ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 753
ตอนที่ 491-2 องค์หญิงว่าราชการแทนพระองค์!
“ถวายพระพรองค์หญิง” ทั้งสองคนกล่าวพร้อมเพรียง
ฉู่หลิงพยักหน้ายิ้มเอ่ย “ทั้งสองท่านไม่ต้องมากพิธี เชิญนั่ง”
ทั้งคู่ขอบคุณฉู่หลิงก่อนลงนั่ง ฉู่หลิงเอ่ยขึ้นก่อนว่า “เดิมข้าคิดไปคุยกับทั้งสองท่านนานแล้ว เพียงแต่คิดว่าสองวันนี้ เกรงว่าท่านทั้งสองคงไม่ว่าง จึงได้วางไว้ก่อน ไม่คิดว่าทั้งสองท่านถึงกับมาเยือนด้วยตนเอง มีเรื่องอันใดหรือ”
เฝิงเจิงสบตากับซั่งกวนเฉิงอี้ ซั่งกวนเฉิงอี้ส่งเสียงไอเบาๆ ดังขึ้นเสียงหนึ่ง “ทูลองค์หญิง ก่อนหน้านี้ฝ่าบาทเรียกพวกกระหม่อมเข้าเฝ้าหารือในวัง...”
ฉู่หลิงพยักหน้าบอกให้เขาพูดต่อ ซั่งกวนเฉิงอี้มองประเมินฉู่หลิงอย่างถี่ถ้วนก่อนจะเอ่ยต่อว่า “ฝ่าบาทตรัสว่าระยะนี้ไม่ค่อยสบาย ไม่อาจจัดการภารกิจราชสำนักได้อีกต่อไป จึงแต่งตั้งหลานชายจวนจวิ้นอ๋องป๋อ หนิงเป็นรัชทายาท โดยมีองค์หญิงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์”
ฉู่หลิงไม่รู้สึกเหนือความคาดหมาย เรื่องใหญ่เช่นนี้ก่อนประกาศออกไปย่อมต้องหารือกับขุนนางใหญ่ก่อน ฉู่หลิงเอ่ยต่อว่า “เสด็จพ่อได้บอกคนพวกนั้นแล้วหรือยัง”
ซั่งกวนเฉิงอี้เห็นฉู่หลิงเช่นนี้ พลันรู้ขึ้นมาได้ทันทีว่านางรู้เรื่องนี้มาก่อนแล้ว จึงตั้งสติเอ่ยว่า “มีเพียงกระหม่อม แม่ทัพเฝิง เซี่ยงกั๋วกง ใต้เท้าจูกับจวิ้นอ๋องป๋อหนิง”
ฉู่หลิงจึงถามว่า “ท่านมีอันใดต้องการเอ่ยหรือ”
ซั่งกวนเฉิงอี้เงียบงันไปนานอย่างพูดไม่ออก เรื่องที่จะให้ผู้หญิงร่วมฟังการประชุมท้องพระโรงนั้นไม่เคยมีมาก่อน ส่วนใหญ่ฮ่องเต้ทรงพระเยาว์ขึ้นครองราชย์ก็จะมีไทเฮาร่วมประชุมขุนนางอยู่หลังม่าน จนกระทั่งฮ่องเต้เจริญชันษาขึ้นว่าราชกิจเองได้ แต่จะให้องค์หญิงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ในเมื่อหลายปีมานี้ซั่งกวนเฉิงอี้เอนเอียงอยู่ข้างฉู่หลิง ก็ย่อมเตรียมใจในเรื่องนี้ไว้แล้ว แต่เขาคิดไม่ถึงว่าฮ่องเต้หย่งเจียจะทรงแต่งตั้งให้องค์หญิงเสินโย่วโดยตรงเช่นนี้ ไม่ใช่ให้นางจัดการเรื่องในราชสำนักอยู่เบื้องหลัง
ในห้องหนังสือไม่มีคนเอ่ยอันใดอยู่ครู่หนึ่ง หลีตั้นกับหวนอวี้ยังดี หวงจิ้งเซวียนกลับแววตาส่องประกาย ยืนอยู่ในมุมหนึ่งตั้งใจฟังอย่างออกรสออกชาติ องค์หญิงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือ แต่โบราณกาลมาผู้ใดเคยพบบ้าง องค์หญิงพวกเขาร้ายกาจจริง! แววตาคุณชายหวงเต็มไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธาอย่างที่สุด ตระกูลหวงมีคนมากมาย แต่มีเพียงคุณชายหวงสามเช่นเขาเลือกมาติดตามองค์หญิง เขาช่างเฉลียวฉลาดและมองการณ์ไกลเสียจริง
ผ่านไปเป็นนาน ฉู่หลิงดื่มน้ำชาแก้วหนึ่งเกือบหมดแล้วจึงได้ยินซั่งกวนเฉิงอี้เอ่ยว่า “ฝ่าบาทตัดสินพระทัย ย่อมทรงพระปรีชา เพียงแต่...องค์หญิงเตรียมการไว้ดีแล้วหรือยังพ่ะย่ะค่ะ”
