ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 772
ตอนที่ 501-2 พนัน!
เจียวโจวห่างจากเมืองผิงจิงไม่ไกล การเดินทางเพียงสองวันก็ถึง แต่การเดินทัพจะช้ากว่าเล็กน้อย ทว่าอย่างมากก็แค่สามสี่วันเท่านั้น ดังนั้นเที่ยงวันรุ่งขึ้น ทัพใหญ่เผ่ามั่วก็มาตั้งค่ายห่างจากเมืองผิงจิงไม่ถึงห้าสิบลี้ ชนชั้นสูงศักดิ์ทรงอิทธิพลและราษฎรเมืองผิงจิงต่างพากันแตกตื่นตกใจ ไม่ว่าเคยผ่านช่วงเวลาที่เผ่ามั่วเข้าด่านมาในตอนนั้น หรือว่าพวกที่เกิดทางใต้แต่กำเนิดแต่เพียงแค่ได้ยินได้ฟังมา แต่ละคนล้วนตื่นตกใจ คล้ายว่าห้วงเวลาถัดจากนี้ ทหารม้าเผ่ามั่วก็จะบุกเข้าเหยียบย่ำเมืองผิงจิง
จวินอู๋ฮวน เซียวเหมิงและเฝิงเจิงสามคนนำทัพออกไปเงียบๆ ก่อนหน้านี้แล้ว ฉู่หลิงเองก็ย้ายจากจวนองค์หญิงเสินโย่วไปพำนักในวังแล้ว
มองดูองค์หญิงเสินโย่วที่ยังคงนั่งอ่านฎีกาอยู่ในห้องทรงอักษร ณ พระตำหนักข้าง บรรดาขุนนางที่นั่งอยู่ในที่นั้นไม่ว่าบุ๋นหรือบู๊ ไม่ว่ามีความคิดเห็นใดต่อองค์หญิง ในใจอย่างน้อยก็มีความเลื่อมใสอยู่หลายส่วน ไม่ว่าอย่างไร ด้วยท่าทางสงบนิ่งนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้ชายส่วนใหญ่ถูกทิ้งไม่เห็นฝุ่นแล้ว
ฉางเซิงนั่งเขียนหนังสืออยู่ที่โต๊ะเล็กในมุมหนึ่งไม่ไกลนัก บรรยากาศในพระตำหนักด้านนี้แปลกประหลาดอยู่บ้าง ทำให้เขาอดเงยหน้ามองไปทางฉู่หลิงไม่ได้ ฉู่หลิงรับรู้ได้ถึงสายตาของเขาก็เงยหน้าขึ้นยิ้มปลอบใจเขาทีหนึ่ง ฉางเซิงเห็นรอยยิ้มพี่สาวก็พลันรู้สึกว่าในใจสงบลงมาก ก้มหน้าลงเขียนหนังสือต่อ
สุดท้ายพอฉู่หลิงอ่านฎีกากองโตตรงหน้าจบก็ยื่นมือไปหยิบอีกกอง เอ่ยถามขึ้นว่า “ใต้เท้าทุกท่านว่างหรือ ไม่มีการงานต้องจัดการหรือ”
ทุกคนต่างยิ้มเฝื่อนไร้วาจาจะกล่าว สบตากันไปมา สุดท้ายก็เป็นเซี่ยงกั๋วกงที่ถูกสายตาทุกคนผลักมา เซี่ยงกั๋วกงส่งเสียงไอเบาๆ ดังขึ้นเสียงหนึ่ง “ทูลองค์หญิง ใต้เท้าทุกท่าน...ล้วนเป็นห่วงเรื่องนอกเมือง จึงได้...ไม่ได้ต้องการละเลยการงาน ขอองค์หญิงวางพระทัยได้”
นับประสาอันใดกับเวลาวันครึ่งวันก็คงไม่ทำให้การงานใดเสียหายสักเท่าไร หากเป็นงานเร่งด่วน ก็ย่อมมีคนมารายงานเอง อย่าว่าแต่ผู้อื่น แม้แต่เซี่ยงกั๋วกงเอง ยามนี้ก็ไม่มีใจจะทำงาน
ฉู่หลิงเอ่ยว่า “การรบนอกเมือง ทุกท่านช่วยอันใดไม่ได้ ไยต้องมาคอยห่วงใยเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตนเอง ทุกท่านกลับไปทำงานของทุกท่านเถิด”
ขุนนางผู้หนึ่งส่งเสียงไอเบาๆ ดังขึ้นเสียงหนึ่ง “ทูลองค์หญิง งานที่ศาลวันนี้...แค่ก แค่ก ไม่มีงานเร่งด่วนใดพะยะค่ะ”
