ยุทธการหงส์สยบปฐพี

ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 756

#756ยุทธการหงส์สยบปฐพี

ตอนที่ 493 บุ๋นพลีชีพด้วยฎีกา บู๊พลีชีพด้วยสงคราม

หน้าประตูวังมีคนมาออกันอยู่ไม่น้อย อดทำให้หลายคนนึกถึงเหตุการณ์วุ่นวายเมื่อหลายปีก่อนไม่ได้ เพียงแต่ครั้งนั้นสุดท้ายทำให้ขุนนางบุ๋นเทียนฉี่เสียหน้าอย่างมาก ทำให้หลายปีมานี้ชื่อเสียงขุนนางในราชสำนักหลายคนในหมู่บัณฑิตก็ตกต่ำลง ดังนั้นเรื่องครั้งนี้เกิดขึ้นหนักหนากว่าครั้งก่อน แต่คนที่เข้าร่วมกลับไม่ได้มากเหมือนครั้งก่อน หลายคนเลือกที่จะรอชม คนมาออกันหน้าประตูวังไม่น้อย แต่คุกเข่ากับพวกขุนนางเฒ่าหน้าประตูวังต้องการยื่นฎีกากลับไม่นับว่ามาก

ฉู่หลิงเห็นหน้าประตูวังเริ่มมีคนมาออกัน สีหน้าก็ยังคงนิ่งไม่แสดงความรู้สึกใด เพียงแต่เอ่ยน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ปล่อยพวกเขา” อยากทำอันใดก็ทำไป” ทำให้หลายคนอดเป็นห่วงไม่ได้

ใต้เท้าจูสบตากับซั่งกวนเฉิงอี้ “องค์หญิง ปล่อยให้มีเรื่องต่อไปเช่นนี้คงไม่เหมาะ”

ฉู่หลิงยิ้มเอ่ย “ข้าเองก็ไม่คิดมีเรื่อง แต่ผู้อื่นคิดมีเรื่อง ข้าก็ทำอันใดไม่ได้”

ซั่งกวนเฉิงอี้คิดแล้วก็เอ่ยว่า “หรือว่าให้คนไปกล่อมคนพวกนี้ให้กลับไปก่อน” ฉู่หลิงเลิกคิ้วยิ้มเอ่ย “ใต้เท้าซั่งกวนมั่นใจว่าจะกล่อมคนเหล่านี้ได้หรือ”

ซั่งกวนเฉิงอี้เงียบไป คนเหล่านี้เป็นตาแก่หัวดื้อ ยอมมาคุกเข่าหน้าประตูวังในฤดูนี้ ก็ย่อมไม่มีอันใดต้องเจรจา แม้แต่เกียรติของเสนาบดีเช่นเขา เกรงว่าอีกฝ่ายก็คงไม่ให้เกียรติ

“หากว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นมา...” ซั่งกวนเฉิงอี้เอ่ยอย่างเป็นห่วง

ฉู่หลิงกล่าวด้วยท่าทางสงบนิ่งว่า “ให้สำนักหมอหลวงส่งหมอหลวงมาสี่คน พร้อมรับมือตลอดเวลา หากดูว่าขุนนางเฒ่าท่านใดใกล้จะไม่ไหวแล้ว ก็ให้รีบเข้าช่วย ส่วนคนอื่น พวกเขาพอใจจะคุกเข่าก็ให้คุกเข่าไป”

ทุกคนที่นั่งอยู่ต่างไร้วาจา น่าจะไม่เคยพบผู้กุมอำนาจท่าทีเมินเฉยต่อบัณฑิตเช่นนี้ และคนพวกนั้นมิใช่บัณฑิตธรรมดา ไม่ว่าคว้าตัวผู้ใดในนี้ออกมาก็มีศิษย์ทั่วทุกพื้นที่ ตำแหน่งขุนนางพวกเขาอาจไม่สูง แต่ชื่อเสียงกลับมีไม่น้อย

“หลีตั้นไปไหนหรือ” ฉู่หลิงมองไปทางหวงจิ้งเซวียนที่นั่งอยู่ด้านหลังพลางถามขึ้น

หวงจิ้งเซวียนแอบลูบจมูกเอ่ยว่า “ทูลองค์หญิง ท่านผู้เฒ่าตระกูลหลีมาตามหลีตั้นกลับไป”

