ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 762
ตอนที่ 496-2 กลับมา
เมืองผิงจิงไม่ได้ป้องกันตนเองได้ดีเหมือนเมืองเหนือ อวิ๋นซวี่ยิ้มบางพลางเอ่ยว่า “องค์หญิงใจกล้าจริง กระหม่อมเลื่อมใส” เงียบไปครู่หนึ่ง ก็เอ่ยอีกว่า “ฮ่องเต้เป่ยจิ้นใจกล้าดังคาด คิดกินคำโต มิน่าอดีตฮ่องเต้เป่ยจิ้นมีบุตรชายมากมาย สุดท้ายกลับปล่อยให้เขาขึ้นครองราชย์ได้” แต่บางครั้ง กินคำโตเกินไปก็อาจทำให้ตนเองท้องแตกตายได้
ฉู่หลิงยิ้มเล็กน้อยเอ่ยว่า “ข้าเองก็ชื่นชมความคิดฮ่องเต้เป่ยจิ้นที่คิดจะเขมือบเทียนฉี่ ทว่ายังจัดการซีฉินกับเมืองชางอวิ๋นไม่ได้ก็มายุ่งเรื่องเทียนฉี่ ใจร้อนเกินไปสักหน่อยแล้วจริงๆ”
หยิบยืมวาจาชาวบ้านมากล่าวก็คือ ก้าวเท้ากว้างเกินไป อาจกระชากโดนอัณฑะตนเองได้
อวิ๋นซวี่นึกอยากรู้อยู่บ้าง “หากเป็นองค์หญิงจะทำเช่นไร”
ฉู่หลิงเท้าคางครุ่นคิดครู่หนึ่ง “จัดการปลอบประโลมเทียนฉี่ให้เรียบร้อยก่อน ยามจำเป็นค่อยมอบผลประโยชน์ให้คนที่ยอมสยบให้บ้างก็ไม่เป็นไร จากนั้นก็สร้างกลุ่มอำนาจในซีฉิน กำจัดฉินซู ร่วมมือกับซีฉินโจมตีเมืองชางอวิ๋น ชาวเป่ยจิ้นช่างไม่เห็นซีฉินอยู่ในสายตา ยึดครองซีฉินมานานหลายปี มองผู้ปกครองและขุนนางซีฉินเป็นดังทาสที่เรียกใช้เมื่อใดก็ได้ ถึงกับไม่แม้แต่จะสร้างคนตนเองในซีฉินขึ้นมา ฉินซูกลับถึงซีฉิน จัดการขุนพลทหารเป่ยจิ้นที่ประจำซีฉินทิ้งได้ก็กุมอำนาจปกครองได้แล้ว การควบคุมซีฉินของเป่ยจิ้น ล่มสลายลงในทันที”
ส่วนพวกในราชสำนักซีฉินที่เอาเรื่องฉินซูเพราะเห็นแก่ตนเอง ก็แค่พวกไร้ความหมาย ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง
ครั้งนี้อวิ๋นซวี่ไม่ได้กล่าวอันใด เพียงแต่ประสานมือให้ฉู่หลิง
หวงจิ้งเซวียนยกเท้าถีบใส่ใต้เท้าสวี่บนพื้นทีหนึ่ง ถามขึ้นว่า “องค์หญิง จัดการเขาอย่างไร”
ฉู่หลิงกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ส่งไปขังคุกก่อน ให้คนถ่ายทอดคำสั่งให้ขุนพลทหารเฝ้าคุกหลวง ก่อนหน้าที่ข้าจะไปเยือนด้วยตนเอง นักโทษในคุกมีแต่เข้าไม่มีออก หากเกิดปัญหาอีก ให้เขาพิจารณาตนเอง”
“พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง!”