อย่างไรก็ต้องดื้อดึงอยู่ที่นี่ต่อไปให้ได้
ยามนี้ผู้ที่มาอยู่ในห้องทรงอักษร ทั้งยังมีที่นั่งในที่นี้ได้ ย่อมมิใช่คนธรรมดาทั่วไป ฉู่หลิงสงสัยว่าเพราะพวกเขากลัวว่าเมืองผิงจิงต้านทานไม่อยู่ จึงได้หนีเข้าวังมาหรือ อย่างไรทันทีที่เมืองแตก ในวังย่อมเป็นสถานที่สุดท้ายที่จะสูญเสีย
ฉู่หลิงพลิกฎีกาในมืออ่าน ไม่มีเรื่องใหญ่สำคัญอันใดจริงๆ คิดแล้วก็ผลักฎีกาออกไปริมโต๊ะ “ดูท่าทุกคนวันนี้ไม่มีใจจะทำงานกันจริงๆ ก็ได้...ก็ถือเสียว่าได้พักผ่อนเร็วขึ้น”
ฉู่หลิงลุกขึ้นยืน เดินออกมาจากโต๊ะ “ในเมื่อทุกคนไม่มีอันใด เช่นนั้นก็ตามข้าออกไปกันหน่อย”
ทุกคนต่างนิ่งอึ้ง ถามขึ้นอย่างงุนงง “องค์หญิง จะเสด็จที่ใดหรือ”
“ก็ว่างอยู่ ไปป้อมประตูเมืองกันเถอะ”
“...” ไปป้อมประตูเมืองทำอันใดกัน
ได้ยินเสียงฉู่หลิงเอ่ยว่า “ถ่ายทอดคำสั่งข้า ให้ขุนนางในเมืองระดับสี่ขึ้นไป นอกจากตำแหน่งที่ต้องมีคนเฝ้าประจำ ที่เหลือให้ขึ้นไปบนป้อมประตูเมือง เสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กองกำลังเทียนฉี่เรา! อ้อ...หากคนในครอบครัวคิดอยากไป ก็ไปด้วยกันได้”
“องค์หญิง คือ...” มีคนคิดเอ่ยอันใด แต่ฉู่หลิงหันไปยิ้มหวานให้คนผู้นั้น “นี่คือ...คำสั่ง!”
“...”
เห็นองค์หญิงเสินโย่วกวักมือเรียกว่าที่รัชทายาทก่อนจะจูงเขาเดินออกไป ขุนนางที่ถูกทิ้งไว้ในห้องทรงอักษรต่างสบตากันเงียบงันไปเป็นนาน
ฉู่หลิงนั่งอยู่ในศาลาบนป้อมประตูเมือง มองลงไปชมทัศนียภาพนอกเมืองไกลสุดตา ยามนี้หลายคนมารวมตัวกันอยู่บนป้อมกำแพงเมือง นอกจากทหารรักษาป้อมแล้ว ก็ยังมีขุนนางใหญ่ในราชสำนัก เพียงแต่คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนมีสีหน้าฝืดเฝื่อนเป็นกังวล ยืนห่างไกลจากกำแพงออกมามาก คล้ายว่าหากเข้าใกล้อีกสักหน่อยก็จะถูกชาวเผ่ามั่วยิงธนูสังหาร
ฉู่หลิงพิงหน้าต่างหาวสองสามทีด้วยท่าทางเกียจคร้าน ตั้งแต่กลับมาเมืองผิงจิง นางแทบไม่ได้พักผ่อนให้ดีสักครั้ง ยามนี้นั่งอยู่ตรงนี้ก็รู้สึกเบื่อหน่ายจนอยากสัปหงกเสียจริง
“องค์หญิง” เส้ากุยหย่วนกับเซี่ยเยว่ถิงปรากฏตัวหน้าประตู ด้านหลังพวกเขาคล้ายว่ามีเสนาบดีเป่ยจิ้นอาฮูหลู่ที่ถูกมัดเป็นบะจ่างอยู่ก้อนหนึ่ง
ฉู่หลิงคิ้วกระตุกเล็กน้อย “เหตุใดเป็นพวกเจ้าสองคน”
เส้ากุยหย่วนกล่าวอย่างจนปัญญาว่า “ผู้อื่นไม่ใช่ว่าถูกองค์หญิงปล่อยไปแล้วหรือ”
ฉู่หลิงเคาะหน้าผาก จริงด้วย ซั่งกวนอวิ่นหรู หวงจิ้งเซวียนและคนอื่นๆ ตามกันออกนอกเมืองไปหมดแล้ว แม้แต่หลีตั้นกับอวิ๋นซวี่ก็ไปด้วย เฝิงซือเป่ยกับหวนอวี้อยู่วังหลวงอารักขาฮ่องเต้หย่งเจีย นับดูแล้วคนที่ว่างอยู่ก็มีเพียงเส้ากุยหย่วน
