ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 741
ตอนที่ 485-2 ปลิดชีวิตตนเอง
ชายหนุ่มผู้นั้นไม่โมโห เพียงแต่แค่นหัวเราะใส่เฝิงซือเป่ย “ตามองค์หญิงเสินโย่วออกมาเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้น...ในเวลาครึ่งเค่อหากไม่เห็นองค์หญิงเสินโย่ว ข้าก็จะสังหารเซี่ยงกั๋วกง อีกครึ่งเค่อก็จะสังหารพระสนมเสียนเฟย หากยังไม่ออกมา...ก็สังหารคนในวังที่เหลือต่อไปเรื่อยๆ”
เฝิงซือเป่ยขมวดคิ้วมองไปทางเฝิงเจิง นี่เหมือนกำลังข่มขู่พวกเขาอยู่ไหม
เฝิงเจิงกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ในนั้นนอกจากฝ่าบาทที่นำมาข่มขู่องค์หญิงเสินโย่วได้ก็มีแค่ใต้เท้าจูกับจวิ้นอ๋องป๋อหนิงสองสามีภรรยาเท่านั้น”
ชายหนุ่มผู้นั้นยิ้มเอ่ย “ขอเพียงเก็บฝ่าบาทไว้ ก็เพียงพอที่จะข่มขู่องค์หญิงได้แล้ว ในเมื่อองค์หญิงไม่สนใจคนที่เหลือ ก็สังหารให้หมด แม่ทัพเฝิงไม่จำเป็นต้องพูดจายื้อเวลากับข้า ท่านคิดเองก็คงเข้าใจได้ ข้าเพียงทำตามคำสั่ง ท่านพูดอันใดก็ไร้ความหมาย”
เฝิงเจิงขมวดคิ้วครุ่นคิดครู่หนึ่ง หันหน้าไปบอกเฝิงซือเป่ย “ไปรายงานองค์หญิง”
เฝิงซือเป่ยพยักหน้า หันหลังวิ่งออกไปทันที
ฉู่หลิงมาถึงอย่างรวดเร็ว ทหารที่ล้อมหน้าประตูวังก็แยกออกเป็นสองทาง ฉู่หลิงนำคนเดินผ่านเข้ามา เมื่อเห็นเซี่ยงกั๋วกงก็ถอนใจโล่งอก เซี่ยงกั๋วกงถูกจวิ้นอ๋องหนานคังกักบริเวณในวังหลายวัน นางมั่นใจว่าหากไม่จำเป็นจริงๆ จวิ้นอ๋องหนานคังมิกล้าทำร้ายฮ่องเต้หย่งเจีย แต่ไม่กล้ารับรองว่าจวิ้นอ๋องหนานคังจะไม่ทำร้ายเซี่ยงกั๋วกง
“ท่านลุง ท่านไม่เป็นไรใช่ไหม” ฉู่หลิงถามขึ้น
เซี่ยงกั๋วกงอมยิ้มพยักหน้า “ทำให้องค์หญิงเป็นห่วงแล้ว กระหม่อมสบายดี ฝ่าบาทก็สบายดี องค์หญิงวางใจได้”
ฉู่หลิงตอบทันที “เช่นนั้นก็ดี ข้ากลับมาช้าทำให้เสด็จพ่อกับท่านลุงรอนานแล้ว”
เซี่ยงกั๋วกงยังคิดเอ่ยต่อ แต่ชายหนุ่มข้างกายเขากลับทนไม่ไหว แค่นหัวเราะขึ้นเอ่ยว่า “องค์หญิงเสินโย่ว พวกเราไม่ได้มารอท่านทั้งสองทบทวนความหลังกัน”
ฉู่หลิงคิ้วกระตุกเล็กน้อย มองไปทางคนผู้นั้น “เจ้าเป็นใคร”
ชายหนุ่มผู้นั้นกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ทหารตัวเล็กๆ มิกล้ารบกวนองค์หญิงให้จดจำ”
