ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 761
ตอนที่ 496-1 กลับมา
ใต้เท้าสวี่มองคมดาบสะท้อนแสงวาวที่พาดอยู่บนลำคอตนเอง เป็นครั้งแรกในชีวิตที่รู้สึกได้ถึงความตายใกล้เข้ามา เขามองสาวน้อยชุดแดงตรงหน้าด้วยแววตาตกใจหวาดกลัวอย่างไม่อาจระงับ คล้ายว่ามองผีร้ายตนหนึ่ง
แม้ว่าองค์หญิงเสินโย่วได้ฉายาสาวงามอันดับหนึ่งเมืองผิงจิง แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รู้จักฉู่หลิงแท้จริง เพียงแค่ได้ยินคนที่เคยได้ยลรูปโฉมองค์หญิงเอ่ยถึงเท่านั้น ที่น่าประหลาดก็คือ ในเมืองผิงจิงบุคคลที่กุมอำนาจแท้จริงหรือคนที่มีโอกาสเข้าใกล้ฉู่หลิง ไม่ค่อยมีคนชื่นชมโฉมงานล้ำเลิศขององค์หญิงเสินโย่ว แน่นอนว่าไม่เพราะว่าพวกเขามีตาหามีแววไม่ แต่เพราะเทียบกับรูปโฉมองค์หญิงแล้ว บารมีอำนาจนางเด่นชัดสะกดผู้คนได้มากกว่า
ชนชั้นสูงศักดิ์ทรงอิทธิพลเมืองผิงจิงส่วนใหญ่เป็นบัณฑิตอ่อนแอ แม้มีขุนพลทหารวิทยายุทธ์สูงส่ง แต่ก็มีเงามืดในใจที่เคยพ่ายแพ้ให้ชาวเผ่ามั่ว ความแข็งแกร่งที่แสดงออกส่วนใหญ่ล้วนเป็นภาพเสแสร้งที่สร้างขึ้นก็แล้วไป แต่พวกเขากลับไม่รู้สึกว่าควรปรับปรุงหรือเพิ่มเติมสิ่งใด กลับกันยังชอบหญิงสาวอ่อนแออ่อนโยนยิ่งกว่าตอนอยู่เมืองเหนือ ฉู่หลิงเป็นหญิงสาวที่แข็งแกร่งเช่นนี้ย่อมไม่อยู่ในกรอบชื่นชมของสายตาพวกเขา กอปรกับคนส่วนใหญ่ถูกบารมีนางข่มมาก่อน จึงได้แต่หลบหลีก มีแต่ความหวาดกลัว ไหนเลยยังจะมีอารมณ์มาชื่นชมความงาม
กลับเป็นพวกนอกเผ่าที่มักจะหลงใหลรูปโฉมงดงามของฉู่หลิงจากใจได้ง่ายกว่า
“เจ้า...เจ้า...เจ้ามันผีร้าย!” ใต้เท้าสวี่จ้องมองฉู่หลิงอย่างตกใจหวาดกลัว อดส่งเสียงแหวดังไม่ได้
ฉู่หลิงยักไหล่มองไปทางหวนอวี้กับอวิ๋นซวี่อย่างไม่รู้สึกว่าทำอันใดผิด คุณชายหวนอวี้โบกมือให้นาง แสดงท่าทีว่าตนเองก็ไม่รู้ว่าหมายความเช่นไร
อวิ๋นซวี่พอเข้าใจได้ ส่งเสียงหัวเราะเอ่ยว่า “องค์หญิงโปรดอภัย ในสายตาใต้เท้าสวี่ หญิงสาวแข็งแกร่งเช่นองค์หญิง มันช่าง…ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเป็น ดังนั้น...”
ฉู่หลิงไร้วาจา ไม่ได้หมายความว่านางแสดงออกแข็งแกร่งเกินไปหรือ เช่นนั้นก็ไม่ควรดูหมิ่นผู้อื่นเช่นนี้ไหม หรือว่าสมองบัณฑิตกลวงเกินไป อวิ๋นซวี่เห็นสีหน้าแปลกประหลาดของฉู่หลิงแล้ว ก็ส่งเสียงไอเบาๆ ดังขึ้นเสียงหนึ่ง “ใต้เท้าสวี่ไม่ได้หมายความเช่นนี้ เขาเพียงแต่...กำลังแสดงอาการตกใจและหวาดกลัวของตนเองออกมาเท่านั้น”
ดังนั้นใต้เท้าสวี่ไม่ได้ว่าองค์หญิงเสินโย่วเป็นผี แต่รู้สึกว่าเขาราวกับเห็นผี
“ตามสบาย” ฉู่หลิงโบกมือ “ข้าเรียนมาน้อย ไม่เข้าใจสมองกลวงๆ ของบัณฑิตเช่นพวกท่าน มา ใต้เท้าสวี่ บอกข้าหน่อย วาจาก่อนหน้านี้ของคุณชายอวิ๋นหมายความว่าอย่างไร”
ในที่สุดใต้เท้าสวี่ก็ได้สติขึ้นมาบ้าง กลืนน้ำลายเอื้อกหนึ่งเอ่ยว่า “องค์หญิง องค์หญิงโปรดวินิจฉัยด้วย กระหม่อม...” ไม่ทันรอเขากล่าวจบ ดาบจันทราในมือฉู่หลิงก็กดลึกลงไปอีก คมดาบแหลมทำให้รู้สึกเจ็บปลาบลำคอที่มีศีรษะของเขาตั้งอยู่ ใต้เท้าสวี่พลันสมองขาวโพลน เอ่ยว่า “ข้า...ข้าพูด! ข้าพูด!”