ฉู่หลิงเงียบไป ในใจถอนหายใจเบาๆ อย่างจนปัญญา ไม่เสียทีที่ซั่งกวนเฉิงอี้เป็นตาเฒ่าเจ้าเล่ห์อยู่ในวงการขุนนางมาทั้งชีวิต วาจาเดียวฟันฉับกลางใจนางพอดี หากถามนางว่าเตรียมรบกับเผ่ามั่วแล้วหรือยัง นางก็คงแสดงท่าทีว่าพร้อมออกรบสามร้อยรอบยังได้ แต่หากถามนางเตรียมพร้อมจัดการบริหารแผ่นดินหรือไม่...ฉู่หลิงรู้สึกว่าชีวิตนี้ของนางคงไม่มีทางเตรียมพร้อม
แม้ว่าภพก่อนของนางมักมีหญิงฉลาดเก่งกาจถูกยกย่องให้เป็นราชินี แต่คนที่คิดเป็นราชินีน่าจะมีไม่กี่คน อย่างน้อยแต่ไรมาฉู่หลิงก็ไม่เคยคิดว่าตนเองต้องการแบกภาระความรุ่งเรืองตกต่ำของแผ่นดิน
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่ง “หากข้าบอกว่าเตรียมตัวพร้อมแล้ว เกรงว่าท่านก็คงไม่เชื่อ แต่ในเมื่อก้าวมาถึงวันนี้แล้ว คงต้องก้าวต่อไป ข้าจะพยายามให้ดีที่สุด ทำเรื่องที่ข้าควรกระทำ”
เรื่องมาถึงตอนนี้ นางไม่อาจทิ้งเมืองชางอวิ๋น ทิ้งกองกำลังเสินโย่วหรือกองกำลังจิ้งเป่ย ยังมีกองกำลังรักษาพระองค์ที่ร่วมกันข้ามแม่น้ำไปตีเมืองหลิงเจียงมาพวกนั้น นางไม่มีทางเอ่ยอย่างไม่รับผิดชอบว่า “ข้าไม่เล่นแล้ว” จากนั้นสะบัดหน้าหนีไปอย่างไร้ร่องรอยได้ ในเมื่อตอนแรกเลือกเส้นทางนี้แล้ว ไม่ว่าสุดท้ายบทสรุปจะเป็นเช่นไร ก็ย่อมต้องเดินต่อไป
ซั่งกวนเฉิงอี้มองนางอย่างถี่ถ้วนครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “กระหม่อมเข้าใจแล้ว”
“แม่ทัพเฝิงมีวาจาอันใดคิดเอ่ยหรือ” เฝิงเจิงตั้งใจตามมา คงไม่เพียงแค่มาฟังนางสนทนากับซั่งกวนเฉิงอี้กระมัง
เฝิงเจิงทูลว่า “กระหม่อมขอทูลถามว่า หากองค์หญิงรับหน้าที่ดูแล...กองกำลังเสินโย่วกับกองกำลังจิ้งเป่ยจะทำอย่างไร”
ฉู่หลิงเผยรอยยิ้มงาม เลิกคิ้ว “แม่ทัพเฝิงคันมืออยากแสดงความสามารถหรือ”
เฝิงเจิงมีท่าทีเก้กังอย่างหาได้ยากยิ่ง พร้อมเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีละอายใจว่า “กระหม่อมไร้ความสามารถ รู้สึกเพียงว่ายากแบกรับตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักราชองครักษ์ฝ่ายใน ทำให้ฝ่าบาทต้องประสบภัยอยู่หลายครา ไม่สู้ไปเป็นแม่ทัพรองบนสนามรบ สังหารศัตรูเทียนฉี่ให้มากสักหน่อย”
ฉู่หลิงอมยิ้มส่ายหน้า “แม่ทัพเฝิงไม่จำเป็นต้องตำหนิตนเอง แต่...หลายปีมานี้ก็ลำบากแม่ทัพเฝิงแล้ว”
นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ฮ่องเต้หย่งเจียไม่เหมาะสมกับการเป็นฮ่องเต้ เขาไม่อาจใช้งานคนให้ถูกกับงานได้ เฝิงเจิงหัวไม่ไวต่ออุบายเล่ห์เหลี่ยมแก่งแย่งในราชสำนัก เหมาะกับการเป็นแม่ทัพออกศึกมากกว่า นับประสาอันใดกับผู้บัญชาการสำนักราชองครักษ์ฝ่ายใน ตำแหน่งสูงสุดในกองกำลังเทียนฉี่ แต่ทำหน้าที่ราวกับเป็นทหารองครักษ์ประจำพระองค์ฮ่องเต้หย่งเจียโดยเฉพาะ ฮ่องเต้หย่งเจียแต่งตั้งเฝิงเจิง ไม่ใช่เพราะว่าเขาเหมาะสม แต่เพราะว่าเขาภักดีและฝีมือล้ำเลิศ
