ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 773
ตอนที่ 502-1 บังคับให้ชมการรบ
ไม่ว่าอาฮูหลู่จะเสียใจภายหลังเพียงใดก็ไม่ทันกาลเสียแล้ว เพราะว่าสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ มีเพียงเวลาและความเป็นความตายที่ไม่อาจย้อนคืน ยิ่งไปกว่านั้น หากถอยกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ฉู่หลิงอาศัยสถานะศิษย์ทั่วป๋าซิ่งเยี่ย ผู้ใดกล้าคิดว่านางจะกลายเป็นองค์หญิงเสินโย่วเช่นตอนนี้ ดังนั้นฉู่หลิงเพียงแค่นึกขำเล็กน้อยกับท่าทางเสียใจภายหลังของอาฮูหลู่ ไม่ได้คิดสนใจ
ฉู่หลิงถูหมากในมือไปมา มองอาฮูหลู่อย่างสนใจอยากรู้ “เถียนอี้เซวียนหนีไป...น่าจะไม่ได้บอกกล่าวใต้เท้าอาฮูหลู่ก่อนกระมัง”
สีหน้าอาฮูหลู่เคร่งเครียดเล็กน้อย มือที่กำหมากชะงักงัน เขาจ้องมองฉู่หลิงเขม็ง
ฉู่หลิงยิ้มเอ่ย “เดาไม่ยาก เหตุใดใต้เท้าอาฮูหลู่จึงมองไม่ออก ไม่มีตระกูลขุนนางเก่าแก่พวกนั้นให้การช่วยเหลืออยู่ด้านนอก แค่กองทัพเผ่ามั่วไม่กี่หมื่นโจมตีกองกำลังเทียนฉี่ ความจริงไม่มีทางชนะแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น กองทัพสองสามหมื่นสำหรับเทียนฉี่แล้วก็ไม่กระไรนัก แต่สำหรับชาวเผ่ามั่วแล้วกลับไม่เหมือนกัน
ครั้งนี้กองทัพเผ่ามั่วเคลื่อนลงใต้ เกรงว่ามิได้คิดตีเมืองผิงจิง อย่างมากที่สุด...เพียงแค่ต้องการคิดหาโอกาส เผื่อว่าจะมีช่องโหว่ใดเท่านั้นกระมัง หากไม่มีโอกาส ทัพใหญ่ก็จะทวนแม่น้ำหลิงชางตรงไปเมืองรุ่นโจว พอดีไปสมทบกับทัพประจำเมืองรุ่นโจว ตีตลบหลังกองกำลังจิ้งเป่ยกับกองกำลังเสินโย่ว ไม่ทราบว่าข้าเดาถูกต้องหรือไม่”
สีหน้าอาฮูหลู่ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ สายตาที่จ้องมองฉู่หลิงยิ่งดำทะมึน “องค์หญิงไม่ใช่คนธรรมดาดังคาด!”
ฉู่หลิงเท้าคางยิ้มตาหยี “ก็มิใช่ข้าคิดเพียงคนเดียว ยังโชคดีที่มีคนเตือนข้า ใต้เท้าอาฮูหลู่ไม่ใช่คนวู่วาม ถึงกับเคลื่อนกำลังหลายหมื่นออกจากเป่ยจิ้น ไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับเผ่ามั่ว”
กองกำลังเทียนฉี่กำลังรบอ่อนแอแต่คนมาก การเคลื่อนกองทัพสองสามหมื่นไม่ทำให้กองกำลังเทียนฉี่รู้สึกอันใดได้ แต่เผ่ามั่วกลับไม่ใช่ ระยะนี้เผ่ามั่วสูญเสียไปมาก หลายปีมานี้ทั่วป๋าเหลียงทุ่มเทกำลังเพิ่มขนาดกองทัพ แต่ประชากรเผ่ามั่วกลับมีจำกัด ทัพเผ่ามั่วก็ย่อมไม่อาจขยายใหญ่ได้ ไม่เหมือนกับเมืองชางอวิ๋นและกองกำลังจิ้งเป่ย พวกเขาเลี้ยงดูกองกำลังมากมายไม่ไหว ชาวเผ่ามั่วมีเงินแต่ไร้คน ทุกคนล้วนลำบาก
อาฮูหลู่กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “เทียบกับองค์หญิง ข้าไม่เพียงแต่วู่วาม แต่ยังโง่เขลาอย่างที่สุด!”