ฉู่หลิงพยักหน้า เอ่ยอย่างอดทน “ว่ามา”
ใต้เท้าสวี่มองอวิ๋นซวี่ด้วยสีหน้าคับแค้นใจ เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าซีดขาวว่า “เป่ยจิ้น...ชาวเป่ยจิ้นส่งกองทัพใหญ่มาแล้ว อ้อมมา...ทางทะเลถึงเทียนฉี่ พวกเขาจะขึ้นท่าที่เจียวโจว ห่างจากเมืองผิงจิงม้าเร็วสองวันก็ถึง”
สีหน้าฉู่หลิงเคร่งเครียดทันที กล่าวน้ำเสียงเยียบเย็นว่า “ชาวเป่ยจิ้นไม่ถนัดทางน้ำ พวกเขามีกองทัพเรือจากไหน”
หากเพียงแค่กองทัพส่วนน้อย ย่อมนำทัพเรือแม่น้ำหลิงชางไปตั้งรับได้ แค่กองทัพเล็กๆ แค่นั้นคิดจะตีเมืองผิงจิง เกรงว่าคงเพ้อฝันไปสักหน่อย ตอนนี้ทหารม้าเผ่ามั่วไม่ใช่ในทหารม้าเผ่ามั่วในตอนนั้นแล้ว ได้ยินใต้เท้าสวี่เอ่ยเช่นนี้ สีหน้าคนอื่นพลันแปรเปลี่ยน แต่อวิ๋นซวี่กลับนับว่ามีท่าทีสงบนิ่งกว่า
“กล่าวเช่นนี้ ตั้งแต่เริ่มแรกพวกเจ้าก็คิดสวามิภักดิ์ชาวเป่ยจิ้นแล้วกระมัง”
ชนชั้นสูงศักดิ์ทรงอิทธิพลพวกนี้ก็มิได้โง่ ไปอยู่กับเป่ยจิ้นย่อมไม่ได้มีชีวิตอิสรเสรีดังอยู่กับเมืองผิงจิง
ใต้เท้าสวี่มองคมดาบฉู่หลิงทีหนึ่ง กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “เปล่า...เผ่ามั่วกองทัพจะประจำอยู่ละแวกเมืองเจียวโจวชั่วคราวก่อน ขอเพียงพวกเราส่งสัญญาณออกไป พวกเขาก็จะรีบสละเรือขึ้นบกตรงเข้ากวาดล้างเมืองผิงจิง ถึงตอนนั้นก็จะมีคนประสานงานด้านในและด้านนอก ไม่จำเป็นต้องยึดเทียนฉี่ทั้งหมด ขอเพียงยึดเมืองผิงจิงได้รวดเร็ว ทหารประจำแต่ละพื้นที่ย่อมกลับมาช่วยไม่ทันแล้ว จากนั้น...เป่ยจิ้นก็จะถือโอกาสเจรจากับเทียนฉี่ ถึงกับข่มขู่ให้เทียนฉี่ยกทัพไปล้อมตีเมืองชางอวิ๋น”
หวงจิ้งเซวียนแค่นเสียงฮึเสียงหนึ่ง “คิดได้สวยหรูดีแท้! คนพวกนี้เป็นดังหมาป่าจริงๆ มีแต่ความคิดจะครองเป็นใหญ่ ช่วยจวิ้นอ๋องหนานคังกบฏ ยังกระทำการดังนกสองหัว!”