ฉู่หลิงพยักหน้ารับรู้ คิดแล้วก็เอ่ยว่า “เรื่องนอกประตูให้ซั่งกวนอวิ่นหรูกับเจ้าจี้หลินไปจับตาดูไว้ก่อน ไม่ต้องสนใจ ขอเพียงไม่เกิดเหตุจลาจลใหญ่ แค่จับตาดูความวุ่นวายไว้ก็พอ” หวงจิ้งเซวียนนิสัยซุกซน หากให้เขาไป ไม่แน่ว่าอาจเล่นสนุกจนเกิดเหตุวุ่นวายได้

หวงจิ้งเซวียนมองซั่งกวนอวิ่นหรูทีหนึ่ง ซั่งกวนอวิ่นหรูพยักหน้านิ่งเงียบ “พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง”

จากนั้นก็ลุกขึ้นขอตัวไปตามเจ้าจี้หลิน

หวงจิ้งเซวียนร้อนใจ “องค์หญิง แล้วข้าทำอันใด”

ฉู่หลิงตอบว่า “เจ้าไปตามเส้ากุยหย่วนกับเซียวเหมิง มา ระยะนี้การป้องกันในเมืองหลวงมอบให้พวกเขาสองคนรับหน้าที่ไป แม้ว่าหลายปีมานี้จวนเส้ากั๋วกงวางตัวนิ่งสงบมาก แต่ก็เป็นที่เชื่อถือในกองทัพ มีเขาให้ความช่วยเหลือ เส้ากั๋วกงคงจะไม่นิ่งดูดายกระมัง”

เพราะว่าประมุขตระกูลขุนนางเก่าแก่แต่ละตระกูลถูกฉู่หลิงจับโยนเข้าคุก ขุนพลทหารในกองกำลังหลายคนที่มีสายสัมพันธ์สนิทสนมกับพวกเขาย่อมไม่อาจใช้งานได้ ยามนี้พลันเริ่มรู้สึกยุ่งยากขึ้นมาบ้างแล้ว แม้หลายปีมานี้เส้ากั๋วกงทำตัวสงบเสงี่ยมมาตลอด คล้ายว่าหลบเร้นกาย แต่อย่างไรตอนนั้นก็เป็นคนรุ่นเดียวกับแม่ทัพจวิน ความสามารถย่อมไม่ด้อย

แววตาหวงจิ้งเซวียนเป็นประกาย รีบกระโดดขึ้นจากเก้าอี้ “พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมทูลลา!”

มองหวงจิ้งเซวียนหายลับไปจากนอกประตูห้องหนังสือ เซี่ยงกั๋วกงส่ายหน้ายิ้มเอ่ย “ครอบครัวใต้เท้าหวง ถึงกับมีคุณชายนิสัยใจร้อนเช่นนี้”

ฉู่หลิงยิ้มเอ่ย “มีอันใดแปลก อยู่กองทัพนานวันเข้าก็ย่อมเปลี่ยนไปบ้าง แต่ข้ารู้สึกว่าใต้เท้าหวงน่าจะไม่ยินดีกับการเปลี่ยนแปลงนี้”

เซี่ยงกั๋วกงเองก็อดขำไม่ได้ ไม่เพียงแต่หวงจิ้งเซวียน บุตรหลานชนชั้นสูงศักดิ์ทรงอิทธิพลเมืองหลวงไปติดตามองค์หญิงเสินโย่วกันไม่น้อย “ก็จริง แม้แต่องค์หญิงก็ยังมีเช่นนี้ คุณชายหวงจะกระไรนัก”

ฉู่หลิงไร้วาจา “ท่านลุงเอ่ยชมข้าหรือ”

เซี่ยงกั๋วกงยิ้มเอ่ย “หรือว่าไม่ใช่”

ซั่งกวนเฉิงอี้มองสองลุงหลานคุยเล่นกันอย่างจนปัญญา ถอนหายใจเอ่ยว่า “องค์หญิง หรือว่าปล่อยคนหน้าประตูวังพวกนั้นไว้เช่นนี้ หากปล่อยไว้นาน...เกรงว่าคงโขกศีรษะตายอยู่หน้าประตูวังได้”

