ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 752
ตอนที่ 491-1 องค์หญิงว่าราชการแทนพระองค์!
ทั่วป๋าจิ่งถูกนำตัวออกจากห้องขังแล้วก็โยนใส่ห้องขังเดี่ยวห้องเล็กห้องหนึ่ง พวกทหารเห็นชัดว่าไม่ได้เกรงใจเขาแม้แต่น้อย
ทั่วป๋าจิ่งมองหญิงสาวค่อยๆ เดินเข้ามา ก็ยันพื้นลุกขึ้นนั่งมองนางอย่างหวาดระแวง “เจ้าต้องการทำอันใดกันแน่” ฉู่หลิงกระดกมุมปากเล็กน้อย ยิ้มเอ่ย “คุณชายทั่วป๋า เจ้าว่า...หากทั่วป๋าเหลียงรู้ว่าเจ้าหักหลังเขา จะเป็นอย่างไรบ้าง”
ทั่วป๋าจิ่งสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ตวาดดุดันว่า “ฝ่าบาทไม่มีทางเชื่อเจ้า!”
ฉู่หลิงยิ้มเอ่ย “ข้าพูดเองเขาย่อมไม่เชื่อข้า แต่หากผู้อื่นพูดเล่า เช่นว่าคนของคุกหมิงอวี้...หรือว่าเถียนอี้เซวียน ตระกูลเถียนแม้ว่าเป็นชาวเทียนฉี่ แต่อยู่เมืองเหนือผ่านฮ่องเต้มาสองรัชศกก็ยังคงดำรงอำนาจรุ่งเรือง เจ้าคิดว่าวาจาเขา ฮ่องเต้เป่ยจิ้นจะเชื่อหรือไม่”
ทั่วป๋าจิ่งถลึงตาจ้องฉู่หลิง สายตาคล้ายว่ากำลังมองผีร้าย เป็นนานก่อนจะกัดฟันกรอดสำทับเน้นย้ำอีกครั้ง “เขาไม่มีทางเชื่อเจ้า!”
ฉู่หลิงหัวเราะด้วยท่าทางไม่ยี่หระ “ในเมื่อคุณชายทั่วป๋ามั่นใจเช่นนี้ ไม่สู้พวกเรามารอดูกัน ข้าเดาว่า...คนคุกหมิงอวี้พวกนั้น หรือแม้แต่เถียนอี้เซวียน คงมิได้ภักดีและเชื่อมั่นต่อทั่วป๋าเหลียงเหมือนดังเช่นคุณชายทั่วป๋า”
ทั่วป๋าจิ่งพลันเข้าใจว่าฉู่หลิงต้องการทำอันใด นางต้องการร่วมมือกับเถียนอี้เซวียนและคุกหมิงอวี้ที่ถูกจับเป็นเชลยให้ร้ายเขา ทั่วป๋าจิ่งเดิมเป็นคนของคุกหมิงอวี้ เขาย่อมรู้ว่าพวกคนคุกหมิงอวี้พวกนั้นคิดเช่นไร หากบอกว่าพวกเขาภักดีต่อทั่วป๋าเหลียงทั้งใจย่อมเป็นเรื่องน่าขัน
หากได้รับความร่วมมือจากคนพวกนั้น องค์หญิงเสินโย่วย่อมกระทำการสำเร็จ!