ฉู่หลิงน้ำเสียงยิ่งเยียบเย็น “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็อย่าได้กล่าวแทรกยามคนเขากำลังสนทนากัน”
ชายหนุ่มผู้นั้นสีหน้าสะอึกไม่พอใจ กระชับมีดสั้นประชิดลำคอเซี่ยงกั๋วกง “หืม เช่นนั้นตอนนี้องค์หญิงต้องการอย่างไร”
“ปล่อยท่านลุงข้ากับพระสนมเสียนเฟย ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า” ฉู่หลิงกล่าว
คนผู้นั้นคล้ายว่าได้ยินเรื่องตลก หัวเราะเบาๆ ขึ้นเสียงหนึ่ง “องค์หญิงใจกว้างจริง น่าเสียดาย...กระหม่อมต้องผิดต่อความหวังดีขององค์หญิงแล้ว กระหม่อมก็แค่ทำงานตามคำสั่งเท่านั้น นายสั่งการอย่างไร กระหม่อมก็ทำเช่นนั้น”
ฉู่หลิงถามขึ้นว่า “เช่นนั้นนายเจ้าสั่งการอย่างไร”
คนผู้นั้นเอ่ยว่า “ง่ายมาก ขอเพียงปล่อยตัวราชทูตเป่ยจิ้นและองค์หญิงเสินโย่วปลิดชีวิตตนเอง ท่านอ๋องก็จะปล่อยทุกคนในตำหนักบรรทม รวมทั้งฝ่าบาท”
ฉู่หลิงมองเขาอย่างแปลกใจ เลิกคิ้วถามว่า “เจ้ารู้สึกว่านี่เป็นเรื่องง่ายหรือ”
คนผู้นั้นถามกลับ “หรือว่ายาก กล่าวกันตามตรง สถานการณ์ตอนนี้ล้วนเกิดเพราะองค์หญิงเสินโย่ว หากองค์หญิงไม่กระทำการเหิมเกริมยกทัพบุกไปเป่ยจิ้นตามอำเภอใจ ชาวเป่ยจิ้นก็คงไม่ส่งทูตมา ขุนนางราชสำนักก็คงไม่เกิดความไม่พอใจต่อฝ่าบาท ท่านอ๋องก็ย่อมสงบอยู่ในพื้นที่ตนเอง เป็นท่านอ๋องอิสรเสรีต่อไป หรือว่าองค์หญิงไม่คิดรับผิดชอบต่อผลที่ตนเองได้กระทำลงไปบ้างหรือ”
คนด้านหลังฉู่หลิงทนไม่ไหว หลีตั้นกล่าวน้ำเสียงเยียบเย็นว่า “วาจาเหลวไหลสิ้นดี!”
เฝิงซือเป่ยเองก็พยักหน้าเห็นด้วยกับความเห็นของหลีตั้น คนเช่นนี้มักจะเอาแต่ผลักความรับผิดชอบให้ผู้อื่น ไม่ว่าตนเองทำผิดมหันต์อันใด ก็จะผลักให้ผู้อื่นหมดสิ้น คล้ายว่าผู้อื่นบีบให้เขาต้องกระทำ
ไร้ยางอาย!
ฉู่หลิงมองคนผู้นั้นเหมือนครุ่นคิด เขาสบสายตาฉู่หลิง สายตาอดวูบไหวไม่ได้ แต่สีหน้ายังคงนิ่งสงบ “องค์หญิงคิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง”
ฉู่หลิงตอบว่า “วาจาเป็นเลิศเช่นนี้ เป็นองครักษ์ติดตามจวิ้นอ๋องหนานคัง เกรงว่าคงคับแค้นไม่น้อยกระมัง”
คนผู้นั้นสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย หัวเราะเฝื่อนก่อนเอ่ยว่า “องค์หญิงกล่าวชมเกินไปแล้ว หรือว่าตอนนี้องค์หญิงยังคิดพลิกสถานการณ์ แม้องค์หญิงเชื่อกระหม่อม กระหม่อมก็มิกล้าเชื่อองค์หญิง ดังนั้น...”