ฉู่หลิงเลิกคิ้ว “หากกล่าวเช่นนี้...ใช่ว่าผู้ใดก็มาคุกเข่าหน้าประตูวัง เอาชีวิตมาข่มขู่เสด็จพ่อก็ได้หรือ”

“...คือว่า...วาจาไม่อาจกล่าวเช่นนี้” แม้เหตุผลเป็นเช่นนี้ แต่ไม่ใช่ว่าผู้ใดก็มีคุณสมบัติมาคุกเข่าหน้าประตูวังได้กระมัง

ฉู่หลิงเอ่ยว่า “ส่งคนไปคุยกับขุนนางผู้ใหญ่แต่ละท่าน ว่าเสด็จพ่อไม่สบาย ไม่อยากพบพวกเขา อยากขอให้พวกเขาเข้าใจบ้าง หากขุนนางผู้ใหญ่แต่ละท่านเกิดเหตุอันใด ทำให้เสด็จพ่อเป็นห่วงไม่สบายพระทัยจนพระอาการกำเริบ ไม่ใช่ว่า...จะทำให้ทุกคนรู้สึกเสียใจหรือ”

ซั่งกวนเฉิงอี้เหมือนครุ่นคิด เงียบไปครู่หนึ่งพยักหน้า “กระหม่อมเข้าใจแล้ว”

ใต้เท้าจูเอ่ยว่า “องค์หญิง ตอนนี้วางเรื่องหน้าประตูวังไว้ก่อน เกรงว่าขุนนางในราชสำนักเองก็ไม่อาจยอมรับเรื่องนี้ง่ายๆ เป็นไปได้ว่าการประชุมตอนเช้าพรุ่งนี้ก็คงไม่อาจผ่านไปอย่างราบรื่น”

ฉู่หลิงนึกคาดไม่ถึงอยู่บ้าง “พรุ่งนี้ก็ต้องประชุมแล้วหรือ”

ไม่ใช่ว่าสามวันประชุมหนึ่งครั้งหรือ

ใต้เท้าจูเอ่ยว่า “เรื่องใหญ่เช่นนี้ พรุ่งนี้ต้องเปิดประชุมตอนเช้า แม้ฝ่าบาทไม่เข้าร่วมประชุม แต่คนที่เข้าวังมาเข้าเฝ้าก็คงมีไม่น้อย”

วันนี้เป็นเพราะตั้งสติไม่ทันโดยแท้จึงกำลังสับสนงุนงงกันอยู่ ไม่เช่นนั้นยามนี้ในห้องทรงอักษร ก็คงไม่ว่างแล้ว

ฉู่หลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “เรื่องพวกนี้จำต้องแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด พระพลานามัยเสด็จพ่อ...”

เอ่ยถึงเรื่องนี้ ทุกคนต่างเงียบงัน คนนอกไม่รู้ แต่พวกเขารู้ พระวรกายฝ่าบาทน่าเป็นห่วงจริง ไม่เช่นนั้นเกรงว่าใต้เท้าจูกับซั่งกวนเฉิงอี้ก็คงไม่อาจยอมรับเรื่องนี้ได้เร็วเช่นนี้

ฉู่หลิงคิดแล้วก็เอ่ยว่า “เอาเถอะ เรื่องนี้ก็ดูไปก่อน เรื่องสำคัญตอนนี้ก็คือจัดการปัญหาคนในคุกพวกนั้นก่อน”

“...” ใต้เท้าซั่งกวนรู้สึกว่า การแยกแยะความหนักเบาเร่งด่วนของเรื่องพวกนี้ เขากับองค์หญิงท่านนี้แยกแยะได้แตกต่างกันอยู่สักหน่อย

คล้ายว่าฉู่หลิงเข้าใจความคิดเขา กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “คนนอกเกือบคว่ำเมืองผิงจิง ใต้เท้าทุกท่านยังเอาแต่ครุ่นคิดเรื่องผู้ใดควรกุมอำนาจ แท้จริงแล้วสิ่งใดสำคัญกว่าหรือ”