“ต่ำช้า!” ทั่วป๋าจิ่งกัดฟันสบถด่า
ฉู่หลิงรู้สึกน่าขัน “คุณชายทั่วป๋าเอ่ยวาจานี้ไม่รู้สึกแปลกหรือ พวกเจ้าใช้วิธีการนี้กับเทียนฉี่ เหตุใดไม่คิดว่าตนเองต่ำช้าบ้าง ตนเองกระทำได้แต่ไม่ให้ผู้อื่นกระทำหรือ”
ทั่วป๋าจิ่งกัดฟันเงียบไม่ตอบ เขาพบแล้วว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่ว่าตนเองฝีปากเฉียบคมเช่นไร ก็มิใช่คู่ต่อสู้ขององค์หญิงเสินโย่ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่สู้อย่าเปิดโอกาสให้ศัตรูได้หัวเราะเยาะเขามากขึ้นจะดีกว่า
ฉู่หลิงเองก็ไม่ร้อนใจ พยักหน้าเอ่ยว่า “ข้าเองก็อยากรู้ว่า แท้จริงทั่วป๋าเหลียงไว้ใจคุณชายทั่วป๋ามากเพียงใด หรือว่าคุณชายทั่วป๋าภักดีต่อทั่วป๋าเหลียงแท้จริงถึงระดับใด ไม่สู้พวกเรามารอดูกันดีกว่า ขอถามคำถามหนึ่งได้หรือไม่”
ทั่วป๋าจิ่งมองนางอย่างหวาดระแวง “เจ้ายังคิดถามอันใด ข้าไม่มีทางตอบ”
ฉู่หลิงถามขึ้นว่า “ท่านคือผู้ใด”
นี่คือปัญหาแท้จริง วังหลังทั่วป๋าเหลียง นอกจากจู้เหยาหงคล้ายว่าไม่มีหญิงสาวเทียนฉี่ ดูจากอายุทั่วป๋าจิ่ง น่าจะเกิดก่อนเผ่ามั่วเข้าด่าน
ทั่วป๋าจิ่งจ้องมองฉู่หลิง สีหน้าแปรเปลี่ยนพร้อมกับบิดเบี้ยวเล็กน้อย เต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ฉู่หลิงกลับยิ้มให้เขาอย่างอารมณ์ดีก่อนจะหันหลังเดินออกไป
หว่านเฟิงที่รออยู่นอกประตู เห็นฉู่หลิงก็รีบเข้าไปรับ เอ่ยว่า “องค์หญิง จวิ้นอ๋องหนานคังบอกว่าต้องการขอพบองค์หญิง”
ฉู่หลิงคิ้วกระตุกเล็กน้อยถามขึ้นว่า “เขาต้องการอันใด”
หว่านเฟิงตอบ “น่าจะคิดขอให้องค์หญิงละเว้นชีวิตเขา เขาน่าจะยังมีไพ่ใบสุดท้ายเก็บไว้”
เห็นจวิ้นอ๋องหนานคังดำรงท่าทางสงบนิ่ง น่าจะยังมีไพ่ใบสุดท้ายกระมัง ฉู่หลิงคิดแล้วก็ถามขึ้นว่า “พระชายาหนานคังกับท่านหญิงยังอยู่จวนท่านหญิงฮุ่ยเหอไหม”
หว่านเฟิงพยักหน้า “พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงไม่ได้ให้คนจับตัวพวกนาง ท่านหญิงฮุ่ยเหอให้พวกนางอยู่ในจวนต่อ องค์หญิงวางใจ พวกนางไม่อาจไปที่ใดได้”
ฉู่หลิงเอ่ยว่า “ไปฝากท่านหญิงฮุ่ยเหอให้ช่วยดูแลไปก่อนว่าได้หรือไม่ ทางจวิ้นอ๋องหนานคัง...ปล่อยไว้สักสองสามวันก่อน”
หว่านเฟิงพยักหน้ารับคำ มองไปทางประตูคุกด้านหลังอย่างนึกสนใจ “องค์หญิงคล้ายว่าสนใจสายโลหิตและสถานะทั่วป๋าจิ่งมาก เขาน่าจะไม่มีค่าต่อทั่วป๋าเหลียงมากนัก สำหรับพวกเราเองก็คงไม่มีค่านำมาใช้ประโยชน์สักเท่าไรกระมัง”
ฉู่หลิงยิ้มเอ่ย “มีค่าในการนำใช้ประโยชน์มากหรือไม่ขึ้นอยู่กับคนที่คิดใช้งานว่าจะใช้อย่างไร การจะจัดการทั่วป๋าเหลียงนั้น ทั่วป๋าจิ่งไร้ค่าแก่การใช้ประโยชน์จริงๆ ทั่วป๋าเหลียงจะยอมรอมชอมเพราะบุตรชายสายโลหิตเทียนฉี่ได้อย่างไร แต่...แม้เขาไร้ค่า แต่เขาก็เป็นบุตรชายทั่วป๋าเหลียง องค์ชายเป่ยจิ้นแท้จริง”