ฉู่หลิงหวังดีกล่าวปลอบใจ “ใต้เท้าอาฮูหลู่อย่าได้ด้อยค่าตนเองเช่นนี้ น่าจะ...แผนการมาจากคน ความสำเร็จมาจากฟ้า”
อาฮูหลู่ขมวดคิ้ว “คนเช่นองค์หญิงถึงกับเชื่อชะตาฟ้าลิขิต”
ฉู่หลิงยิ้มเอ่ย “อา วาจานี้ก็แค่คุยกับใต้เท้าอาฮูหลู่ ข้าเชื่อว่า ...แผนการมาจากคน ความสำเร็จมาจากข้า!”
อาฮูหลู่เงียบไม่ตอบเป็นนาน วาจาเหิมเกริมเช่นนี้ออกมาจากปากหญิงสาวผู้นี้ ถึงกับไม่ทำให้คนรู้สึกสะดุด คล้ายว่าเป็นหลักการเหตุผลที่กล่าวได้ถูกต้องแล้ว ในใจอาฮูหลู่พลันเกิดความรู้สึกเศร้าสลดขึ้นมา
คู่ต่อสู้เช่นนี้ ฝ่าบาท...แท้จริงเผ่ามั่ว วันหน้าจะเดินไปทางใด เผ่ามั่วเข้าครองจงหยวนยังไม่ถึงยี่สิบปี ห่างไกลกับคำว่าครอบครองใต้หล้า จะมีสักวันไหม...ที่สูญเสียกำลังทหารกล้าเผ่ามั่วนับไม่ถ้วนเพื่อแลกมา แต่ก็จะต้องสังเวยชีวิตทหารกล้าเผ่ามั่วนับไม่ถ้วน
อาฮูหลู่ไม่คิดอยากเห็นบทสรุปเช่นนี้ แต่เขากลับไร้หนทาง
ศาลาบนป้อมกำแพงเมือง ชนชั้นสูงศักดิ์ทรงอิทธิพลในเครื่องแต่งกายหรูหราพากันจับกลุ่มสองสามคน สุมหัวกันกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์
“แท้จริงองค์หญิงต้องการทำอันใดกันแน่” มีคนอดถามขึ้นไม่ได้
คนข้างกายเขาส่ายหน้า “องค์หญิงมักทำอันใดเหนือความคาดหมาย ผู้ใดจะรู้ว่าต้องการทำอันใด พวกเจ้าดูสิ แม้แต่คนเซี่ยงกั๋วกงก็มากันหมดมิใช่หรือ”
เซี่ยงกั๋วกงให้เกียรติหลานสาวมาก องค์หญิงต้องการให้ขุนนางระดับสี่ขึ้นไปขึ้นมาชมบนป้อมกำแพงเมือง และพาครอบครัวมาด้วยได้ ดังนั้นเซี่ยงกั๋วกงจึงพาคนในครอบครัวมากันหมด นอกจากรุ่นหลานสองสามคนที่อายุยังน้อยเกินไป ส่วนขุนนางอื่น นอกจากครอบครัวขุนพลทหารบางกลุ่มที่ใจกล้าพาคุณหนูคุณชายมาแล้ว ก็ไม่มีคนอื่นสนใจอยากมาชมอีก
“ไม่ต้องเป็นห่วง อย่างไรองค์หญิงก็คงไม่ทำร้ายลุงตนเองกระมัง เอ๋...พวกนั้นคือ...”
ทุกคนต่างหันไปมอง ชายหนุ่มกลุ่มใหญ่ในเครื่องแต่งกายแบบบัณฑิตเดินขึ้นมา คนเหล่านี้ล้วนแต่งกายเหมือนกัน เห็นชัดว่ามาจากที่เดียวกัน
“นักเรียนจากกั๋วจื่อเจี้ยนหรือ” มีคนกล่าวอย่างแปลกใจ
บัณฑิตพวกนี้เห็นชัดว่าไม่ได้คิดมากันเอง แต่เพราะว่าคนที่เดินนำมาหน้าสุดเป็นหญิงสาวสายโลหิตต่างเผ่างดงามแปลกตา บัณฑิตเหล่านั้นตามหลังนางมาด้วยสีหน้าโมโหไม่น้อย ไม่รู้เหตุใดจึงไม่อาละวาดออกอาการ หญิงสาวผู้นั้นนำคนขึ้นป้อมกำแพงเมืองมา มอบให้ขุนพลทหารเฝ้ากำแพงเมืองแล้วก็เดินมาทางศาลาที่องค์หญิงเสินโย่วอยู่
ชาวเผ่ามั่วไม่ได้มาเร็วดังที่ทุกคนคิด รอจนกระทั่งตกค่ำ พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินลับไปทางภูเขาทิศตะวันก็ยังไม่เห็นเงา มีเพียงข่าวจากทหารสายสืบส่งมาเป็นระยะ รายงานว่าชาวเผ่ามั่วอยู่ห่างออกไปอีกกี่ลี้และกำลังปะทะกับกองกำลังเทียนฉี่ ชาวเผ่ามั่วห่างจากเมืองผิงจิงอีกกี่ลี้
