ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 770
ตอนที่ 500-2 ออกรบ!
ฉู่หลิงเงยหน้ามองทุกคนที่นั่งอยู่ทีหนึ่งพลางยิ้มบาง “ใต้เท้าจูเป็นห่วงว่าพวกเราจะรักษาเมืองผิงจิงไม่ได้หรือ”
ใต้เท้าจูส่ายหน้า แม้ในใจเขาเองก็หวาดกลัวชาวเผ่ามั่วอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นสูญเสียการควบคุม หากเพียงแค่ทหารม้าเผ่ามั่วสี่หมื่น ขอเพียงไม่เกิดเหตุผิดพลาดไม่คาดคิด ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีปัญหา เพียงแต่...ซั่งกวนเฉิงอี้เอ่ยว่า “เกรงว่าใต้เท้าจูคงเป็นห่วงราษฎรและขุนนางในเมือง ข่าวเพิ่งจะแพร่ออกไป ยังไม่ทันได้เห็นเงาชาวเผ่ามั่ว ในเมืองก็วุ่นวายโกลาหลกันไปหมดแล้ว เกรงว่าถึงตอนนั้นไม่ต้องให้ชาวเผ่ามั่วยกทัพมาประชิด พวกเราก็พ่ายแพ้โดยไม่ทันได้รบแล้ว”
เรื่องนี้ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ ด้วยอาการแตกตื่นของคนในเมืองหลวงตอนนี้ ถึงตอนนั้นหากมีคนสร้างเรื่องวุ่นวายเพิ่ม ก็อาจเป็นได้ว่ากองกำลังรักษาพระองค์ออกรบกับชาวเผ่ามั่วอยู่แนวหน้า แนวหลังกลับพากันทิ้งหนี
ผู้ว่าการศาลเฉิงเทียนฝู่ปั้นหน้าเอ่ยว่า “แค่ช่วงเวลาบ่ายวันเดียว ก็มีหลายตระกูลออกนอกเมืองไปแล้ว เกรงว่าคงกลัวว่าพวกเราจะรักษาเมืองหลวงไว้ไม่ได้ ถึงตอนนั้นทหารม้าเผ่ามั่วเข้าเมืองมา...”
หวงจิ้งเซวียนที่นั่งอยู่ท้ายสุดอดแค่นหัวเราะไม่ได้ “พวกเราคนมากมายเพียงนี้ แค่คนคนหนึ่งถ่มน้ำลายก็เพียงพอจะท่วมทับชาวเผ่ามั่วพวกนั้นได้แล้ว สมองคนพวกนั้นคิดอย่างไรกัน”
ผู้ว่าการศาลเฉิงเทียนฝู่มองทุกคนด้วยสีหน้าปั้นยากไร้วาจา ตอนนั้นกองทัพเทียนฉี่มากกว่าตอนนี้ก็มิใช่ถูกชาวเผ่ามั่วไล่ล่าหนีลงใต้หรือ
ฉู่หลิงมองหวงจิ้งเซวียนด้วยสีหน้านิ่งเฉย หวงจิ้งเซวียนรีบหุบปากกลับไปนั่งที่ ฉู่หลิงกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ถ่ายทอดคำสั่งลงไป ผู้ใดมีหน้าที่ในราชสำนักละทิ้งหน้าที่พลการ ลดลำดับเป็นสามัญชน ไม่ให้สอบรับราชการอีกตลอดชีวิต พวกที่มีตำแหน่งจวี่เหรินขึ้นไป ไม่อาจร่วมการสอบเคอจวี่ได้อีก”
ทุกคนต่างนิ่งอึ้ง ซั่งกวนเฉิงอี้ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “องค์หญิง ประกาศคำสั่งนี้ออกไปในเวลานี้...น่าจะไม่ค่อยดีกระมัง”
องค์หญิงท่านนี้อันใดก็ดี แต่บางครั้งทำอันใดค่อนข้างแข็งกร้าวไปสักหน่อย
ฉู่หลิงแค่นหัวเราะ “นี่เพิ่งเริ่มต้นก็หนีกันไปหมดแล้ว หากเป็นราษฎรทั่วไปขี้ขลาดก็แล้วไป พวกเขาเป็นขุนนางราชสำนักและว่าที่ขุนนาง กินเบี้ยหวัดก็ควรภักดีเจ้านาย เรื่องแค่นี้ทำไม่ได้ ยังต้องเก็บพวกเขาไว้ทำไม วันหน้าหากเกิดเรื่องใหญ่ ค่อยปล่อยให้พวกเขาหนีอีกครั้งหรือ ผู้ว่าการศาลเฉิงเทียนฝู่ รีบไปดำเนินการ!”
“พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง!” ผู้ว่าการศาลเฉิงเทียนฝู่รีบลุกขึ้นรับคำสั่งออกไป เขาไม่สนใจว่าคำสั่งนี้ประกาศออกไปจะส่งผลเช่นไร อย่างไรในฐานะผู้ว่าการศาลเฉิงเทียนฝู่ เขาก็หนีไปที่ใดไม่ได้
ใต้เท้าจูที่นั่งอยู่ปล่อยวางได้มากกว่าซั่งกวนเฉิงอี้ เขาลูบเคราเอ่ยว่า “คำสั่งองค์หญิง...ใช่ว่าไม่ดี”
“ใต้เท้าจู” ซั่งกวนเฉิงอี้ไร้วาจา เวลาเช่นนี้เจ้าแซ่จูยังหาเรื่องวุ่นวายอีก
ใต้เท้าจูส่ายหน้ายิ้มเอ่ย “พี่ซั่งกวน ขอเพียงครั้งนี้ตีทัพเผ่ามั่วพ่ายกลับไปได้ ก็เพียงพอให้องค์หญิงดำรงสถานะอย่างมั่นคง ส่วนพวกที่หนีไปพวกนั้น...จะทำงานใหญ่อันใดได้ ท่านดูสิ พวกที่หนีไปล้วนไม่ใช่พวกมีอนาคตอันใด ขุนนางระดับสามขึ้นไปคงคิดหนีกันไม่มาก”
คนมีความสามารถย่อมควรมองสถานการณ์ตรงหน้าก่อนดำเนินการใดๆ ตอนนี้แม้ชาวเผ่ามั่วมาแล้ว แต่สถานการณ์เมืองผิงจิงยังมิได้วิกฤต ใต้เท้าจูถึงกับรู้สึกว่าในบรรดาคนที่หนีไป เกรงว่าส่วนใหญ่ถูกคนสุมไฟกระพือข่าว ไม่ได้เข้าใจอันใดก็รีบหนีก่อน
ซั่งกวนเฉิงอี้ถอนหายใจ “หากองค์หญิงล่วงเกินบัณฑิตหมดสิ้นคงไม่เหมาะ”
อวิ๋นซวี่ที่นั่งเงียบมาตลอดพลันเอ่ยว่า “ใต้เท้าซั่งกวน ความจริงไม่ว่าองค์หญิงทำอย่างไรก็ถูกกำหนดให้ต้องล่วงเกินคนเหล่านั้นแล้วไม่ใช่หรือ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ไยต้องลังเลคอยคำนึงถึงพวกเขาอีก”
ซั่งกวนเฉิงอี้มองอวิ๋นซวี่ เขารู้สึกว่าอวิ๋นซวี่คุ้นหน้า แต่นึกไม่ออกว่าเคยพบคนผู้นี้ที่ใด ทว่าสามารถนั่งอยู่ตรงนี้ได้ย่อมเป็นคนสนิทองค์หญิงเสินโย่ว ยามนั้นจึงเอ่ยตอบว่า “กระหม่อมเพียงแต่เป็นห่วง มีตัวอย่างอ๋องผู้สำเร็จราชการแผ่นดินตอนนั้นให้เห็นอยู่...องค์หญิงควรป้องกัน”
ฉู่หลิงเล็กน้อยกระดกมุมปากยิ้มเอ่ย “ดังนั้นจึงต้องจัดการพวกก่อเรื่องพวกนั้นก่อนอย่างไรเล่า” หากไม่จัดการตระกูลขุนนางเก่าแก่พวกนั้นก่อน เกรงว่าพวกเขาก็คงกล้าจับมือกับขุนนางในราชสำนักและตระกูลที่ทรงบารมีมากอิทธิพล และหันมาหาโอกาสจัดการนางลับหลังอีก แต่ทว่าทันทีที่ล้มตระกูลขุนนางเก่าแก่พวกนี้ลง คนที่เหลือก็แค่เม็ดทรายกระจัดกระจาย ก่อนที่พวกเขาจะเลือกผู้นำกลุ่มได้ จะคิดก่อเรื่องอย่างไรก็สร้างคลื่นลมขึ้นมาไม่ได้
ซั่งกวนเฉิงอี้นึกถึงคุกที่ขังคนเอาไว้แน่นขนัดในตอนนี้ก็พลันเงียบไม่กล่าวอันใดอีก
“องค์หญิง กองทัพเผ่ามั่วมาโจมตีเรา พวกเราควรรับมือเช่นไร” เห็นพวกเขากล่าวจบแล้ว เฝิงเจิงก็เอ่ยถามขึ้น
พอเขาเอ่ยถาม แววตาทุกคนในห้องหนังสือพลันส่องประกายมองจ้องฉู่หลิง ในแววตาเขียนคำว่าอยากออกรบเต็มที่แล้ว
ฉู่หลิงเผยรอยยิ้มงาม พึงพอใจกับท่าทีของทุกคนมาก
“คือว่าเรื่องนี้...แม่ทัพเฝิง ขุนพลเซียว ทั้งสองท่านผู้ใดยินดีเฝ้ารักษาเมืองหลวง ผู้ใดยินดีออกศึก”
เซียวเหมิงสบตากับเฝิงเจิง สองคนลุกขึ้นรับคำพร้อมเพรียง “กระหม่อมขอออกศึก!”
ฉู่หลิงเลิกคิ้ว “ออกศึกได้เพียงหนึ่งคน”
ทั้งสองคนจ้องตากับอีกฝ่ายทันที แววตาอยากออกรบอย่างที่สุด
เฝิงเจิงทูลว่า “องค์หญิง กระหม่อมชำนาญสภาพพื้นที่ละแวกเมืองหลวง ให้กระหม่อมออกศึกเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
เซียวเหมิงอดกลอกตามองบนใส่ผู้เคยเป็นนายตนไม่ได้ “องค์หญิง กระหม่อมเองก็ชำนาญ!”
ผู้ใดไม่ได้อยู่เมืองผิงจิงมาสิบกว่าปีกัน และเทียบกับอยู่แต่ในเมืองหลวงและวังหลวงเช่นเฝิงเจิงแล้ว ตนเองเรียกได้ว่าเป็นคนไปมาในเมืองหลวงและละแวกเมืองหลวงแท้จริงกว่า
เฝิงเจิงเอ่ยว่า “กระหม่อมกับขุนพลทหารกองกำลังรักษาพระองค์สนิทกันดี หลายปีมานี้ขุนพลเหล่านี้ล้วนอยู่กองกำลังเสินโย่วกระมัง” กองกำลังเสินโย่วส่วนใหญ่ตอนนี้อยู่ทางเหนือ
เซียวเหมิงนิ่งอึ้ง “แม่ทัพเฝิงอายุมากแล้ว เรื่องเล็กน้อยพวกนี้ให้หนุ่มๆ อย่างพวกเราไปทำจะเหมาะกว่า”
“...” ออกไปจากกองกำลังรักษาพระองค์หลายปี เซียวเหมิงล้วนเรียนรู้สิ่งไม่ดีติดตัวมาแล้ว เฝิงเจิงมองฉู่หลิงอย่างไร้วาจา องค์หญิง แท้จริงพวกท่านทำอันใดกับเซียวเหมิงกัน
เซียวเหมิงเองก็ละอายที่จะทำเช่นนี้ เพียงแต่...เขาไม่อยากถูกทิ้งให้เฝ้าเมือง ดังนั้นได้แต่ขออภัยแม่ทัพเฝิงแล้ว
ฉู่หลิงเห็นทั้งสองคนไม่ยอมให้กันก็อดส่งเสียงหัวเราะขึ้นเบาๆ ไม่ได้ “ในเมื่อทั้งสองท่านต่างกระตือรือร้นเช่นนี้ ข้าเองก็ไม่อยากทำลายความมุ่งมั่นของทั้งสองท่าน ในเมื่อเป็นเช่นนี้...”
ออกรบด้วยกันก็แล้วกัน
“อยู่เฝ้าเมืองหลวงด้วยกันก็แล้วกัน”
“...”