หว่านเฟิงขมวดคิ้ว “องค์หญิงคิดใช้ประโยชน์จากสถานะเขาหรือ เกรงว่าจะยากอยู่สักหน่อย ชนชั้นสูงศักดิ์ทรงอิทธิพลเผ่ามั่วกีดกันและไม่ยอมรับคนสายโลหิตเทียนฉี่จริงๆ”
หากลูกหลานตระกูลชาวเผ่ามั่วทั่วไปมีสายโลหิตเทียนฉี่ สถานะย่อมต่ำต้อยอยู่สักหน่อย ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงราชนิกูล ที่เห็นได้ชัดก็คือบุตรชายหญิงทั้งสามขององค์หญิงเจากั๋วทั่วป๋าหมิงจูกับไป๋หลี่ชิงหง แม้ทั่วป๋าหมิงจูผู้เป็นบุตรีเพียงหนึ่งเดียวจากฮองเฮาเอกที่ทั่วป๋าเหลียงให้ความโปรดปรานอย่างที่สุด แต่เด็กสามคนนั้นไม่ว่าในราชวงศ์หรือในครอบครัวทั่วป๋าเหลียงเองก็ไม่ได้รับความสำคัญแต่อย่างใด ไม่ใช่เพราะทั่วป๋าหมิงจูเป็นบุตรี ไม่มีทางสืบทอดอำนาจได้ แม้เป็นบุตรชายก็เกรงว่ากล่าวยากอยู่เช่นกัน
“อีกอย่าง ทั่วป๋าเหลียงไม่ได้ยอมรับสถานะทั่วป๋าจิ่งเปิดเผย องค์หญิงบอกว่าเขาเป็นองค์ชายเป่ยจิ้นเกรงว่าชาวเผ่ามั่วอาจไม่ยอมรับ” หว่านเฟิงเอ่ยเตือน
ฉู่หลิงยิ้มเอ่ย “ตอนนี้พวกเขาย่อมไม่คิดยอมรับ แต่พอพวกเขาไม่มีตัวเลือก...”
ไม่มีตัวเลือก หว่านเฟิงมองฉู่หลิงอย่างตกใจ ฉู่หลิงอมยิ้มเงียบไม่ตอบ พยักหน้าให้นางก่อนจะก้าวเข้าออกจากคุกก่อน
ตอนฉู่หลิงกลับถึงจวนองค์หญิง นอกจวนองค์หญิงก็มีคนไม่น้อยมารอขอพบองค์หญิงเสินโย่ว ฉู่หลิงได้ยินทหารองครักษ์รายงาน คิดแล้วก็ให้คนเปลี่ยนเส้นทางไปเข้าทางจวนเซี่ยงกั๋วกง ไม่ได้เข้าทางหน้าประตูใหญ่จวนองค์หญิง
พอกลับถึงจวน หลีตั้น หวนอวี้และหวงจิ้งเซวียนก็มานั่งอยู่ในห้องหนังสือทำงานไปรอนางไป พอเห็นนางเข้ามา ทั้งสามคนก็ลุกขึ้นยืนทันที “องค์หญิง”
ฉู่หลิงโบกมือถามขึ้นว่า “คนหน้าประตูจวนพวกนั้นคืออันใดกัน”
หวนอวี้ยิ้มเอ่ย “องค์หญิงจับกุมคนไปมากมายเพียงนี้ หรือยังคิดว่าคนเขาจะไม่มาถามไถ่กัน ทุกคนย่อมมาถามหาเหตุผลจากองค์หญิง”
ฉู่หลิงเลิกคิ้วเดินไปนั่งลงเอ่ยว่า “ถามหาเหตุผล พวกเขายังกล้ามาถามหาเหตุผลจากข้าหรือ คนสมัยนี้ใจกล้าเพียงนี้หรือ” คนในตระกูลร่วมชิงบัลลังก์ถูกจับเข้าคุก กลับไม่หดหัวอยู่เงียบๆ ไม่ให้คนรู้ ถึงกับกล้ามาถามหาเหตุผลถึงที่
คุณชายหวนอวี้ยักไหล่ “เห็นชัดว่าพวกเขาใจกล้าเพียงนั้นจริงๆ”
เห็นได้ว่าอำนาจราวงศ์ตกต่ำเพียงใด แม้ว่าฮ่องเต้หย่งเจียไม่ใช่ฮ่องเต้ที่ดี แต่ก็เป็นคนใจดีมีเมตตา ทรงขึ้นครองราชย์มานานหลายปีก็ไม่เคยสั่งประหารชีวิตขุนนางในราชสำนัก เรื่องนี้อาจเป็นเหตุที่ทำให้คนภายนอกรู้สึกว่าฮ่องเต้เป็นดังเสือกระดาษ ทำให้กล้าร่วมวงก่อการกบฏชิงบัลลังก์เช่นนี้ได้ และยังเข้าร่วมเปิดเผยไม่หวาดกลัวสิ่งใด คนพวกนั้นน่าจะไม่ได้รู้สึกว่าตนเองทำผิดอันใด ในเมื่อไม่ผิด พวกเขาย่อมมาถามหาเหตุผลกับองค์หญิงเสินโย่ว
หลีตั้นขมวดคิ้วเล็กน้อย “องค์หญิง คนพวกนั้น...”