ตามหลักแล้วเส้นทางแค่ไม่กี่สิบลี้ ด้วยความเร็วของกำลังทหารม้าเผ่ามั่วก็ควรมาถึงแล้ว ตอนนี้ยังไม่มา เห็นชัดว่าถูกกองกำลังรักษาพระองค์นอกเมืองสะกัดเอาไว้ได้แล้ว
ฉู่หลิงเดินหมากกับอาฮูหลู่จนค่ำ สุดท้ายยังคงเป็นฉู่หลิงที่เกือบชนะ อาฮูหลู่เดินหมากชนะแล้ว กลับไม่ได้ดีใจอันใด ตอนที่เขาตกอยู่ในมือองค์หญิงเสินโย่ว เขาก็คาดคิดถึงจุดจบตนเองไว้แล้ว ในฐานะเสนาบดี เป่ยจิ้น เขาไม่ได้กลัวตาย แต่เขาทำใจยอมรับผลเช่นนี้ไม่ได้เท่านั้น
ฉู่หลิงค่อยๆ บรรจงเก็บหมากเข้ากล่อง เอ่ยอย่างไม่ได้สนใจอันใด “มากันช้าจริง”
หว่านเฟิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ยิ้มเอ่ย “องค์หญิง ไม่แน่ว่าอาจมาไม่ถึงกำแพงเมือง อย่างไรเจ้าเมืองชางอวิ๋น ยังมีเฝิงเจิงกับเซียวเหมิงนำทัพด้วยตนเอง กองกำลังก็มีจำนวนมากกว่าอีกฝ่าย ไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ชาวเผ่ามั่วมาประชิดกำแพงเมืองผิงจิง”
ฉู่หลิงเอ่ยด้วยสีหน้าลำบากใจ “ไม่ได้นะ วันนี้ตั้งใจเชิญทุกคนมาชม หากไม่ได้ชมก็มากันเสียเปล่าแล้ว”
หว่านเฟิงท่าทางเหมือนกับเห็นใจคนพวกนั้น ตอนนี้เทียนฉี่ยังไม่หนาวสักเท่าไร แต่พอหลังพระอาทิตย์ตกดิน อุณหภูมิก็จะลดลง อยู่บนป้อมกำแพงเมืองทั้งวัน กินอาหารแบบพลทหาร สำหรับขุนนางสูงศักดิ์พวกนี้แล้วไม่ใช่เรื่องง่าย
“บางทีบทสรุปอาจตรงข้ามกับที่องค์หญิงคาดเดา” อาฮูหลู่กล่าวเยียบเย็น
ฉู่หลิงยิ้มเอ่ย “ใต้เท้าถึงกับมั่นใจในทหารม้าเผ่ามั่วเช่นนี้หรือ”
อาฮูหลู่เงียบไม่ตอบ เขาไม่ใช่คนที่มองการณ์ไม่กระจ่าง ย่อมรู้ว่าตอนนี้ทหารม้าเผ่ามั่วปะทะกับกองกำลังเทียนฉี่ เกรงว่าไม่มีโอกาสชนะสักเท่าไร แม้จะพยายามเต็มที่จนฝืนชนะได้ แต่จะมีประโยชน์อันใด นอกเสียจากว่าจะยึดครองเมืองผิงจิงได้อย่างรวดเร็ว ไม่เช่นนั้นไม่ว่าพวกเขาสังหารทหารกองกำลังรักษาพระองค์เทียนฉี่ได้เท่าไร ชาวเทียนฉี่ก็เสริมกำลังคืนมาได้อย่างรวดเร็ว
“เถียนอี้เซวียน!” เดิมไม่ได้รับคำสั่งของเขา กองทัพเผ่ามั่วไม่มีทางเคลื่อนไหวพลการ แต่ตอนนี้...ในเมื่อเคลื่อนไหว ย่อมเป็นเถียนอี้เซวียนที่หนีออกจากคุกไปทำอันใดให้ขุนพลทหารนำทัพเชื่อเขา อาฮูหลู่คิดถึงสิ่งของประจำตัวตนเองที่ถูกชาวเทียนฉี่ตรวจค้นและยึดไปได้ แต่...คนที่รู้เรื่องว่าชิ้นใดเคลื่อนกำลังทัพได้ และรู้กระบวนการเคลื่อนกำลังทัพทั้งหมดก็มีเพียงเถียนอี้เซวียน
“องค์หญิงจงใจปล่อยเถียนอี้เซวียนไป!” อาฮูหลู่กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบ