ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 734
ตอนที่ 482-1 เข้าวังลำพัง
เสียงฆ่าฟันสังหารดังขึ้นทั่วจวนองค์หญิง จวิ้นอ๋องหนานคังยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มองครักษ์มองภาพตรงหน้าด้วยอาการตกใจผสมกับความโมโห องค์หญิงเสินโย่วถึงกับใช้ตัวปลอมมาแทนในจวน วันนี้ไม่รู้นางไปทำอันใดในเมืองผิงจิง หรือว่าองค์หญิงเสินโย่วไม่ได้เพิ่งจะกลับมาเมืองหลวงในวันนี้ ถึงกับสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้ได้เช่นนี้ ไม่รู้สึกเป็นห่วงความปลอดภัยฮ่องเต้หย่งเจียจริงหรือ
ผู้ติดตามข้างกายเริ่มร้อนใจ “ท่านอ๋อง พวกเรารีบไปกันเร็ว”
จวิ้นอ๋องหนานคังพยักหน้า เขาไม่อาจเสียเวลาอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว ทางอาฮูหลู่เกิดเรื่องขึ้น ไม่แน่ว่าอาจเป็นองค์หญิงเสินโย่วก่อเรื่อง เห็นหว่านเฟิงกำลังยืนยิ้มสบายอารมณ์อยู่ใต้ชายคา จวิ้นอ๋องหนานคังกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ไป!”
กลุ่มหนึ่งหยุดขวางคนจวนองค์หญิงเสินโย่วที่จะตามมา อีกกลุ่มอารักขาจวิ้นอ๋องหนานคังออกไป หว่านเฟิงมองพวกเขาจากไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย เซียวเยียนเอ๋อร์ข้างๆ ถามขึ้นว่า “ปล่อยพวกเขาไปเช่นนี้หรือ”
หว่านเฟิงยิ้มเอ่ย “คนของพวกเราถูกองค์หญิงพาออกไปหมด พวกเราขวางพวกเขาไว้ไม่ได้ ไม่ต้องสนใจ ยามนี้ทางองค์หญิงน่าจะพอสมควรแล้วกระมัง...”
ดังนั้นการที่จงใจปลอมตัวเป็นองค์หญิงเสินโย่วมาอยู่ที่นี่ก็เพื่อให้ทั้งเมืองหลวงได้รู้ว่าองค์หญิงเสินโย่ว กลับมา ขณะเดียวกันก็ดึงดูดความสนใจของจวิ้นอ๋องหนานคังกับชาวเป่ยจิ้นมารวมกันที่นี่ได้ ทำให้พวกเขาคิดว่าองค์หญิงเสินโย่วอยู่ในจวน ลืมป้องกันองค์หญิงที่ปฏิบัติการอยู่ด้านนอก เรื่องทุกอย่างนี้ย่อมทำเพื่อรับมือชาวเผ่ามั่วพวกนั้น
เซียวเยียนเอ๋อร์พยักหน้า “เช่นนั้นจากนี้พวกเราทำอันใดต่อ” แม้ว่านางไม่ค่อยเข้าใจเรื่องวางอุบายล่อหลอกพวกนี้ แต่ฟังหว่านเฟิงไว้ย่อมไม่ผิดพลาด
หว่านเฟิงกล่าวยิ้มๆ “จากนี้จวิ้นอ๋องหนานคังย่อมส่งคนมาจวนองค์หญิง ดังนั้น...พวกเราไปกันได้แล้ว”
เซียวเยียนเอ๋อร์กะพริบตาปริบๆ “ไปไหน”
หว่านเฟิงยิ้มเอ่ย “ไปช่วยคุณชายหวนอวี้”
จวนเสนาบดี
ซั่งกวนเฉิงอี้นั่งเล่นหมากรุกกับตนเองอยู่ในห้องหนังสือ เปิดหน้าต่างไว้ครึ่งหนึ่ง ลมหนาวพัดเข้ามาเล็กน้อยจนเทียนที่อยู่ไม่ไกลนักส่ายไหว แต่คล้ายว่าเขาไม่ได้รับรู้ถึงลมหนาวแม้แต่น้อย จ้องมองกระดานหมากเป็นนานไม่ขยับ