สีหน้าหลีตั้นไม่ค่อยดีนัก เห็นชัดว่าเมื่อวานกลับไปคุยกับท่านผู้เฒ่าตระกูลหลีมาไม่ได้ผลดีสักเท่าไร ท่านผู้เฒ่าตระกูลหลีก็มิใช่คนเหลวไหลไม่เอาไหน ได้แต่กล่าวว่าที่พวกเขาทำอยู่ตอนนี้ก็เพื่อคัดค้านจุดยืนของตระกูลหลี นี่กลับกลายเป็นความยุ่งยาก หากเพียงเพราะความไร้สามารถของท่านผู้เฒ่าตระกูลหลี หลีตั้นยังข้ามท่านผู้เฒ่าตระกูลหลีไปโน้มน้าวบรรดาคนอ่อนวัยกว่าที่กุมอำนาจในตระกูล หรือแม้แต่บิดามารดาพี่ชายน้องชายเขาเอง แต่หากเกี่ยวพันถึงจุดยืนและผลประโยชน์วงศ์ตระกูลแล้ว ก็จะไม่อาจแก้ไขได้โดยง่าย
โชคดี แต่ไรมาคนตระกูลหลีมีขอบเขต จึงไม่ได้เข้าร่วมกับจวิ้นอ๋องหนานคังในครั้งนี้ ไม่เช่นนั้นเกรงว่าหลีตั้นก็คงลำบากใจแล้ว
ฉู่หลิงกล่าวด้วยท่าทางสงบนิ่งว่า “ไม่พบ”
หวนอวี้รู้สึกสนุกขึ้นมาที่เห็นผู้อื่นเดือดร้อน ยิ้มเอ่ยว่า “เจ้าเอาแต่หลบไม่ยอมให้พบ เกรงว่าคนพวกนั้นคงไม่รู้จักสงบเสงี่ยมอันใด กลับจะได้คืบเอาศอก”
ฉู่หลิงยิ้มเอ่ย “เช่นนั้นพวกเขาก็ลองดูได้ ว่าดาบจันทราข้าคมหรือคอพวกเขาแข็ง”
หวนอวี้กับหลีตั้นได้ยินดังนี้ก็อดตะลึงไม่ได้ ทั้งสองคนสบตากัน ก่อนหวนอวี้จะถอนหายใจ “ดูท่าองค์หญิงตั้งใจจะแตกหักกับพวกเขาแล้ว”
แม้ตระกูลขุนนางเก่าแก่พวกนั้นคิดสานสายสัมพันธ์ แต่เกรงว่าองค์หญิงท่านนี้ก็คงไม่ยินดี ไม่เช่นนั้นเห็นอยู่ว่าคนพวกนั้นร้อนใจคิดขอพบองค์หญิงเพื่อให้มีบทสรุปที่ดีต่อทั้งสองฝ่าย แต่นางกลับไม่ยอมพบ
ตระกูลขุนนางเก่าแก่พวกนั้นหยิ่งยโสเป็นเรื่องจริง แต่ตอนนี้ตนเองถูกคนเขาคว้าหางเอาไว้ได้ ไม่มีทางยืนหยัดต่อกรกับราชวงศ์แท้จริงอย่างแน่นอน หากองค์หญิงเสินโย่วยอมถอย คนพวกนั้นย่อมรู้ความและยอมสงบเสงี่ยมลง อย่างน้อยก็คงระยะหนึ่ง น่าเสียดายว่า ตั้งแต่เริ่มต้นมาองค์หญิงเสินโย่วก็ไม่คิดเจรจาเงื่อนไขกับพวกเขา ไม่คิดพูดจาด้วยเหตุผลกับพวกเขา
ฉู่หลิงมองไปทางหลีตั้น ถามขึ้นว่า “ตระกูลหลีเป็นอย่างไรบ้าง”