ฉู่หลิงยิ้มบางเอ่ยว่า “คนเขาเรียกว่าปิดหน้าต่างก่อนฝนลง ก็นับว่าไม่เลว แต่...ข้าค่อนข้างอยากรู้ว่า หากจวิ้นอ๋องหนานคังกระทำการสำเร็จ ชาวเผ่ามั่วจะถอยกลับทางเหนือหรือ”
ใต้เท้าสวี่ส่ายหน้า “แม้...แม้จวิ้นอ๋องหนานคังกระทำการสำเร็จ กองทัพนั้นส่วนหนึ่งจะถอยกลับเป่ยจิ้น แต่ก็จะทิ้งส่วนหนึ่งเฝ้าประจำที่เจียวโจว นี่คือ...เงื่อนไขที่ชาวเป่ยจิ้นตกลงตอนจะช่วยจวิ้นอ๋องหนานคัง”
ทุกคนต่างไร้วาจา จวิ้นอ๋องหนานคังสมองมีปัญหาหรือไม่ คิดอยากเป็นฮ่องเต้จนเสียสติหรือ เมืองผิงจิงห่างจากเจียวโจวระยะทางเพียงเดินทางสองวัน ไม่มีแม่น้ำหลิงชางกั้นกลาง สถานที่เช่นนี้ปล่อยให้ชาวเผ่ามั่วเข้ามาตั้งฐานกำลัง เหตุใดไม่มอบเมืองผิงจิงให้ชาวเผ่ามั่วไปเสียเลย
คุณชายหวนอวี้เงยหน้ามองท้องฟ้า กล่าวงึมงำว่า “ไม่รู้ชาวเผ่ามั่วกำลังแอบหัวเราะเยาะราชสำนักพวกเราหรือไม่” ชาวเทียนฉี่สมองมีปัญหา
ใต้เท้าสวี่มองทุกคน แม้แต่ใต้เท้าจูที่ดูเงียบมาตลอดก็มีสีหน้าไม่ดีนัก ในใจใต้เท้าสวี่อดสั่นเทาไม่ได้ ไหนเลยที่เขาจะไม่รู้ว่าเรื่องที่ตนเองกระทำนั้นหากเผยแพร่ออกไป จะต้องถูกประหารทั้งตระกูล แต่เขาจะทำฃอย่างไรได้ เรือบางลำขึ้นแล้วก็อย่าได้คิดลงง่ายๆ ตระกูลเขาอีกทั้งตระกูลขุนนางเก่าแก่เหล่านั้นเพิ่งจะฝ่าฟันขึ้นมาใหม่ นอกจากวิ่งตามม้าจ่าฝูงแล้วพวกเขาจะทำอย่างไรได้
“องค์หญิง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้า!” ใต้เท้าสวี่อดเอ่ยปฏิเสธไม่ได้ “ล้วนเป็นความคิดพวกเขา กระหม่อม...กระหม่อมเพียงแต่ทำงานตามคำสั่งเท่านั้น!”
หวงจิ้งเซวียนยิ้มเยียบเย็น “ทำงานตามคำสั่งผู้ใด ฝ่าบาทพระองค์ใดหรือ คล้ายว่าราชสำนักกับฝ่าบาทเทียนฉี่เป็นผู้จ่ายเบี้ยหวัดให้เจ้ากระมัง”
ใต้เท้าสวี่ปิดปากเงียบ ในใจรู้สึกเพียงว่าหวงจิ้งเซวียนช่างไร้เดียงสา ชายหนุ่มที่เติบโตมาท่ามกลางตระกูลร่ำรวยเงินทอง ถูกตระกูลปกป้องมาแต่เล็กจะเข้าใจความยากลำบากต้องดิ้นรนของผู้อื่นได้อย่างไร
ฉู่หลิงยังคิดถามต่อ แต่เห็นซั่งกวนอวิ่นหรูเดินเข้ามาอย่างรีบร้อน “องค์หญิง! ไม่ได้การแล้ว!”
ฉู่หลิงสองวันนี้ยุ่งจนหัวแทบระเบิด ยามนี้มองท่าทางตกใจของซั่งกวนอวิ่นหรูด้วยท่าทางสงบนิ่ง ไม่ได้มีท่าทีร้อนใจอันใดเพียง แต่ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “เกิดเรื่องอันใดขึ้น”
ซั่งกวนอวิ่นหรูเอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้มีคนปล้นคุก ประมุขตระกูลชุยกับเถียนอี้เซวียนหนีไปแล้ว!”