ตั้งแต่จั๋วซื่อไปจากตระกูลซั่งกวน บุตรชายคนโตไปรับราชการนอกเมืองหลวง บุตรชายคนรองเข้าร่วมกองกำลังเสินโย่ว จวนเสนาบดีก็เงียบสงบลงมาก ตอนเริ่มแรกฮูหยินเฒ่าตระกูลซั่งกวนยังเอาแต่โวยวายจะหาตัวหลานชายกลับมา และยังจะหาภรรยาเอกคนใหม่ให้บุตรชาย เพียงแต่ซั่งกวนเฉิงอี้ไม่สนใจ นานวันเข้า ฮูหยินเฒ่าตระกูลซั่งกวนก็เลิกราไปเอง อย่างไรก็อายุมากแล้ว ตอนแรกยังมีคนให้นางอาละวาด ตอนนี้แม้แต่คนจะให้นางอาละวาดก็ไม่มีแล้ว จะอาละวาดผู้ใดอีกก็ไร้ความหมาย ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงตอนต้นปีฮูหยินเฒ่าตระกูลซั่งกวนล้มป่วย สภาพร่างกายตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว
บางครั้งซั่งกวนเฉิงอี้รู้สึกว่าทั้งจวนคล้ายว่าเงียบดังน้ำไหลเอื่อย
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งร้อนใจดังมาจากด้านนอก ชายในชุดบ่าวรับใช้เดินเข้ามาเอ่ยเรียกนอมน้อม “นายท่าน”
ซั่งกวนเฉิงอี้เลิกคิ้วถามว่า “วันนี้ด้านนอกมีเสียงวุ่นวาย เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ”
ชายหนุ่มตอบว่า “เรียนนายท่าน กองกำลังรักษาเมืองหลวงล้อมสถานีพักม้าเป่ยจิ้น”
ซั่งกวนเฉิงอี้วางหมากตัวหนึ่งในมือลง ยิ้มเอ่ย “องค์หญิงลงมือไม่ธรรมดาดังคาด เพิ่งจะกลับมาก็ก่อแรงกระเพื่อมใหญ่เช่นนี้”
ชายหนุ่มพยักหน้า “เรียนนายท่าน จวนองค์หญิงเสินโย่ว...องค์หญิงเหมือนว่าไม่ได้ออกจากจวน”
ซั่งกวนเฉิงอี้ส่ายหน้าคล้ายอารมณ์ดีมาก ลุกขึ้นเดินออกไป ชายหนุ่มไม่เข้าใจ รีบถามขึ้นว่า “นายท่าน ดึกเพียงนี้แล้ว ท่านจะไปที่ใด”
เห็นซั่งกวนเฉิงอี้เดินไปที่แขวนเสื้อคลุมกันลมหยิบเสื้อคลุมขึ้นคลุมไหล่ตนเอง ตอบว่า “ออกไปข้างนอก”
“แต่นอกประตูจวน...” นอกประตูจวนมีทหารกลุ่มหนึ่งล้อมไว้ พวกเขาตัวเล็กๆ เข้าออกยังต้องหาทางสานสัมพันธ์ เกรงว่าไม่มีคนกล้าปล่อยใต้เท้าออกไปกระมัง
ซั่งกวนเฉิงอี้แค่นเสียงฮึในลำคอเบาๆ เสียงหนึ่ง “ข้าเป็นเสนาบดี หรือว่า...คนพวกนั้นกล้าสังหารข้าจริง” ย่อมไม่มีคนกล้าสังหารซั่งกวนเฉิงอี้ นอกเสียจากว่าพวกเขาตัดสินใจว่าจะกบฏโดยไม่สนใจว่าจะต้องสูญเสียสิ่งใด เห็นซั่งกวนเฉิงอี้ก้าวเท้าจากไปรวดเร็ว บ่าวรับใช้ก็รีบตามไป
จวิ้นอ๋องหนานคังออกจากจวนองค์หญิงเสินโย่วแล้วก็รีบกลับวังหลวง พร้อมกับสั่งการให้คนไปล้อมจับคนในจวนองค์หญิงเสินโย่วไว้ให้หมดทุกคน ค่ำคืนในวังเงียบยิ่งกว่าด้านนอก จวิ้นอ๋องหนานคังเดินวนไปมาอยู่ในห้องทรงอักษร ท่าทางร้อนใจไม่น้อย
“เรียนท่านอ๋อง ไม่ได้การแล้ว!”
จวิ้นอ๋องหนานคังเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ตวาดดุดันว่า “เรื่องอันใดไม่ได้การแล้ว”
คนที่เข้ามาคุกเข่ารายงานน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า “คนที่ส่งไปถ่ายทอดราชโองการกลับมารายงานว่าองครักษ์ในเมืองหลวงครึ่งหนึ่ง ไม่ยอมฟังคำสั่งเคลื่อนกำลัง!”
จวิ้นอ๋องหนานคังกัดฟัน “พวกเขาไม่อยากมีชีวิตต่อแล้วหรือ!”
