฉู่หลิงมองไปยังจวินอู๋ฮวนในชุดดำสง่างามที่อยู่ไกลออกไปบนหลังม้าท่ามกลางสองทัพปะทะกันชุลมุนวุ่นวายก็เผยรอยยิ้มยางอย่างไม่อาจระงับ
อาฮูหลู่ย่อมไม่รู้จักเยี่ยนเฟิ่งเซียว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเดาสถานะคนผู้นั้นไม่ออก มองชายหนุ่มภายใต้หน้ากากเปล่งรัศมีรอบกายข่มสนามรบผู้นั้นแล้ว สายตาอาฮูหลู่พลันหดเกร็ง คำรามรอดไรฟันว่า
“เยี่ยนเฟิ่งเซียว!”
เยี่ยนเฟิ่งเซียว เจ้าเมืองชางอวิ๋น พร้อมกับเป็นราชบุตรเขยองค์หญิงเสินโย่ว จวินอู๋ฮวน
แม้ว่าอาฮูหลู่เตรียมใจรับสภาพที่เลวร้ายที่สุดไว้แล้ว แต่ยังคงคิดไม่ถึงว่าในเวลานี้เยี่ยนเฟิ่งเซียวถึงกับปรากฏตัวที่เมืองผิงจิงในตอนนี้ เจ้าเมืองชางอวิ๋นเป็นไม่ควรปรากฏตัวที่เมืองผิงจิงในเวลานี้ที่สุดมิใช่หรือ
หรือว่า...เขาอดหันหน้าไปมองฉู่หลิงที่ลุกขึ้นไปยืนมองการรบริมหน้าต่างไม่ได้ หรือว่าวีรบุรุษหลงใหลสาวงามหลงลืมแผ่นดิน เทียบกับองค์หญิงเสินโย่ว แม้แต่เมืองชางอวิ๋น จวินอู๋ฮวนก็ไม่สนใจแล้ว หรือว่าการที่จวินอู๋ฮวนปรากฏตัวที่เมืองผิงจิงในเวลานี้ ความจริงก็เพื่อแสดงตัว เพิ่งแต่งตั้งโอรสบุญธรรมสืบทอด ด้วยสถานะและความสามารถขององค์หญิงเสินโย่ว จวินอู๋ฮวนในฐานะราชบุตรเขย หากมีความคิดเป็นใหญ่จริง...แต่ไม่ว่าอย่างไรเป่ยจิ้นก็ไม่อยากให้คนเช่นจวินอู๋ฮวนขึ้นครองอำนาจ
อาฮูหลู่ยังคงเหม่อลอย พลันรู้สึกมีสายตาเยียบเย็นจ้องมองเขาอยู่ ไม่ใช่องค์หญิงเสินโย่ว แต่เป็นสาวน้อยที่มองออกชัดเจนว่ามีสายโลหิตต่างเผ่าที่ยืนอยู่ข้างกายองค์หญิงเสินโย่ว
“ใต้เท้าอาฮูหลู่ แม้แต่ตนเองก็เอาไม่รอดชีวิตแล้ว ยุ่งเรื่องผู้อื่นให้น้อยหน่อยจะดีกว่า” หว่านเฟิงกล่าวน้ำเสียงเยียบเย็น
ฉู่หลิงได้ยินดังนี้ก็หันไปมองนางทีหนึ่ง ก่อนมองไปทางอาฮูหลู่แล้วยิ้มเอ่ย “ไม่เป็นไร ตอนนี้ใต้เท้าอาฮูหลู่เหลือแค่ได้แต่คิดเท่านั้น”
หว่านเฟิงแค่นเสียงฮึในลำคอเบาๆ เสียงหนึ่ง ยังคงจ้องมองอาฮูหลู่อย่างหวาดระแวง
อาฮูหลู่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาวพลางส่ายหน้า องค์หญิงเสินโย่วกล่าวได้ไม่ผิด ตอนนี้เขาเหลือแค่ได้แต่คิดเท่านั้น
หลังจากกองหนุนกลับมา สถานการณ์นอกประตูเมืองก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่แม้เป็นเช่นนี้ การรบครั้งนี้ก็ยังคงต่อสู้อย่างลำบากไม่น้อย ชาวเผ่ามั่วบ้าคลั่งราวกับสัตว์ป่าถูกกักขัง แม้รู้ว่าตนเองเสียเปรียบ แต่ก็มิได้ตื่นตระหนกตกใจ หนีทัพหรือยอมแพ้ พวกเขาย่อมเลือกวิถีที่แตกต่างกับชาวเทียนฉี่ในตอนนั้นอย่างสิ้นเชิง——สู้ตาย! ขอเพียงยังมีเวลาเหลือ ก็ต้องต่อสู้ให้ถึงที่สุด!
เสียงสังหารฟาดพันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ณ เบื้องล่างของกำแพงเมือง กลิ่นคาวโลหิตตลบอบอวลไปทั่วเสียดแทงประสาทรับกลิ่นของทุกคน แต่กลับไม่มีคนแสดงอาการรังเกียจ ไม่มีคนส่งเสียงร้องตกใจ นอกจากทหารประจำกำแพงเมือง ทุกคนล้วนนิ่งสงบ มองสนามรบเบื้องล่างด้วยสีหน้าสับสน
“นี่คือสิ่งที่ท่านต้องการให้พวกเขาได้เห็นหรือ” อาฮูหลู่กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบ
ฉู่หลิงหลุบตาเล็กน้อย กล่าวด้วยท่าทีสงบนิ่งว่า “ข้าอยากให้พวกเขาเห็นอันใดไม่สำคัญ ที่สำคัญก็คือพวกเขายินยอมมองดูอันใด”
“ดูท่าครั้งนี้องค์หญิงจะพึงพอพระทัยมาก” อาฮูหลู่กล่าว
ฉู่หลิงจนใจไร้วาจา “พอใจหรือไม่ก็ไม่อาจกล่าวได้ อย่างไรบนโลกใบนี้ สิ่งที่ซับซ้อนที่สุดที่คือความนึกคิด ข้าได้ทำสิ่งที่ควรทำแล้ว ผลจะเป็นเช่นไรก็ต้องรอดูต่อไป”
ครั้งนี้อาฮูหลู่เงียบไปนานยิ่งขึ้น นานจนหว่านเฟิงที่อยู่ข้างๆ คิดว่าเขาจะไม่เอ่ยอันใดอีกแล้ว สนามรบด้านล่างค่อยๆ เข้าสู่ช่วงท้ายแล้ว จึงได้ยินอาฮูหลู่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขมขื่น “ยอมแพ้ด้วยใจ แล้วแต่องค์หญิงจัดการ”
ฉู่หลิงมองอาฮูหลู่มองประเมินครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ เอ่ยว่า “ขออภัย ใต้เท้าอาฮูหลู่”
“...”
อาฮูหลู่ผู้นี้ไม่สังหารไม่ได้
ตอนจวินอู๋ฮวนเดินขึ้นกำแพงเมืองมาพร้อมกลิ่นคาวโลหิตติดกาย บนป้อมกำแพงเมืองก็เงียบสงัดดังเดิมแล้ว ฮ่องเต้หย่งเจียเสด็จกลับเข้าวังไปแล้ว ชนชั้นสูงศักดิ์ทรงอิทธิพลและขุนนางพร้อมทั้งนักเรียนกั๋วจื่อเจี้ยนที่ได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรงในวันนี้ก็ถูกปล่อยกลับไปหมดแล้ว บนป้อมกำแพงเมืองมีทหารกำลังเก็บกวาดอยู่
แม้ว่าบนป้อมกำแพงเมืองไม่ได้เกิดเหตุสังหารนองเลือดมากนัก แต่ก็มีทหารเผ่ามั่วไม่น้อยปีนบันไดขึ้นกำแพงเมืองมาเช่นกัน กองกำลังรักษาพระองค์ด้านล่างของกำแพงเมืองกำลังง่วนกับการเก็บกวาดสนามรบ นำศพทหารเผ่ามั่วสี่หมื่นไปฝัง
ผลการรบราบคาบในวันนี้หากแพร่ออกไป เกรงว่าใต้หล้านี้ย่อมแตกตื่นตกใจ แต่ขณะเดียวกัน การบาดเจ็บล้มตายของทหารกองกำลังเทียนฉี่ก็ไม่ได้น้อยไปกว่ากองกำลังเป่ยจิ้น ในสถานการณ์ที่กำลังมากกว่าอีกฝ่ายสองเท่า การบาดเจ็บล้มตายต่างกันไม่มาก แสดงให้เห็นว่าสองทัพฝีมือแตกต่างกันอย่างมาก
ฉู่หลิงสั่งการพวกหว่านเฟิงออกไปทำงานต่อแล้ว นางอยู่ตรงนี้เพียงลำพัง ยังคงนั่งอยู่บนช่องคั่นริมกำแพงเมือง ทหารที่เดินผ่านมาไม่กล้าคิดสงสัยพฤติกรรมนางตอนนี้ ปล่อยให้นางนั่งเหม่อลอยอยู่เพียงลำพัง
หัวไหล่พลันมีแรงกดทับลงมา เสื้อคลุมกันลมคลุมลงบนไหล่นาง เดิมนางกำลังถูกลมหนาวค่ำคืนพัดจนหนาวก็อบอุ่นขึ้นมา ฉู่หลิงอดยื่นมือไปกระชับเสื้อคลุมบนตัวไม่ได้ หันมองไปทางผู้ที่มา ยิ้มเอ่ย “จัดการเสร็จแล้วหรือ”
จวินอู๋ฮวนยืนอยู่ด้านหลังนาง มองหญิงสาวที่นั่งอยู่ขอบกำแพงด้วยสายตาอ่อนโยน ถามขึ้นเบาๆ ว่า “เหตุใดมานั่งอยู่ตรงนี้คนเดียว”
ฉู่หลิงหันกลับมา นางวิทยายุทธ์สูงส่ง ย่อมไม่กลัวร่วงลงไป มองไปยังบ้านเรือนราษฎรที่ติดไฟสว่างไปทั้งเมือง ฉู่หลิงรู้สึกลังเลและสงสัยว่า “เจ้าว่า เรื่องที่ข้าทำในวันนี้ แท้จริงถูกหรือผิด ควรค่าหรือไม่”
ทหารเผ่ามั่วหลายหมื่นพลีชีพหมดสิ้น ย่อมเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งใหญ่ แต่สถานการณ์ที่มีจวินอู๋ฮวนกับเฝิงเจิง กำลังทหารก็มากกว่าหลายเท่า ก่อนที่ทัพเผ่ามั่วจะมาถึงหน้าประตูเมืองผิงจิง หากพวกเขามีความสามารถสกัดศัตรูไว้ได้ บางทีการบาดเจ็บล้มตายจะไม่มากเหมือนเช่นตอนนี้ โดยเฉพาะการที่ต้องเสียสละกองกำลังเสินโย่วไปมากมายเช่นนี้