ค่ำคืนสงัดในจวนองค์หญิง ฉู่หลิงตื่นขึ้นจากฝัน มองไปทางข้างเตียงอย่างระแวดระวังพร้อมกับยิงลำแสงสีเงินจากมือไปในความมืด มีมือหนึ่งยื่นออกมาคว้ามีดสั้นในมือนางไว้
ฉู่หลิงนิ่งอึ้งเล็ก ในใจสะดุ้ง แต่ไม่ทันได้สติคืนมาก็มีเสียงเรียกเบาๆ “อาหลิง”
“จวินอู๋ฮวน” ฉู่หลิงลุกขึ้นนั่งบนเตียง ก่อนจะตกเข้าสู่อ้อมกอดที่ยังคงมีกระแสไอเย็นเล็กน้อย ท่ามกลางความมืด คนหนึ่งกำลังกอดนางไว้พลางเอ่ยกระซิบแผ่วเบาๆ “อาหลิง”
สะบัดนิ้วส่งลมแหวกอากาศ พริบตาถัดมา แท่งเทียนบนเชิงเทียนในห้องไม่ไกลนักก็สว่างวาบขึ้น เริ่มแผดเผาขึ้นช้าๆ เดิมห้องที่มืดสลัวก็พลันมีแสงสว่างขึ้นมาทันที ฉู่หลิงเงยหน้ามองก็เห็นจวินอู๋ฮวนที่สีหน้ายังคงซีดขาว ตามร่างกายยังคงมีกระแสไอเย็น ถึงกับผมก็ยังมีความเปียกชื้น เห็นชัดว่าเร่งเดินทางยามค่ำคืนฝ่าหมอกน้ำค้างมา
“เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” ฉู่หลิงมองเขาอย่างแปลกใจ
จวินอู๋ฮวนยิ้มเอ่ย “เหตุใด อาหลิงไม่อยากพบข้าหรือ”
ฉู่หลิงตีเขาอย่างไม่พอใจ “พูดจาดีๆ ในเวลานี้เจ้าไม่อยู่เมืองชางอวิ๋น แล่นมาที่นี่ทำอันใด” จวินอู๋ฮวนมองนาง พลางเอ่ยขึ้นเบาๆ ว่า “ข้าเป็นห่วงอาหลิง ตาแก่มาไม่ถึงเสียที ข้าจึงได้มาก่อน”
ฉู่หลิงนิ่งอึ้ง รู้สึกถึงความอบอุ่นกำซาบซ่านปกคลุมจิตใจ พร้อมกับความรู้สึกปวดใจเล็กน้อย คล้ายว่าเต้นเร็วกว่าปกติมาก ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
“เมืองผิงจิงจะมีอันตรายอันใดได้ เจ้าแล่นมาเมืองผิงจิง...ใช้เวลากี่วัน”
จวินอู๋ฮวนหัวเราะ “สี่วัน”
ฉู่หลิงเล็กน้อยเลิกคิ้ว “พูดความจริง”
จวินอู๋ฮวนคิดแล้วก็ “สองวัน”
“เจ้า!” ฉู่หลิงกัดฟัน ไม่ต้องถาม นางก็รู้ว่าจวินอู๋ฮวนมาได้อย่างไร มาจากหลังเขาเมืองชางอวิ๋นข้ามแม่น้ำหลิงชาง พอข้ามแม่น้ำก็ขี่ม้าเร็วทะยานมาไม่หยุดเปลี่ยนม้า ม้าเร็ววิ่งทะยานสองวันก็มาถึงเมืองผิงจิงได้จริง แต่การเร่งเดินทางเช่นนี้ ไม่เอ่ยถึงว่าต้องเสียสละม้าไปมากมายเท่าไร แต่ตัวคนเองก็ต้องทนแทบรับไม่ไหว นางยื่นมือไปคว้าข้อมือจวินอู๋ฮวน จากนั้นสีหน้าฉู่หลิงก็ย่ำแย่ขึ้นมาทันที
“จวิน อู๋ ฮวน! แท้จริงเจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้ากำลังทำอันใด เจ้าเร่งเดินทางมาเช่นนี้ หรืออยากกลับไปเป็นแบบเดิม...เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้วก็ให้รีบบอกมา ข้าจะทำให้เจ้าได้สมหวัง!”