คนผู้นั้นลังเลเล็กน้อย เอ่ยว่า “พวกเขาว่า...พวกเขาได้รับคำสั่งจากผู้บัญชาการสำนักราชองครักษ์ฝ่ายใน ผู้บัญชาการกองกำลังทหารราบ และผู้บัญชาการกองกำลังทหารม้า จำต้องฟังคำสั่ง! หากท่านอ๋องคิดเคลื่อนกำลังต้องแสดงราชโองการฝ่าบาทและตราคำสั่งกองทัพ พร้อมทั้งยึดคำสั่งแต่งตั้งตำแหน่งสามผู้บัญชาการ”
“บัดซบ!” จวิ้นอ๋องหนานคังโมโหเดือดดาล เขาคิดไม่ถึงว่าขุนพลทหารพวกนั้นจะขัดคำสั่งในเวลานี้ ที่สำคัญที่สุดก็คือผู้บัญชาการเฝิงเจิงสำนักราชองครักษ์ฝ่ายในอยู่ในมือเขา ผู้ใดออกคำสั่ง! จวิ้นอ๋องหนานคังหอบหายใจรุนแรง ก่อนจะกัดฟันเอ่ยว่า “ส่งสารไปยังประมุขตระกูลต่างๆ บอกพวกเขาว่าข้ารับปากทุกเงื่อนไข! อีกอย่าง รีบนำตัวเจ้าคนแซ่จูเข้าวังมาพบข้า!”
“ขอรับ ท่านอ๋อง” คนผู้นั้นรีบรับคำออกไปทันที
พอในห้องหนังสือเหลือแค่เขาคนเดียว จวิ้นอ๋องหนานคังก็นั่งเหม่อเป็นนาน สุดท้ายอดเขวี้ยงแจกันข้างกายแตกไม่ได้
“อาฮูหลู่! เจ้าตัวโง่เง่ารู้จักแต่คุยโว!”
ก่อนจะหันหลังออกไปรวดเร็ว ตรงไปยังตำหนักบรรทมฮ่องเต้หย่งเจีย
ในวังจุดโคมไฟส่องสว่างเอาไว้ทั้งคืน สีหน้าจวิ้นอ๋องหนานคังยิ่งย่ำแย่ลงเรื่อยๆ คนที่ไปส่งสารนำข่าวไม่ดีนักกลับมา ตระกูลขุนนางเก่าแก่พวกนั้นแม้ว่ามีคนเห็นด้วยกับเงื่อนไขเขา แต่กลับมีสองตระกูลขุนนางเก่าแก่ไม่แยแส แม้แต่ประมุขตระกูลก็ไม่ให้เข้าพบ เพียงแค่สองตระกูล เดิมน่าจะไม่ส่งผลกระทบ แต่ไม่รู้เหตุใดในใจจวิ้นอ๋องหนานคังกลับรู้สึกได้ถึงสัญญาณไม่ดีนัก
กองกำลังรักษาพระองค์ในเมืองจะได้แสดงการต่อสู้นองเลือดซ้ำรอยเมื่อสามปีก่อนอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ผู้ที่ต่อสู้กับองค์หญิงเสินโย่วเปลี่ยนไป พริบตาจวิ้นอ๋องหนานคังถึงกับอดนึกถึงจวิ้นอ๋องอันซิ่นไม่ได้ ภาพเหตุการณ์คล้ายคลึงกันมากเช่นนี้จะไม่ทำให้รู้สึกตกใจได้อย่างไร
ฮ่องเต้หย่งเจียพระพลานามัยไม่ดี ค่ำคืนถูกคนปลุกขึ้นมาย่อมทำให้สีพระพักตร์ยิ่งย่ำแย่ แต่พอเห็นท่าทางโมโหเดือดดาลของจวิ้นอ๋องหนานคัง ฮ่องเต้หย่งเจียกลับมีพระอารมณ์ดี
“ดูท่าทาง เจ้าสู้ชิงเอ๋อร์เราไม่ได้สินะ”
จวิ้นอ๋องหนานคังกัดฟัน “หุบปาก!”
