ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 757
ตอนที่ 494-1 คุกเข่าขอร้อง
เฝิงซือเป่ยที่ตามหลังฉู่หลิงมาอดหันไปมองหน้าประตูวังทีหนึ่งไม่ได้ กลุ่มคนยังคงอยู่ จึงเอ่ยถามขึ้นว่า “องค์หญิงจะทรงทำเช่นนี้จริงหรือ”
ฉู่หลิงหันหน้าไปมองเขาพร้อมถามขึ้นว่า “ไม่เช่นนั้น เจ้าคิดว่าควรทำเยี่ยงไร”
เฝิงซือเป่ยส่ายหน้าทันที แม้แต่องค์หญิงยังไม่รู้จะทำอย่างไร เขาก็ยิ่งไม่รู้เช่นกัน เขาเป็นเพียงแค่ขุนพลทหารเล็กๆ คนหนึ่ง ที่สนใจก็มีแต่เรื่องราวบนสนามรบ เขาไม่ถนัดสนใจเรื่องราวในแวดวงขุนนาง
ฉู่หลิงยิ้มเอ่ย “หากมีคนอุดหูตนเองไว้ เช่นนั้นไม่ว่าเจ้าพูดอันใดก็ไร้ประโยชน์ แต่บนโลกใบนี้ก็มีคนสังหารได้ และบางคน...ที่สังหารไม่ได้”
เฝิงซือเป่ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง “องค์หญิงหมายความว่า ประมุขตระกูลขุนนางเก่าแก่ในคุกพวกนั้นสังหารได้ ขุนนางใหญ่เหล่านี้สังหารไม่ได้หรือ”
เข้าใจสลับกันหรือไม่ เขาล้วนรู้จักบรรดาคนที่คุกเข่าอยู่หน้าประตูวังพวกนั้น ตำแหน่งขุนนางไม่นับว่าสูงมาก บารมีอิทธิพลตระกูลก็ไม่มาก ถึงกับมีสองคนเป็นเพียงขุนนางจากตระกูลยากจน แต่เบื้องหลังประมุขตระกูลขุนนางเก่าแก่พวกนั้นกลับมีสายสัมพันธ์ซับซ้อนหลายฝ่าย แตะต้องโดนหนึ่งก็เท่ากับแตะต้องทั้งหมด
ฉู่หลิงพยักหน้ายิ้มเอ่ย “เจ้านี่สอนได้เหมือนกันนะ เข้าใจเร็วกว่าบิดาเจ้า”
แม้ว่าถูกชม แต่เฝิงซือเป่ยกลับร้อนตัว “องค์หญิง กระหม่อมไม่ค่อยเข้าใจ”
ฉู่หลิงถอนหายใจเบาๆ “ก็คือว่าบางครั้งเมื่อถึงก้าวที่ไม่อาจเลือกทางอื่น เห็นอยู่ว่าไม่อาจกระทำแต่ก็ต้องกระทำ แต่ชีวิตคนเราตั้งอยู่ระหว่างฟ้าดิน ส่วนใหญ่ล้วนต้องแยกแยะให้กระจ่างว่าอันใดควรกระทำ อันใดไม่ควรกระทำ ตาแก่พวกนั้นหาเรื่องน่ารำคาญใจ ตั้งใจดีแต่ทำเรื่องเสีย จุดยืนความคิดแตกต่างหรืออาจมีความคิดเพื่อตนเอง แต่ขอเพียงไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตาย ไม่เกี่ยวข้องกับอันตรายของแผ่นดิน ก็ไม่อาจลงดาบพวกเขาตามอำเภอใจ ไม่ใช่เพราะคำนึงถึงเรื่องชื่อเสียง แต่เพราะว่าความผิดพวกเขาไม่สมควรตายจริงๆ แต่พวกที่ถูกขังอยู่ในคุกพวกนั้น กลับไม่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ แม้ตอนนี้พวกเขาไม่ได้หาเรื่องยุ่งยากให้ข้า และถึงกับยอมอ่อนข้อ แต่สังหารพวกเขาทิ้ง ก็ไม่รู้สึกผิด”
เฝิงซือเป่ยนึกอยากรู้อยู่บ้าง “เช่นนั้นสถานการณ์ใดองค์หญิงถึงจะสังหารขุนนางใหญ่เหล่านั้น”
เฝิงซือเป่ยไม่ได้คิดสังหารขุนนางใหญ่เหล่านั้น เขาเพียงแค่อยากรู้เท่านั้น
ฉู่หลิงหลุบตากล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “หากมีวันหนึ่ง กองทัพประชิดเมืองแล้วพวกเขายังกล้ามาคุกเข่าหน้าประตูวังเช่นตอนนี้ ข้าก็จะตัดศีรษะพวกเขาทันที”