เพียงแต่มีบางครั้ง ฝีมือส่วนตัวไม่อาจปกป้องความปลอดภัยของฮ่องเต้หย่งเจียได้ หากไม่มีฉู่หลิง เรื่องราวสองครั้งที่ผ่านมา เกรงว่าฮ่องเต้หย่งเจียก็คงไม่อาจใช้งานเฝิงเจิงอีกแล้ว
“มิกล้า กระหม่อมทำให้ฝ่าบาทผิดหวังแล้ว” เฝิงเจิงก้มหน้ากล่าว
ฉู่หลิงคิดแล้วก็เอ่ยว่า “อย่างไรแม่ทัพเฝิงก็เป็นผู้บัญชาการสำนักราชองครักษ์ฝ่ายใน ข้ายังต้องหารือกับเสด็จพ่อก่อน แต่...หากได้ดังที่ท่านแม่ทัพต้องการ ข้าเองก็เกรงว่ายากจัดสรรตำแหน่งเทียบเท่าให้ท่านแม่ทัพได้”
เฝิงเจิงกลับไม่สนใจตำแหน่ง “เป็นเพียงแม่ทัพเล็กๆ ก็พอ กระหม่อมยินดีอย่างยิ่ง”
ฉู่หลิงเผยรอยยิ้มงาม คนเช่นเฝิงเจิงย่อมไม่มีทางเป็นเพียงแค่แม่ทัพเล็กๆ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น สุดท้ายฮ่องเต้หย่งเจียก็ประกาศการตัดสินพระทัยครั้งนี้ต่อราชสำนัก พอประกาศออกไป ขุนนางราชสำนักก็พลันคล้ายหม้อต้มระเบิด ปกติการบรรยายภาพราชสำนักด้วยวาจาเหล่านี้ออกจะเกินไปสักหน่อย แต่ครั้งนี้คำว่าหม้อระเบิดกลับไม่เพียงพอบรรยายภาพนี้ได้ ขุนนางทั้งในราชสำนักถูกระเบิดเสียจนมึนงงไม่ว่า แม้แต่ราษฎรทั่วทั้งเมืองหลวงเองก็ราวกับถูกอสุนีบาตฟาดใส่ นิ่งไปเป็นนานก็ยังตั้งสติไม่ได้
แต่งตั้งโอรสสืบทอดยังดี ฝ่าบาทพระพลานามัยไม่ดี ผ่านเรื่องราวครั้งนี้มาก็ยิ่งไม่ค่อยดี ควรแต่งตั้งนานแล้ว จึงจะทำให้คนวางใจได้
แต่องค์หญิงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไม่ดีอย่างยิ่ง! แต่โบราณกาลมา ผู้ใดเคยได้ยินเรื่องเหลวไหลเช่นว่าองค์หญิงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นี้กัน
อย่างไรแม้แต่ในหมู่ราษฎร สตรีก็ต้องออกเรือน ช้าเร็วก็เป็นคนตระกูลอื่น ยิ่งไปกว่านั้นนับประสาอันใดราชวงศ์ และองค์หญิงเสินโย่วเองก็ออกเรือนนานแล้ว หากว่ากันตามธรรมเนียม ก็ควรเติมตระกูลจวินไว้ด้านหน้าชื่อขององค์หญิงเสินโย่วแล้ว
ก่อนหน้านี้ราชบุตรเขยตายจากไปแล้วก็แล้วไป ตอนนี้กลับได้ยินว่าราชบุตรเขยยังไม่ตาย แต่เป็นเยี่ยนเฟิ่งเซียวเจ้าเมืองชางอวิ๋นชื่อเสียงก้องหล้า แผนการแยบยลนี้ได้ยินมาไม่ขาดสาย ทั่วทั้งเมืองผิงจิงต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ ไม่แน่ว่าเจ้าเมืองชางอวิ๋นอาจดูแคลนแผ่นดินตระกูลฉู่ จึงได้ร่วมมือกับองค์หญิงเสินโย่วคิดแย่งชิงบัลลังก์เปลี่ยนรัชศก
ฮ่องเต้หย่งเจียโยนระเบิดลูกนี้แล้วก็เสด็จกลับตำหนักทันที ไม่สนพระทัยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของบรรดาขุนนาง พอบรรดาขุนนางได้สติคืนมาก็ออกมาอยู่หน้าประตูวังแล้ว มีใต้เท้าใหญ่หลายท่านทนไม่ไหวเป็นล้มลงลงทันที ยังมีหลายคนลงคุกเข่าหน้าประตูวังขอให้ฝ่าบาทยกเลิกรับสั่ง พวกที่เหลือพากันกลับบ้าน เขียนฎีกาส่งมาในห้องทรงอักษรของฮ่องเต้หย่งเจียมากมายราวกับห่าฝน
พริบตาทั่วทั้งเมืองหลวงก็ตกอยู่ในสภาพวุ่นวายและสับสนอย่างไม่อาจบรรยาย