หลีตั้นขมวดคิ้วส่ายหน้าอย่างอึดอัด
ตอนนั้นที่เขาไปติดตามองค์หญิงเสินโย่ว ในใจมีความคับแค้นต่อตระกูลหลีไม่น้อยจริงๆ แต่เขาเองก็เข้าใจว่านี่คือทางที่ต้องเลือกเพื่อรักษาความรุ่งเรืองของวงศ์ตระกูลเอาไว้ ตระกูลหลียิ่งใหญ่ไม่อาจให้การสนับสนุนหลานชายที่ถูกฝ่าบาทเมินเฉย ดังนั้นแม้ว่ามีความคับแค้นใจแต่ก็ไม่ได้มีความโกรธเกลียดอันใด หลายปีมานี้สายสัมพันธ์กับบิดาและพี่น้องก็ไม่นับว่าเลวร้าย แต่เห็นชัดว่าคนตระกูลหลีไม่ค่อยเชื่อเขาสักเท่าไร ถึงกับเวลาเพียงปีสองปีก็ทำให้สายสัมพันธ์จืดจางลงไปมาก ครั้งนี้ท่านปู่ก็มิได้ยอมฟังความคิดเห็นเขา
ฉู่หลิงยิ้มเอ่ย “เป็นไปตามคาด ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ ขอเพียงครั้งนี้...รวมถึงวันหน้า ตระกูลหลีวางตัวอยู่นอกวงได้ ก็ไม่เลวอย่างมากแล้ว”
หลีตั้นส่ายหน้าไม่กล่าวอันใด
“ทูลองค์หญิง แม่ทัพเฝิงกับใต้เท้าซั่งกวนมา” นอกประตู ผู้ดูแลเข้ามารายงาน
คิ้วฉู่หลิงกระตุกเล็กน้อย ยิ้มเอ่ยว่า “ในเวลานี้ ทั้งสองท่านนี้ยังมีเวลามาพบข้าที่นี่ เกิดเรื่องอันใดขึ้น เชิญพวกเขาเข้ามาได้”
“พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง”
ไม่นาน เฝิงเจิงกับซั่งกวนเฉิงอี้ก็เดินตามหลังกันเข้ามา ตั้งแต่ฉู่หลิงกลับมา ซั่งกวนเฉิงอี้ยังไม่ค่อยได้คุยกับนางสักเท่าไร ตอนนี้ได้เห็นฉู่หลิงกลับรู้สึกละอายใจ หากไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่รอบคอบถูกจวิ้นอ๋องหนานคังกับพวกเป่ยจิ้นวางหลุมพราง องค์หญิงเสินโย่วก็ไม่ต้องรีบกลับจากเมืองหลิงเจียงมาโดยเฉพาะ แม้พวกเขาอยู่เมืองผิงจิง แต่ได้รู้เรื่องทางเหนือมาไม่น้อยเช่นกัน หลายวันก่อนองค์หญิงเสินโย่วได้รับบาดเจ็บที่เมืองชางอวิ๋น ตอนนี้ยังขี่ม้าเร่งรีบมาจัดการเหตุการณ์ในเมืองหลวง ทำให้จิ้งจอกเฒ่าที่อยู่ในราชสำนักมาครึ่งค่อนชีวิตเช่นพวกเขาต้องรู้สึกละอายใจแทบไม่มีหน้าจะมองหน้าผู้ใด