ฉู่หลิงสบสายตาประหลาดใจของเฝิงซือเป่ยแล้วก็ยิ้มเอ่ยต่อว่า “นี่คือสิ่งที่เรียกว่าต้องกระทำ”
“ปล่อยไปเช่นนี้...จะไม่เกิดเรื่องหรือ ตาแก่พวกนั้นน่าจะเป็นคนดื้อรั้นมาก” เฝิงซือเป่ยกล่าว
ฉู่หลิงตอบด้วยท่าทางสงบนิ่งว่า “ข้าไม่สังหารพวกเขา ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะรับผิดชอบชีวิตพวกเขา”
เฝิงซือเป่ยมองแผ่นหลังฉู่หลิงที่เดินอยู่หน้าตนเองแล้วพลันเข้าใจ องค์หญิงไม่กลัวขุนนางใหญ่พวกนั้นเกิดเรื่องทำให้ชื่อเสียงตนเองเสียหาย นางเพียงแค่ไม่คิดเล็กคิดน้อยกับการกระทำของพวกเขาเท่านั้น
“องค์หญิงเป็นคนดี” เฝิงซือเป่ยก้าวตามหลังฉู่หลิง อดกล่าวชมไม่ได้
ฉู่หลิงได้ยินดังนี้ก็อดหัวเราะไม่ได้ เอ่ยน้ำเสียงเยาะเล็กน้อย “ชีวิตคนที่ต้องจบสิ้นในมือคนดีเช่นข้า เกรงว่าน่าจะมากกว่าในมือคนชั่วบนโลกใบนี้มาก”
เฝิงซือเป่ยเองก็ไม่สนใจ “องค์หญิงไม่ได้บอกว่าวิญญูชนมีสิ่งที่ควรกระทำและสิ่งไม่ควรกระทำหรือ”
“องค์หญิงเสินโย่ว!” เพิ่งจะเลี้ยวพ้นหัวมุมถนน ก็มีคนมาขวางหน้าพวกเขา ฉู่หลิงมองประเมินกลุ่มคนที่มาขวางทางอย่างแปลกใจ ผู้ที่นำมาคือชายหนุ่มสองคนกับกลุ่มผู้หญิง นอกจากชายหนุ่มสองคน ที่เหลือล้วนสีหน้าอิดโรยขอบตาแดงก่ำ
ฉู่หลิงเลิกคิ้วเล็กน้อยถามว่า “ฮูหยินเหยียน ฮูหยินชุย ฮูหยินซุน และทุกท่าน...มีเรื่องอันใดหรือ” คนที่มาขวางหน้านางไม่ใช่ผู้ใด แต่เป็นครอบครัวของบรรดาตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่ถูกนางจับไปขังไว้ นอกจากงานเทศกาล ฉู่หลิงไม่ค่อยออกร่วมงานเลี้ยงเมืองผิงจิงมากนัก จึงแค่คุ้นหน้าคุ้นตากับคนเหล่านี้เท่านั้น กับชายหนุ่มสองคนยิ่งแปลกหน้า
เฝิงซือเป่ยยืนข้างฉู่หลิงเอ่ยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “สองท่านนั้นคือชุยฉุนซิ่นบุตรชายคนโตตระกูลชุยกับเมิ่งเส้าอู้บุตรชายคนรองแม่ทัพเฟิ่นอู่”
ฉู่หลิงเล็กน้อยเลิกคิ้ว “แม่ทัพเฟิ่นอู่หรือ”
“แม่ทัพเฟิ่นอู่มีสายสัมพันธ์ผ่านการแต่งงานกับตระกูลชุย ครั้งนี้ก็ถูกจับกุม”
ฉู่หลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวอย่างไม่พอใจว่า “เฝิงเจิงทำอันใดกัน เหตุใดคนเหล่านี้จึงออกมาเดินอยู่ข้างนอกได้” ในเมื่อร่วมขบวนการก่อกบฏและถูกจับเข้าคุกหลวง คนในครอบครัวแม้ไม่ได้ถูกคุมขังไปด้วย แต่ก็ควรถูกกักบริเวณแต่ในจวนถึงจะถูกต้อง เรื่องเช่นนี้ยังต้องให้สอนอีกหรือ
เฝิงซือเป่ยส่งเสียงกระแอมไอเบาๆ เอ่ยอธิบายท่าทีเก้กังว่า “องค์หญิง คือว่า..น่าจะเป็นเรื่องของศาลเฉิงเทียนฝู่กับศาลอาญาต้าหลี่ กองกำลังรักษาพระองค์ไม่ได้มีอำนาจจัดการสั่งกักบริเวณคนเหล่านี้ และคนมากมายเกินไป หากไม่ได้รับราชโองการจากฝ่าบาท...ศาลเฉิงเทียนฝู่ก็มิกล้าทำอันใดพลการ”