ฉู่หลิงอมยิ้มกวักมือเรียกเซี่ยเยว่ถิง ยิ้มเอ่ย “เข้ามาสิ ติดตามคุณชายเส้าชินหรือยัง”
เซี่ยเยว่ถิงก้าวเข้ามาอย่างเขินอาย “ทุกอย่างล้วนดี...ติดตามคุณชายเส้า ทำให้ข้าได้เรียนรู้ไม่น้อย ขอบคุณ...ท่านพี่มาก”
“เด็กดี” ฉู่หลิงยิ้มตาหยี เซี่ยเยว่ถิงเป็นเด็กดีทุกอย่าง เสียแค่ไม่ค่อยร่าเริง
หยอกหนุ่มน้อยเสร็จ ฉู่หลิงก็เหลือบมองไปทางอาฮูหลู่ที่จ้องมองตนเองอยู่ ยิ้มเอ่ยว่า “เสียมารยาทกับเสนาบดีเป่ยจิ้นเช่นนี้ได้อย่างไร รีบปล่อยตัวเขา”
เส้ากุยหย่วนคิ้วกระตุกเล็กน้อย “องค์หญิงแน่ใจหรือ” แม้ว่าอาฮูหลู่เป็นเสนาบดีเป่ยจิ้น แต่ฝีมือก็มิใช่ไร้เรี่ยวแรงดังไก่ถูกมัด
ฉู่หลิงยิ้มเอ่ย “จะมีอันใดได้ ปล่อยเขา”
เส้ากุยหย่วนพยักหน้า บอกให้คนด้านหลังแก้มัดอาฮูหลู่
อาฮูหลู่ได้รับอิสระแล้วก็ขยับแขนขาก่อนจะมองไปทางฉู่หลิง “องค์หญิงหมายความเช่นไร”
ฉู่หลิงเท้าคางกับโต๊ะ ยิ้มเอ่ยว่า “ข้าว่าง อยากเดินหมากกับใต้เท้าอาฮูหลู่ ไม่ทราบว่าใต้เท้าคิดเช่นไร”
อาฮูหลู่กวาดตามองออกไป ป้อมกำแพงเมืองมีแต่คนไปมาพลุกพล่านคล้ายดังตลาดครึกครื้น ไม่ได้มีความรู้สึกเคร่งเครียดดังป้อมกำแพงเมือง จึงเอ่ยเสียดสีว่า “องค์หญิงล้อเล่นแล้ว กระหม่อมแค่คนหยาบกระด้าง ไม่รู้เรื่องการเดินหมากอันใด”
ฉู่หลิงยิ้มตาหยี เอ่ยว่า “ใต้เท้าอาฮูหลู่คิดหลอกข้าแล้ว ข้าได้ยินมาว่าใต้เท้าหลงใหลวัฒนธรรมจงหยวนมาแต่เล็ก เรียกได้ว่าเป็นยอดฝีมือเดินหมากอันดับหนึ่งของเผ่ามั่ว”
แน่นอนว่าอันดับหนึ่งอาจเพราะมีคนคิดอวยเขาก็เป็นได้ ชาวเผ่ามั่วเล่นของพวกนี้ไม่มาก แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าอาฮูหลู่เดินหมากเป็นจริงๆ
สีหน้าอาฮูหลู่แปรเปลี่ยนเล็กน้อย กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “การข่าวองค์หญิงฉับไวแม่นยำมาก”
ฉู่หลิงยิ้มเอ่ย “ใต้เท้าอาฮูหลู่ เชิญ”
อาฮูหลู่ถามขึ้นว่า “เดินหมากอย่างไรก็ต้องมีแพ้ชนะ หากแพ้แล้วอย่างไร ชนะแล้วอย่างไร”
ฉู่หลิงเอ่ยตอบว่า “หากใต้เท้าชนะก็กลับเป่ยจิ้นได้ ไปรวมตัวกับทหารกล้าเผ่ามั่วด้านนอกได้ หากใต้เท้าแพ้ก็ยังกลับไปได้ ข้าจะส่งศพใต้เท้ากลับไป แน่นอนว่าทหารกล้าเผ่ามั่วนอกเมืองเหล่านั้นส่งศพกลับไปไม่ได้ ศพหลายหมื่นศพ ต้องระดมกำลังคนมากเกินไปจริงๆ”
อาฮูหลู่สีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย จ้องมองฉู่หลิงครู่หนึ่งก่อนจะ “ดูท่าองค์หญิงมั่นใจมาก”
ฉู่หลิงถามขึ้นว่า “หรือว่าใต้เท้าไม่มั่นใจ กล้าพนันกันไหม”
อาฮูหลู่ตอบทันทีว่า “กระหม่อมยังมีทางเลือกอีกหรือ!”