แม้นางไม่เชี่ยวชาญวิชาการแพทย์แต่มองสภาพจวินอู๋ฮวนตอนนี้ออก
จวินอู๋ฮวนโอบกอดนางเอาไว้ เกยคางที่หัวไหล่นาง ถอนหายใจเบาๆ อย่างเหนื่อยล้า “อาหลิง อย่าโมโหเลย”
“...”
ฉู่หลิงเงียบงัน นางไม่ค่อยได้โมโหจริงๆ แต่ครั้งนี้จวินอู๋ฮวนทำให้นางโมโหมาก จวินอู๋ฮวนเองไม่ค่อยใส่ใจสุขภาพตนเอง เห็นเขาเช่นนี้ก็รู้ว่าเขาขี่ม้าเร่งเดินทางมาเพียงผู้เดียว เขาไม่กลัวอาการกำเริบระหว่างทางหรือ ถึงตอนนั้นจะเรียกหาผู้ใดช่วยก็ไม่มีผู้ใดได้ยินไหม
จวินอู๋ฮวนเอ่ยน้ำเสียงอ่อนเพลียแผ่วเบาว่า “สองวันก่อนข้าฝัน”
ฉู่หลิงนิ่งอึ้ง ฟังจวินอู๋ฮวนเล่าต่อ “ข้าฝันเห็น...อาหลิงคนเดียว เดินอยู่กลางพื้นที่เวิ้งว้างด้านหน้า เอาแต่เดินหน้าไปท่ามกลางรอบด้านที่ไม่มีอันใดทั้งสิ้น คล้ายว่าข้าไม่มีตัวตน ไม่ว่าข้าจะเรียกอย่างไร อาหลิงก็ไม่ได้ยิน เอาแต่เดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ...เหมือนว่าจะไม่กลับมาอีกแล้ว”
ฉู่หลิงจนใจไร้วาจาจะกล่าวแต่ใจยังคงอ่อนยวบ เอ่ยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “เพียงแค่ความฝันเท่านั้น ข้าจะมีเรื่องอันใดได้”
จวินอู๋ฮวนเอ่ยว่า “ข้าไม่วางใจ”
ฉู่หลิงกอดเขาไว้พลางเอ่ยว่า “เช่นนั้นทำอย่างไรดี ข้าทางนี้ไม่อาจจัดการเสร็จในเวลาอันสั้น เจ้าก็คงไม่อาจอยู่กับข้าที่นี่ตลอดไปกระมัง เจ้าไม่อยู่เมืองชางอวิ๋นแล้วซู่เหอหมิงกวง...”
จวินอู๋ฮวนเอ่ยว่า “ไม่ต้องเป็นห่วง เจียงจี้สือกลับมาแล้ว และ...ฉินซูอยู่เมืองชางอวิ๋น”
“...”