แน่นอนว่าไม่รวมถึงการที่มีคนจงใจยื้อเวลา อย่างไรฝ่าบาทก็ยังไม่ได้มีราชโองการลงมาไม่ใช่หรือ
ฉู่หลิงยกมือขึ้นตบหน้าผากตนเอง สองวันนี้มีเรื่องราวมากมาย ทำให้ลืมเรื่องพวกนี้ไปเสียได้
ฉู่หลิงยังไม่ทันได้เอ่ยอันใด กลุ่มคนที่เข้ามาขวางหน้านางก็พากันลงคุกเข่าที่พื้นพร้อมกัน นางได้แต่กระตุกมุมปากอย่างจนปัญญา วันนี้มีคนมาคุกเข่าให้นางมากเกินไปสักหน่อยแล้วกระมัง หากเป็นเช่นนี้ต่อไปจะลดทอนอายุนางไหม
แต่ทว่าครู่หนึ่ง ท้องถนนก็มุงเต็มไปด้วยผู้คน คนบนถนนใหญ่ตอนนี้ไม่ได้น้อยไปกว่าหน้าประตูวัง ไม่ใช่ทุกคนจะมีความกล้าไปออชมเรื่องสนุกกันหน้าประตูวัง และไม่ใช่ทุกคนที่เข้าใกล้หน้าประตูวังกันตามอำเภอใจ แต่ถนนใหญ่เช่นนี้กลับเป็นที่ที่ทุกคนมามุงดูกันได้ คนเหล่านี้แต่ละคนแม้ว่าแต่งกายไม่ได้หรูหรา แต่มองดูก็รู้ว่าเป็นคนที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี พากันคุกเข่าลงพร้อมกันที่พื้นเช่นนี้ คนที่เดินผ่านไปมาก็ตกตะลึง แต่ไม่นานก็รู้ว่ามีเรื่องสนุกให้ชม จึงเริ่มพากันมามุงดู
“ทุกท่านต้องการทำอันใด” ฉู่หลิงถามขึ้นน้ำเสียงนิ่งเรียบ
ฮูหยินเหยียนผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มคำนับฉู่หลิงหลายครั้ง เดิมก็เป็นสตรีในตระกูลสูงศักดิ์สุภาพเรียบร้อย แม้ฉู่หลิงไม่เคยสมาคมกับนางมากสักเท่าไร แต่ก็มิได้นึกรังเกียจมากนักเช่นกัน
ยามนี้ขอบตาฮูหยินเหยียนแดงก่ำคุกเข่าอยู่บนพื้น “องค์หญิง นายท่านเราถูกใส่ความ ขอองค์หญิงโปรดพิจารณาด้วย” พอนางเอ่ยปากขึ้น คนด้านหลังนางก็เริ่มส่งเสียงขอร้องกันขึ้นมา ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านายท่านตนถูกใส่ความให้ร้าย ขอองค์หญิงปล่อยประมุขตระกูลตนด้วย สาวน้อยหลายคนก็ก้มหน้าร้องไห้ไม่หยุด
ชาวเทียนฉี่เป็นพวกรักหน้าตา โดยเฉพาะชนชั้นสูงศักดิ์ทรงอิทธิพล หญิงสาวจะไม่ออกมาเปิดเผยโฉมหน้าให้ผู้อื่นเห็นง่ายดายเช่นนี้ ออกจากบ้านก็ต้องมีบ่าวรับใช้ติดตามเป็นขบวน ต่างจากคนปกติทั่วไป ไหนเลยจะได้เห็นภาพพวกนางมาคุกเข่าร่ำไห้ต่อหน้าสาธารณชนทั้งกลุ่มเช่นนี้ คนที่ผ่านไปมาต่างได้ยินมาก่อนหน้านี้แล้วว่าองค์หญิงเสินโย่วจับขุนนางคนสำคัญชนชั้นสูงศักดิ์เข้าคุกหลวงหลายคน เห็นบรรดาคนในครอบครัวโศกเศร้าทุกข์ใจเช่นนี้ ก็อดบังเกิดความเห็นใจไม่ได้
คนที่มุงดูกันต่างมองฉู่หลิงและบรรดาสตรีที่คุกเข่าอยู่ พากันวิพากษ์วิจารณ์ไม่หยุด พวกอายุน้อยกำลังฮึกเหิมก็อดออกมากล่าวแทนพวกนางไม่ได้