“ปล้นคุก!” หวงจิ้งเซวียนกับหวนอวี้อดตกใจสะดุ้งไม่ได้ หวนอวี้กล่าวไม่พอใจนักว่า “ทหารเฝ้าประตูคุกหลวงกินอันใดกัน ถึงกับปล่อยให้คนปล้นคนจากคุกหลวงไปได้”
ซั่งกวนอวิ่นหรูกระตุมมุมปาก มองฉู่หลิงเอ่ยว่า “เอิ่ม...ก็ไม่นับว่าบุกเข้ามา มีคนถือของแทนสัญลักษณ์ของจวนองค์หญิงไปคุกหลวง คิดนำตัวคนพวกนั้นออกไป ก่อนออกไป ก็พอดีได้พบกับคุณชายเซี่ยจวนเซี่ยงกั๋วกง คุณชายเซี่ยจำของสัญลักษณ์ได้ว่าเป็นของปลอม จากนั้น...คนอื่นก็ถูกจับตัวไว้ได้ ยกเว้นประมุขตระกูลชุยและเถียนอี้เซวียนที่ถูกช่วยออกไปได้” คิดแล้วซั่งกวนอวิ่นหรูก็ยังสำทับอีกประโยคว่า “ขุนพลเซียวได้นำคนไปค้นหาทั่วทั้งเมืองหลวงแล้ว”
ฉู่หลิงโบกมือ “เกรงว่าคงหาไม่พบ หากบารมีอิทธิพลตระกูลขุนนางเก่าแก่ยังไม่ถอนรากจากเมืองหลวง พวกเขาคิดซ่อนตัวอยู่ในเมืองผิงจิงย่อมไม่ใช่เรื่องยาก น้องเยว่ถิงไปอยู่ในคุกได้อย่างไร ไม่ได้รับบาดเจ็บใช่ไหม”
ซั่งกวนอวิ่นหรูส่ายหน้า “เซี่ยงกั๋วกงบอกว่าหลายปีมานี้คุณชายเซี่ยควรจะเข้าสู่วงการขุนนางได้แล้ว ระยะนี้ในเมืองผิงจิงวุ่นวายมาก จึงได้ให้คุณชายเซี่ยมาช่วยงานใต้เท้าเส้าก่อน ตอนนั้นคนมาก จึงไม่ได้รับบาดเจ็บ”
ฉู่หลิงพยักหน้า เรื่องนี้ท่านลุงไม่ได้บอกนาง คิดว่าคงไม่อยากรบกวนนาง “ไม่เป็นไรก็ดี”
หันหน้ามองไปทางใต้เท้าสวี่ที่สีหน้าซีดเผือดอยู่ข้างๆ ฉู่หลิงส่งเสียงหัวเราะถามขึ้นว่า “ใต้เท้าสวี่ ท่านจะลองคาดเดาสักหน่อยไหมว่า เถียนอี้เซวียนกับประมุขตระกูลชุยจะหนีไปที่ใด”
ใต้เท้าสวี่มิกล้าเอ่ยอันใด อวิ๋นซวี่เอ่ยต่อว่า “เจียวโจวหรือว่าข้ามแม่น้ำ”
หวงจิ้งเซวียนเอ่ยว่า “ข้าน้อยจะรีบนำคนไปแจ้งให้ปิดเส้นทางข้ามฟากแม่น้ำหลิงชางกับเส้นทางไปเจียวโจว” ในเมื่อหนีไปแล้วก็ย่อมต้องจัดการในสถานะคนขายชาติแล้ว
ฉู่หลิงส่ายหน้า “แม่น้ำหลิงชางทอดตัวยาวพันลี้ ไม่อาจปิดกั้นได้จริง ส่วนเจียวโจว...ไม่ต้องแล้ว ปล่อยพวกเขาไป”
“องค์หญิง” หวงจิ้งเซวียนมองนางอย่างไม่เข้าใจ อวิ๋นซวี่เลิกคิ้ว “องค์หญิงคิดกำจัดชาวเผ่ามั่วพวกนั้นหรือ”
ฉู่หลิงมองใต้เท้าสวี่ “ก็ต้องดูว่า...ครั้งนี้ทั่วป๋าเหลียงแท้จริงส่งกองทัพมาเท่าไร แต่...ข้าเดาว่าเพียงแค่ตีเมืองผิงจิง น่าจะไม่มากนักกระมัง หากมากเกินไป ทัพเผ่ามั่วน่าจะจัดสรรไม่ไหว หืม ใต้เท้าสวี่ เจ้าลองบอกมาหน่อยไหมว่าน่าจะมีคนเท่าไร”
ใต้เท้าสวี่เอ่ยตะกุกตะกัก “สะ สามหมื่น!”
“กองทัพสามหมื่นก็คิดตีเมืองผิงจิง!” หวงจิ้งเซวียนแค่นเสียงฮึขึ้นจมูก พร้อมกับโทสะคุกรุ่น ดูแคลนชาวเทียนฉี่มากไปหน่อยแล้วกระมัง
ฉู่หลิงกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ตอนนั้นชาวเผ่ามั่วยึดเมืองเหนือและทั่วแผ่นดินทางเหนือไม่ได้ใช้กองทัพมากมายอันใด ยิ่งไปกว่านั้น ตามแผนการเดิมของพวกเขา...ชาวเผ่ามั่วพลันบุกโจมตี ก็จะมีคนรอรับในและนอกเมือง ทหารประจำแต่ละจุดก็จะมาช่วยเหลือไม่ทัน ยึดเมืองผิงจิงไม่ใช่เรื่องยากอันใด”