ฉินซูอยู่เมืองชางอวิ๋น เจ้าก็กลับออกมาจากเมืองชางอวิ๋น ใจกล้าจริง ไม่กลัวฉินซูถือโอกาสฮุบเมืองชางอวิ๋นหรือ
จวินอู๋ฮวนยิ้มเอ่ย “แม้ฉินซูฮุบเมืองชางอวิ๋น ข้าก็มาสวามิภักดิ์อาหลิงได้ ไม่ใช่ว่ายังมีกองกำลังจิ้งเป่ยของอาหลิงหรือ ข้าเป็นรองแม่ทัพให้เจ้า”
ฉู่หลิงนิ่งอึ้งไร้วาจา เขาถึงกับรู้วาจาในใจนางหรือ ได้แต่ก้มหน้าลงหรี่ตามองจวินอู๋ฮวน “ข้าใช้งานเจ้าเมืองชางอวิ๋นที่ร้ายกาจเพียงนี้เป็นรองแม่ทัพไม่ไหว”
จวินอู๋ฮวนเอ่ยทันทีว่า “ข้ายินดีเป็นรองแม่ทัพให้อาหลิง”
“เหนื่อยก็นอนพักเสีย อย่าฝืนทนต่อ มีเรื่องอันใด พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”
อย่างไรจวินอู๋ฮวนคงไม่อาจทิ้งเมืองชางอวิ๋นโดยไม่สนใจดูแลจริงกระมัง นางเป็นห่วงสุขภาพจวินอู๋ฮวนมากกว่าความปลอดภัยเมืองชางอวิ๋น ในเมื่อจวินอู๋ฮวนกล้ามา ย่อมต้องจัดการเมืองชางอวิ๋นเรียบร้อยแล้ว
จวินอู๋ฮวนกล่าวเบาๆว่า “เหนื่อยอยู่บ้าง แต่...ก่อนเข้านอนคงต้องจัดการคนพวกนี้ทิ้งเสียก่อน!”กล่าวไม่ทันขาดคำก็เห็นลำแสงเยียบเย็นพุ่งออกมาจากมือจวินอู๋ฮวน ทะลุผ่านกำบังลมและประตูออกไปยังลานด้านนอก ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงร้องก่อนเสียงของหนักร่วงหล่น ฉู่หลิงสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย กุมดาบจันทราอยู่ในมือแล้ว นางได้ยินเสียงเคลื่อนไหวด้านนอก เห็นชัดว่าไม่ได้มาแค่คนเดียว
องครักษ์จวนองค์หญิงไม่น้อย แม้ว่าสองวันนี้เซียวเหมิงไม่ได้อยู่จวน แต่เฝิงซือเป่ยกับหวนอวี้ก็อยู่จวน คนพวกนี้ถึงกับมาดักซุ่มอยู่ลานด้านนอกห้องของนางอย่างไม่มีผู้ใดพบเห็นได้ เห็นได้ชัดว่าเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่ง
จวินอู๋ฮวนผลักฉู่หลิง แล้วผลักประตูเดินออกไป ในลานค่ำคืนสลัว ไม่รู้ว่ามีคนห้าหกคนมายืนอยู่เมื่อใด บนพื้นไม่ไกลนัก มีคนหนึ่งถูกอาวุธลับปักกลางหน้าผาก สองตายังเบิกโพลงสิ้นลมไปแล้ว
“จวนองค์หญิงเสินโย่วมียอดฝีมือมากมายดังคาด” หญิงผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเสียงแหบพร่า
ชายอีกผู้หนึ่งเสียงแหลมดังขึ้นข้างๆ “ได้ยินว่าองค์หญิงเสินโย่วรักปักใจต่ออดีตราชบุตรเขย ตอนนี้ดูท่าไม่น่าจะจริง นี่มิใช่ว่าลักลอบพบชายหนุ่มในค่ำคืนดึกดื่นเที่ยงคืนในจวนตนเองหรือ น่าสงสารคุณชายฉางหลีจริง...”
จวินอู๋ฮวนส่งเสียงไอเบาๆ ดังขึ้นเสียงหนึ่ง กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “เพิ่งเข้ามาก็พบพวกเจ้าแล้ว ใจกล้าไม่น้อย กล้ามาสืบข่าวในจวนองค์หญิง”
ชายชุดดำร่างเตี้ยผู้หนึ่งยืนอยู่ห่างจากพวกเขาไกลที่สุด ค่อยๆ ยิ้มเอ่ย “พวกเราไม่ได้มาสืบข่าวจวนองค์หญิง”
พวกเขามาเพื่อชีวิตองค์หญิงเสินโย่ว!
ฉู่หลิงนึกอยากรู้อยู่บ้าง “ชีวิตข้ามีค่าเท่าใดหรือ”
เสียงสตรีเอ่ยขึ้นก่อนว่า “ชีวิตองค์หญิงเสินโย่วย่อมมีค่าดังทองคำ ขอเพียงสังหารท่านได้...ก็จะได้ทองคำล้านตำลึง”
ฉู่หลิงอดกระตุกมุมปากไม่ได้ “พวกเจ้าโง่เง่าหรือ”
บนใบหน้าหญิงที่เอ่ยคลุมผ้าปิดหน้าไว้ เผยเพียงแววตาเย็นเยียบ ได้ยินคำพูดฉู่หลิง สายตาก็พลันยิ่งทวีความเย็นเยียบดุร้าย คล้ายแอบซ่อนงูพิษเอาไว้ท่ามกลางค่ำคืนมืดมิด “เจ้าว่าอันใด!”