ฉู่หลิงยิ้มหวาน “ใต้เท้าเปิดเผยดี เชิญ!”
ทั้งสองคนนั่งนิ่งเดินหมากตนเองไป หมากสีดำของอาฮูหลู่เดินก่อน ฉู่หลิงเดินตาม
“องค์หญิงเลือกมาเดินหมากกับกระหม่อมในยามนี้ หากสิ่งที่องค์หญิงคิดเห็นไม่เกิดขึ้น ใช่ว่าน่าเบื่อมากหรือ” อาฮูหลู่ครุ่นคิดไปวางหมากพลางเอ่ยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
ฉู่หลิงยิ้มเอ่ย “หากเช่นนี้ ย่อมเป็นข้าแพ้”
ในเรื่องเดินหมาก ฉู่หลิงไม่ชำนาญจริงๆ หากเดินหมากกับผู้ที่ได้รับการยกย่อมว่าเป็นยอดฝีมือเดินหมากก็ถือว่าหาเรื่องลบหลู่ตนเองโดยแท้ แต่เห็นชัดว่าอาฮูหลู่ยังไม่ได้เก่งกาจถึงขั้นนั้น ในใจทั้งสองคนไม่ได้สนใจหมากบนกระดาน รับมือกันก็ไม่นับว่ายากลำบากอันใด
อาฮูหลู่มือสั่นเล็กน้อย เนิ่นนานก่อนจะค่อยๆ วางหมากตัวหนึ่งลงไป “หวังว่าองค์หญิงจะมั่นใจเช่นนี้ได้ตลอดไป”
ฉู่หลิงเอ่ยว่า “ใต้เท้ารู้สึกว่า หากข้าไม่อยากให้ชาวเผ่ามั่วพวกนั้นหนีออกจากคุกหลวง พวกเขาจะหนีออกไปได้จริงหรือ หรืออาจกล่าวได้ว่า...ตอนนี้ใต้เท้าอาฮูหลู่อยากให้คนพวกนั้นมาหรือ”
อาฮูหลู่เงียบงันเป็นนานก่อนจะเอ่ยว่า “ท่านจงใจ”
ฉู่หลิงตอบว่า “บังเอิญสบโอกาส แค่เล่นไปตามโอกาสเท่านั้น ใต้เท้ากล่าวเช่นนี้ คล้ายว่าข้าอุบายแยบยลยากหยั่ง”
“...” หรือว่าท่านเป็นคนแสนซื่อกันเล่า
ฉู่หลิงเงียบไปเป็นนานกว่าจะได้ยินอาฮูหลู่ถอนหายใจยาวเอ่ยว่า “น่าเสียดาย...ตอนนั้นไม่ควรให้องค์หญิงมีโอกาสหนีรอดไปจากเมืองเหนือ”
ความผิดพลาดเพียงชั่วครู่ ทำให้เกิดสภาพการณ์ดังเช่นตอนนี้ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าเลี้ยงพยัคฆ์ให้เป็นภัยภายหลัง น่าเสียดาย...ตอนนั้นผู้ใดล้วนไม่ทันได้คิดว่าจะมีวันนี้