“...” สำหรับขุนนางและชนชั้นสูงศักดิ์ทรงอิทธิพลแล้ว ประการหลังอาจสำคัญกว่า

คนหน้าประตูวังยิ่งมารวมตัวกันมากขึ้น และมีคนไม่น้อยคุกเข่าตามขุนนางผู้เฒ่าหลายท่าน แต่ทว่าพอได้เห็นหมอหลวงจากสำนักหมอหลวงห่างจากหน้าประตูวังไม่ไกลทั้งสี่ท่านกับบรรดาลูกศิษย์ที่ถือล่วมยาไว้พร้อม หลายคนก็อดกระตุกมุมปากไม่ได้ ดูท่าทางเช่นนี้ก็พอจะเข้าใจท่าทีของคนในวังแล้ว อยากคุกเข่าก็คุกเข่าไป คุกเข่าเป็นลมไป ก็มีหมอหลวงรออยู่ตลอด ดังนั้นคุกเข่าตามสบาย

ในห้วงเวลานั้นเอง ทำให้ทุกคนรู้สึกเก้กังกันขึ้นมาไม่น้อย คล้ายว่าพวกเขากำลังก่อเรื่องเอาแต่ใจ

ฉู่หลิงค่อยๆ เดิน ออกจากประตูวัง เดินมาถึงตรงหน้าใต้เท้าสูงวัยในชุดขุนนางผมขาวโพลนที่กำลังคุกเข่าอยู่ นางอดเงยหน้ามองท้องฟ้าไม่ได้ รู้สึกว่านางน่าจะต้องดวงชงกับตาแก่พวกนี้แน่นอน เหตุใดตาแก่พวกนี้ไม่ยอมรับนาง เห็นอยู่ว่านางเป็นคนดี

แม้ว่าในใจแอบสบถเช่นนี้ แต่ฝีเท้าฉู่หลิงไม่ได้หยุดลงตรงหน้าประตูวังแม้แต่น้อย ยังคงเดินตรงออกไป บรรดาผู้คนหน้าประตูวังจ้องมององค์หญิงเสินโย่วในชุดแดงนำคนค่อยเดินผ่านกลุ่มคนที่คุกเข่าไปโดยไม่หยุดฝีเท้าลังเลแม้แต่น้อย

“องค์หญิง โปรดหยุดก่อน” เสียงชายชราผู้หนึ่งดังขึ้น

ฉู่หลิงคิ้วกระตุกเล็กน้อย หันไปมองไปทางขุนนางใหญ่ที่เอ่ยเรียกท่านนั้น ยิ้มเอ่ยอย่างสุภาพว่า “ไม่จำเป็นดีกว่า ข้ายังมีงาน ไม่รบกวนใต้เท้าทุกท่านแล้ว”

“...” ขุนนางใหญ่ผู้นั้นสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่ง มองสีหน้าฉู่หลิงด้วยสีหน้าแปลกประหลาดยิ่งขึ้น หยุดไปครู่หนึ่ง ขุนนางใหญ่ผู้นั้นก็หันไปคุกเข่าให้ฉู่หลิง ประสานมือคำนับฉู่หลิงลงต่ำที่สุด ฉู่หลิงเบนเล็กน้อยหลบการคำนับของเขา เอ่ยอย่างจนใจไร้วาจาจะกล่าว “ใต้เท้า ทำอันใด”

แม้ว่าองค์หญิงเป็นนาย ชายชราเป็นขุนนาง แต่ฉู่หลิงยังคงรู้สึกว่าตนเองไม่ได้มีนิสัยชอบให้คนแก่อายุปูนนี้มาคำนับนางต่อหน้าผู้คนในที่สาธารณะเช่นนี้

ขุนนางใหญ่เอ่ยว่า “ขอองค์หญิงได้โปรดเห็นแก่แผ่นดินเทียนฉี่”

ฉู่หลิงไม่เข้าใจ “ข้าไม่เห็นแก่แผ่นดินเทียนฉี่อย่างไรหรือ”

ขุนนางใหญ่เอ่ยว่า “หญิงสาวปกครอง ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สมเหตุผล มีคนวิจารณ์ย่อมสะสมก่อเกิดภัยหายนะใหญ่! องค์หญิงเป็นคนฉลาดเหนือคน ไยไม่ทราบเรื่องพวกนี้”