เขากล่าวไม่ทันจบ ก็ได้ยินฉู่หลิงหัวเราะเยาะขึ้นเสียงหนึ่งตัดบทเขา “เจ้าไม่ใช่คนของจวิ้นอ๋องหนานคัง ใช่ไหม คนของคุกหมิงอวี้ยังคงเป็นเต่าหดหัวไม่อาจพบหน้าผู้คนไม่เคยเปลี่ยนหรือ”
คนผู้นั้นจ้องมองฉู่หลิงด้วยสีหน้าแปรเปลี่ยนทันที ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวน้ำเสียงเยียบเย็นว่า “คล้ายว่าองค์หญิงลืมไปหรือว่า ตัวท่านเองก็มิใช่คนที่ทำการเปิดเผยตรงไปตรงมา”
หลายปีมานี้องค์หญิงเสินโย่วอาศัยชื่อปลอมไม่น้อย ยังกล้ามาว่าผู้อื่นไม่อาจพบหน้าผู้คน
ฉู่หลิงเลิกคิ้ว “กล่าวเช่นนี้ เจ้ายอมรับว่าตนเองเป็นคนคุกหมิงอวี้แล้วหรือ ทั่วป๋าเหลียงมีความสามารถไม่น้อย ทำให้คนเช่นจวิ้นอ๋องหนานคังเชื่อใจได้ เจ้าน่าจะอยู่ข้างกายเขามานานไม่น้อยกระมัง ทั่วป๋าเหลียงเริ่มส่งคนมาไว้ข้างกายจวิ้นอ๋องหนานคังเมื่อใดกัน”
อีกฝ่ายเอ่ยตอบว่า “ในเมื่อองค์หญิงสงสัยข้า ปิดบังต่อไปก็รังแต่จะเป็นการลบหลู่ตนเอง หรือแม้แต่ฝ่าบาทก็ด้วย...ฝ่าบาททรงปรีชามองการณ์ไกล ไหนเลยที่คนธรรมดาจะจินตนาการได้”
ฉู่หลิงมองคนผู้นั้นอย่างนึกแปลกใจ นางมักรู้สึกว่าระหว่างคุกหมิงอวี้กับทั่วป๋าเหลียงมีเพียงเอาเงินแลกสายสัมพันธ์ คิดไม่ถึงว่ายังมีคนให้ความเคารพและทำงานให้ทั่วป๋าเหลียงด้วยชีวิต ที่สำคัญที่สุดก็คือคนผู้นี้ถึงกับไม่ใช่ชาวเผ่ามั่ว
ส่วนทั่วป๋าเหลียงแท้จริงปรีชามองการณ์ไกลหรือไม่ ไว้ค่อยถกกันภายหลัง
ฉู่หลิงอมยิ้มมองคนผู้นั้น “เจ้านับว่าฉลาด เพียงแต่ข้าไม่รู้ยามนี้จวิ้นอ๋องหนานคังคิดเช่นไร”
เขายิ้มเอ่ย “องค์หญิงไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงผู้อื่น การลงมือรวดเร็วปานสายฟ้าขององค์หญิงบีบจวิ้นอ๋องหนานคังมาถึงขั้นนี้ แม้เขาขายชาติจริง ก็สมเหตุสมผลไม่ใช่หรือ”
ฉู่หลิงเลิกคิ้ว “สำหรับเจ้าแล้ว ก็สมเหตุสมผลจริง”
“องค์หญิงคิดยื้อเวลาหรือ” ชายหนุ่มยิ้มเยียบเย็น “กระหม่อมขอเตือนองค์หญิงว่าอย่าดีกว่า ถึงกับรู้สถานะกระหม่อม ก็ควรรู้ว่ายื้อเวลาไปก็ไร้ประโยชน์”
ฉู่หลิงกระดกมุมปากยิ้มละไม “วาจานี้...คนของคุกหมิงอวี้ไม่คู่ควรเอ่ยกับข้าที่สุดกระมัง”
แววตาชายหนุ่มฉายแววดำทะมึน “ในเมื่อองค์หญิงมั่นใจในตนเองเช่นนี้ กระหม่อมก็ขอรอชมแล้ว”