ฮ่องเต้หย่งเจียแค่นเสียงฮึในลำคอเบาๆ ส่ายพระพักตร์เล็กน้อยตรัสว่า “เจ้าเก็บตัวหดหัวอยู่ในพื้นที่บรรดาศักดิ์เจ้ามาหลายปีเช่นนี้ ไยต้องมาลุยน้ำครำสกปรกเช่นนี้ด้วย...ยังคิดจะชิงบัลลังก์ เจ้าไม่รู้สึกน่าขันหรือ”
จวิ้นอ๋องหนานคังกัดฟัน “มีอันใดน่าขัน”
ฮ่องเต้หย่งเจียยิ้มเอ่ย “เจ้าคิดจริงหรือว่าชาวเผ่ามั่วต้องการร่วมมือกับเจ้า คิดจริงหรือว่าตระกูลขุนนางเก่าแก่พวกนั้นจะให้การสนับสนุนเจ้าเป็นนาย ทันทีที่เจ้าขึ้นครองราชย์ ชาวเผ่ามั่วก็จะกุมจุดอ่อนเจ้าที่ชิงบัลลังก์ไว้ในกำมือ ถึงตอนนั้นเจ้ายังต้องรับปากเงื่อนไขพวกเขาทั้งหมด ส่วนตระกูลขุนนางเก่าแก่พวกนั้น...พวกเขาเพียงแต่ต้องการหุ่นเชิดที่ดีกว่าเดิมเท่านั้น จะเป็นผู้ใดล้วนไม่สำคัญ เพียงแต่เทียบกับผู้อื่นแล้ว เจ้ากระโดดออกมาเองย่อมควบคุมง่ายกว่า เจ้าคิดว่าหลายปีมานี้พวกเขาไปหาเจ้าเพียงคนเดียวหรือ เจ้าไม่ลองถามป๋อหนิงดู คนพวกนั้นไปหาเขามากกว่าเจ้าหรือไม่ เทียบกับจวิ้นอ๋องอันซิ่น เจ้ายิ่งสู้ไม่ได้ อย่างน้อยเขาก็ยังมีอำนาจ ถึงกับคุมกำลังกองทัพส่วนหนึ่ง เจ้าไม่มีอันใดสักอย่าง อาศัยเพียงแค่กองกำลังสองสามพันของเจ้าพวกนั้นกับพวกที่เจ้าแอบเลี้ยงดูเอาไว้ ก็กล้ามาก่อเรื่องในเมืองผิงจิงหรือ”
สีหน้าจวิ้นอ๋องหนานคังเริ่มบิดเบี้ยว โมโหถลึงตาจ้องฮ่องเต้หย่งเจีย “แม้กระหม่อมต้องตาย ก็ต้องพาพระองค์ไปด้วย!”
ฮ่องเต้หย่งเจียส่ายพระพักตร์อย่างไม่คิดเช่นนั้น “สุขภาพเราไม่ดีอยู่แล้ว แม้เจ้าไม่ลงมือก็คงมีชีวิตได้อีกไม่นาน”
“กระหม่อมจะสังหารพระองค์เสียตอนนี้!” จวิ้นอ๋องหนานคังกล่าวอย่างโมโห
ฮ่องเต้หย่งเจียตรัสขึ้นว่า “สังหารเราตอนนี้หรือ...เจ้ากล้าหรือ”
จวิ้นอ๋องหนานคังนิ่งอึ้งไร้วาจา ใช่ เขาไม่กล้า หากตอนนี้เขาสังหารฮ่องเต้หย่งเจีย ก็เท่ากับทำลายไพ่ใบสุดท้ายนี้ด้วยมือตนเอง เขาย่อมไม่ทำเรื่องเช่นนี้ จวิ้นอ๋องหนานคังมองฮ่องเต้หย่งเจียพลางแค่นหัวเราะเย็นเยียบ “ในเมื่อฝ่าบาทมั่นใจในองค์หญิงเสินโย่วเช่นนี้ เช่นนั้นพวกเราก็ลองมารอดูกันว่าองค์หญิงเสินโย่วแท้จริงกตัญญูเพียงใด”
ฮ่องเต้หย่งเจียทอดพระเนตรเขาพลางส่ายพระพักตร์ถอนพระปัสสาสะเบาๆ
ทั้งเมืองหลวงไม่ได้นอนกันทั้งคืน ตอนฟ้าเริ่มสางเล็กน้อย สุดท้ายก็ค่อยๆ สงบลง หน้าประตูวังมีกลุ่มขุนนางมารอประชุมตอนเช้าออกันอยู่นอกประตูวัง เพียงแต่สีหน้าคนเหล่านี้แลดูแปลกประหลาดอยู่สักหน่อย มีบางคนเก็บอาการไม่อยู่ มีบางคนแตกตื่นตกใจ มีบางคนออกอาการหวาดกลัว แต่ไม่ว่าอย่างไร คนเหล่านี้ล้วนพร้อมใจกันมาอยู่รอที่นี่ คล้ายว่ากำลังรอคอยสิ่งใด
จนกระทั่งมีกลุ่มคนปรากฏขึ้นที่หัวถนน องค์หญิงเสินโย่วที่ไม่ได้พบมานานปรากฏตัวพร้อมกลุ่มคนที่หัวถนนค่อยๆ เดินมา ข้างกายนางมีหลายคนติดตามมาด้วย เห็นชายหนุ่มหน้าตาคุ้นเคยและยังอยู่ในชุดเกราะ หลายคน เป็นกองกำลังที่ก้าวเดินมาอย่างเป็นระเบียบ แม้นางเพียงแค่สวมชุดสีแดง ไร้แป้งชาดผัดใบหน้า ไร้เครื่องประดับมีค่า แต่คล้ายว่ากองทหารที่มองไกลสุดลูกหูลูกตาเดินขบวนมากันอย่างพร้อมเพรียง ทำให้ผู้คนรับรู้ได้ถึงแรงกดดัน อำนาจบารมีน่าเกรงขาม