ฉู่หลิงส่งเสียงหัวเราะขึ้นเบาๆ “ตอนนั้นคุณชายฉางหลีได้ชื่อว่าคหบดีอันดับหนึ่งในใต้หล้า พวกเจ้าไม่สู้ไปถามเขา ว่าเขาหาทองคำล้านตำลึงมาได้หรือไม่”
คนเหล่านี้คิดว่าทองคำคือก้อนหินหรือ ล้านตำลึงทองก็คือสิบล้านตำลึงเงิน แม้ทั้งร้านค้าหลิงเซียวในตอนนี้ก็นำเงินก้อนเท่านี้ออกมากองไม่ได้ นอกเสียจากว่าขายกิจการทั้งหมดในมือทิ้ง ฉู่หลิงนึกอยากรู้จริงว่า ผู้ใดจ่ายเงินทองมากมายเพียงนี้เพื่อชีวิตนางได้ ย่อมไม่ใช่ทั่วป๋าเหลียง ทั่วป๋าเหลียงเลี้ยงดูกลุ่มนักฆ่าไว้กลุ่มหนึ่ง เขาคงต้องเสียสติไปแล้วหากจะเชิญนักฆ่ามาด้วยเงินทองมากมายเช่นนี้ อ้อ หากทั่วป๋าเหลียงไม่แตะต้องเงินคลังแผ่นดิน เขาก็ไม่มีเงินมากมายเพียงนั้น
ชายชุดดำไม่หวั่นไหวไปกับคำพูดนี้ กล่าวน้ำเสียงเยียบเย็นว่า “เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องให้องค์หญิงมาเป็นห่วง”
ฉู่หลิงยักไหล่ นางเองก็ไม่คิดเป็นห่วง อย่างไรก็มิใช่เงินของนาง...ไม่สิ! ฉู่หลิงพลันแววตาส่องประกาย หันหน้าไปมองจวินอู๋ฮวน จวินอู๋ฮวนไม่เข้าใจ “อาหลิง เป็นอันใดหรือ”
ฉู่หลิงถามขึ้นว่า “ขาดแคลนเงินทองไหม”
“ขาด!” จวินอู๋ฮวนตอบได้เสียงดังฟังชัดยิ่ง เพราะว่าเขาขาดแคลนเงินทองจริงๆ คนต้องเลี้ยงทั้งกองทัพไม่มีผู้ใดไม่ขาดแคลนเงินทอง พื้นที่เมืองชางอวิ๋นก็ยังไม่ใช่พื้นที่เล็กๆ จวินอู๋ฮวนไม่อยากเพิ่มภาระให้ชาวบ้าน ดังนั้นย่อมขาดแคลนเงินทอง
ฉู่หลิงชี้ไปที่คนตรงข้าม ยิ้มเอ่ย “พวกเขามีเงิน” อย่างน้อยพวกเขาก็มีเส้นสายการเงิน ท้องฟ้าไร้จันทรา สายลมพัดแรง พอดีเหมาะกับการปฏิบัติการชั่วโต้ชั่วกลับ
“บังอาจ!” ชายชุดดำหลายคนไหนเลยจะยังไม่เข้าใจความหมายของฉู่หลิง องค์หญิงเสินโย่วเห็นพวกเขาเป็นแพะอวบอ้วนรอสังเวยหรือ คิดจริงหรือว่าพวกเขาจะเป็นสวะที่ต้องพ่ายแพ้ให้กับองค์หญิงเสินโย่ว
ชายชุดดำหลายคนพุ่งเข้าใส่ทั้งสองคนอย่างไม่เกรงใจ