หากเพียงแต่ขังขุนนางคนสองคน บางทีคนอาจไม่กล้าเอ่ยอันใด แต่ครั้งนี้ฉู่หลิงไม่เพียงแต่สั่งขังประมุขตระกูลขุนนางเก่าแก่ในเมืองหลวง ยังสั่งขังคนที่สายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพวกเขา และขุนนางที่มีสายสัมพันธ์กับจวิ้นอ๋องหนานคัง ทำให้คุกหลวงที่เคยกว้างขวาง เป็นครั้งแรกตั้งแต่สร้างเสร็จอัดแน่นไปด้วยนักโทษ หวนคิดถึงฮ่องเต้หย่งเจียแต่งตั้งองค์หญิงเสินโย่วเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าองค์หญิงเสินโย่วถือโอกาสกำจัดคนเห็นต่างจากตนทิ้งหรือไม่
ฉู่หลิงฟังชายหนุ่มหลายคนวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างคับแค้นด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก คว้าเฝิงซือเป่ยด้านหลังที่คิดออกไปโต้คารมกับพวกเขาเอาไว้ พลางมองไปที่ฮูหยินเหยียนที่คุกเข่าอยู่หน้าสุดครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ เอ่ยว่า “ฮูหยินเหยียน ต้องการคุกเข่า...ข้าแนะนำให้ท่านไปคุกเข่าที่หน้าประตูวัง ยังมีคนเป็นเพื่อนท่าน มาคุกเข่ากลางท้องถนนนี่ เป็นการลบหลู่เกียรติฮูหยินแล้ว”
ฮูหยินเหยียนสีหน้าแข็งค้าง เห็นชัดว่านางคิดไม่ถึงว่าองค์หญิงเสินโย่วถึงกับไม่สนใจนางแม้สักนิด ไม่ใช่ว่าพวกนางหน้ามืดใช้อุบายเหลวไหล แต่เพราะไม่มีคนเชื่อว่าองค์หญิงเสินโย่วถึงกับไม่ใส่ใจชื่อเสียงของตนเองจริงๆ ขุนนางใหญ่หลายท่านยังคุกเข่าอยู่หน้าประตูวัง ตอนนี้ยังมีฮูหยินคุณหนูตระกูลขุนนางเก่าแก่มาคุกเข่ากลางท้องถนน องค์หญิงเสินโย่วถึงกับไม่สนใจแม้สักนิด นางไม่สนใจว่าราษฎรใต้หล้าจะมองนางเช่นไรหรือ
“องค์หญิง หม่อมฉันไม่มีมีเจตนาข่มขู่องค์หญิง เพียงแต่...เพียงแต่คิดขอให้องค์หญิงให้โอกาสพวกเราได้แสดงความบริสุทธิ์สักครั้ง นายท่านเราไม่มีทางไม่จงรักภักดีต่อฝ่าบาทและเทียนฉี่” ไม่ใช่ว่าพวกนางคิดจะใช้วิธีการนี้ แต่วิธีการอื่นพวกนางก็ไม่อาจได้พบองค์หญิงเสินโย่วอย่างแน่นอน หากเป็นยามปกติ พวกนางเองก็ใช่ว่าจะกลัวองค์หญิงเสินโย่ว แต่องค์หญิงเสินโย่วจับกุมประมุขแต่ละตระกูลไปก่อน ย่อมได้เปรียบ ตระกูลยิ่งใหญ่เพียงใด หากไร้คนกุมบังเหียนก็ราวกับกองทรายกระจัดกระจาย เพราะเหตุใดหรือ ก็เพราะว่าฉู่หลิงจับตัวคนเหล่านั้นเข้าคุกและไม่ให้ผู้ใดพบและไม่ยอมปล่อยตัว
สาวน้อยที่คุกเข่าอยู่ข้างฮูหยินเหยียนคลานเข่าเข้าไปตรงหน้าฉู่หลิง ยื่นมือไปดึงชายเสื้อฉู่หลิง “องค์หญิง ขอท่านได้โปรดพิจารณาด้วย! บิดาหม่อมฉันถูกใส่ความ บิดาภักดีต่อแผ่นดินและฮ่องเต้ ให้ความรักแก่หม่อมฉันอย่างมาก บิดาเป็นคนดี ขอองค์หญิงได้โปรดปล่อยบิดาด้วย” สาวน้อยอายุสิบห้าสิบหกท่าทางน่าสงสาร คุกเข่าอยู่ต่อหน้าหญิงสาวที่เปล่งบารมีน่าเกรงขามเช่นนี้ ย่อมทำให้ยิ่งน่าทะนุถนอมอย่างที่สุด
สาวตาแปลกประหลาดมองไปทางฉู่หลิงยิ่งมากขึ้น บัณฑิตหนุ่มหลายคนเริ่มอดก้าวออกมาขอร้องไปด้วยไม่ได้ ไม่นานก็คุกเข่ากันเป็นวงกว้าง