ฉู่หลิงเองก็ไม่ได้โมโห ถามขึ้นว่า “เช่นนั้น...ท่านรู้สึกว่าควรทำอย่างไร หากเสด็จพ่อไม่ทรงเห็นด้วยกับความเห็นใต้เท้าทุกท่าน ใต้เท้าทุกท่านคิดตายอยู่หน้าประตูวังหรือ”

ชายชราอีกคนกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ยื่นฎีกาทัดทานฝ่าบาทเป็นหน้าที่ของพวกระหม่อม ขุนนางบุ๋นพลีชีพด้วยฎีกา ขุนนางบู๊พลีชีพด้วยสงคราม แม้ต้องตายพวกกระหม่อมก็ไร้วาจาคับแค้นใด”

ฉู่หลิงพยักหน้ากล่าวด้วยสีหน้านิ่งเฉยว่า “ขุนนางทุกท่านไร้วาจาคับแค้น แต่เสด็จพ่อกลับต้องแบกรับความผิดเป็นฮ่องเต้เลอะเลือน บีบคั้นให้ขุนนางภักดีต้องตาย ฝากชื่อเสียงฉาวโฉ่ไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ทุกท่านช่าง...เป็นขุนนางภักดีที่หาได้ยากยิ่ง ข้าเองก็อยากรู้ ตอนนั้นอ๋องผู้สำเร็จราชการแผ่นดินกุมอำนาจ ทุกท่านไม่ยื่นฎีกายอมพลีชีพ ตอนนั้นเทียนฉี่ลงใต้ ก็ไม่ได้ยื่นฎีกา เหตุใดวันนี้จึงคิดยื่นฎีกายอมพลีชีพกัน”

สีหน้าชายชราหลายคนย่ำแย่ขึ้นมาทันที ฉู่หลิงยิ้มเอ่ย “ข้าย่อมรู้ว่าใต้เท้าทุกท่านไม่ใช่คนขี้ขลาดกลัวตาย พวกท่านเพียงแต่รู้สึกว่าเรื่องพวกนั้นไม่คุ้มค่าที่ทุกท่านจะยื่นฎีกายอมพลีชีพเท่านั้น แม้แต่เรื่องขุนนางคุกคามฮ่องเต้ แผ่นดินล่มสลาย ก็ไม่คู่ควรให้ทุกท่านพลีชีพ ตอนนี้เพื่อผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียวก็ไม่เสียดายที่จะต้องพลีชีพหรือ ขออภัยที่ระหว่างข้ากับทุกท่าน...ความคิดต่างกัน และยากจะเข้าใจ”

กล่าวถึงตรงนี้ สีหน้าฉู่หลิงก็ค่อยๆ เย็นเยียบ วาจาที่กล่าวออกมาก็ยิ่งไม่เกรงใจ “ข้ายังมีงานมากมายที่ต้องทำ ไม่มีเวลามาชื่นชมการแสดงคุณธรรมของใต้เท้าทุกท่านที่นี่ พรรคพวกจวิ้นอ๋องหนานคังเพิ่งก่อกบฏยังขังอยู่ในคุกหลวง ฮ่องเต้เป่ยจิ้นคิดทำให้แผ่นดินเราวุ่นวาย คนคุกหมิงอวี้ที่ถูกคุมขังยังมีส่วนหนึ่งหนีไปได้ ทางเหนือของแม่น้ำหลิงชางยังมีการคุกคามของทหารเป่ยจิ้นหลายหมื่น ทั้งตอนเหนือยังมีราษฎรมากมายที่มีชีวิตอยู่ท่ามกลางกองเพลิง ดังนั้น...ไม่สู้พวกเราทุกคนทำหน้าที่ตนเองไปให้ดี ข้าไม่อยู่เป็นเพื่อนทุกท่านแล้ว ขอตัวก่อน”

ฉู่หลิงกล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อนำคนจากไป

หน้าประตูวังพลันเงียบกริบ คล้ายว่าผู้ใดก็ไม่รู้ว่าควรเอ่ยอันใด

ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 756