ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 742
ตอนที่ 486-1 วางยาพิษ
แม้ว่าก่อนวันนี้ชายหนุ่มยังไม่ได้พบองค์หญิงเสินโย่ว แต่เขามีช่องทางพิเศษของคุกหมิงอวี้ ย่อมเข้าใจฉู่หลิงเพียงพอ อย่างน้อยก็มากกว่าจวิ้นอ๋องหนานคัง แต่เห็นชัดว่าเขาไม่ได้แลกเปลี่ยนการข่าวกับจวิ้นอ๋องหนานคัง หากจวิ้นอ๋องหนานคังรู้ข่าวมากเหมือนเขา บางทีอาจไม่กล้าลงมือโดยไร้การไตร่ตรองเช่นนี้ ทำให้ตอนนี้ต้องตกในสภาพเป็นฝ่ายรับมือ เห็นชัดว่านี่คือสิ่งที่ชาวเผ่ามั่วต้องการเห็น พวกเขาไม่ได้สนใจว่าผู้ใดจะเป็นฮ่องเต้เทียนฉี่ พวกเขาเพียงแต่ต้องการทำให้เทียนฉี่ตกอยู่ในสภาพวุ่นวาย ไม่มีเวลาและจิตใจไปยุ่งเรื่องทางเหนืออีกเท่านั้น
ในเมื่ออีกฝ่ายเข้าใจศัตรูตนเองเพียงพอ ย่อมไม่ให้เวลาฉู่หลิงได้วางแผนมากนัก ดังนั้นคนผู้นั้นจึงให้เวลานางตัดสินใจเพียงหนึ่งเค่อเท่านั้น หลังจากหนึ่งเค่อไปเขาก็จะเริ่มสังหารทีละคน อย่างไรขอเพียงสังหารคนในตำหนักบรรทมรวมทั้งฮ่องเต้หย่งเจียหมดสิ้น แม้สังหารองค์หญิงเสินโย่วไม่ได้ ก็นับว่าทำงานใหญ่สำเร็จแล้ว
ที่น่าสนใจยิ่งก็คือคนคุกหมิงอวี้ภักดีต่อทั่วป๋าเหลียง แต่อาฮูหลู่แม้มีชาติกำเนิดสูงศักดิ์เผ่ามั่วเป็นถึงชนชั้นสูงศักดิ์ทรงอิทธิพล กลับไม่ใช่คนที่เขาภักดี พวกเขารับคำสั่งเพียงทั่วป๋าเหลียง อาฮูหลู่ช่วยได้ก็ช่วย ช่วยไม่ได้ก็นำความสำเร็จใหญ่กลับไปรายงาน ทั่วป๋าเหลียงย่อมไม่เอาความพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจะไม่ยอมถูกฉู่หลิงข่มขู่เพราะพวกอาฮูหลู่
“องค์หญิง ตอนนี้ทำอย่างไรดี” เฝิงซือเป่ยถามขึ้นเบาๆ
ฉู่หลิงเล่นดาบจันทราในมือไปมา ยิ้มบางพลางเอ่ยว่า “ร้อนใจอันใด ”
เฝิงซือเป่ยจนใจไร้วาจาจะกล่าว จะไม่ร้อนใจได้อย่างไร ไม่มีเวลาแล้ว พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปแล้ว ถึงตอนนั้นจะทำเยี่ยงไร
หลีตั้นยื่นมือไปตบไหล่เฝิงซือเป่ยเอ่ยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “พี่เฝิง อย่าใจร้อน องค์หญิงพอรู้อยู่”
เฝิงซือเป่ยมองฉู่หลิงอย่างลังเล ดังคาด เห็นสีหน้านางสงบนิ่ง ไม่ได้มีแววร้อนใจแม้แต่น้อย หรือว่าองค์หญิงแอบจัดการบางอย่างไว้แล้ว เฝิงซือเป่ยอดสงบนิ่งลงไม่ได้ เฝิงเจิงที่ยืนอยู่ด้านข้างมองบุตรชาย แล้วก็มองหลีตั้น ได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา นับดูอายุแล้ว เฝิงซือเป่ยอายุมากกว่าหลีตั้นเล็กน้อย แต่เผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้กลับนิ่งได้ไม่เท่าหลีตั้น
ท่าทีฉู่หลิงเช่นนี้เป็นที่สังเกตของอีกฝ่าย ทว่าอีกฝ่ายน่าจะได้ยินว่าองค์หญิงเสินโย่วเล่ห์เหลี่ยมไม่น้อย จึงไม่คิดเจรจากับฉู่หลิงต่อ มองไปทางเซี่ยงกั๋วกงกับพระสนมเสียนเฟย เอ่ยเสียดสีว่า “เซี่ยงกั๋วกง พระสนมเสียนเฟย ดูท่าองค์หญิงเสินโย่วไม่เห็นความปลอดภัยของพวกท่านอยู่ในสายตาเสียแล้ว”
เซี่ยงกั๋วกงหลุบตาลงกล่าวด้วยสีหน้าท่าทางสงบนิ่งว่า “องค์หญิงเป็นนาย ข้าเป็นขุนนาง ไหนเลยต้องให้นายเอาชีวิตตนเองมาแลกกับขุนนาง จะฆ่าก็ฆ่า ท่านมัวแต่ละล้าละลังเช่นนี้ คงไม่ใช่กำลังยื้อเวลากระมัง”
ชายหนุ่มแค่นเสียงฮึในลำคอเบาๆ เสียงหนึ่ง มองไปทางพระสนมเสียนเฟย “พระสนมเสียนเฟย ท่านเองก็นับได้ว่ามีศักดิ์เป็นเสด็จแม่องค์หญิงกระมัง องค์หญิงไม่สนใจขุนนางก็แล้วไป แม้แต่เสด็จแม่ก็ไม่สนใจหรือ”
พระสนมเสียนเฟยสีหน้าซีดเผือด แต่ก็ฝืนยิ้มเอ่ย “วาจานี้...ยิ่งน่าแปลก องค์หญิงเป็นบุตรีฝ่าบาท ข้าเป็นเพียงแต่พระสนมธรรมดาเท่านั้น โชคดีได้เข้าวัง จึงได้มีศักดิ์เป็นดังเสด็จแม่องค์หญิง หากอยู่ในตระกูลทั่วไป ก็คงได้รับการเรียกขานว่า อี๋เหนียง เท่านั้น”
คนผู้นั้นติดตามจวิ้นอ๋องหนานคังมานานหลายปี ย่อมเข้าใจประเพณีและวัฒนธรรมเทียนฉี่ พระสนมเสียนเฟยกล่าวเช่นนี้นับได้ว่าลดค่าตนเองถึงขีดสุดแล้ว แต่นางทำเพื่อสิ่งใด ทุกคนในที่นี้ต่างรู้กระจ่างดี
คนผู้นั้นแค่นเสียงฮึในลำคอเบาๆ เสียงหนึ่ง “ข้ากลับรู้สึกว่าหญิงเทียนฉี่มีศักดิ์ศรีกว่าชายเทียนฉี่ ก็เหมือนในตอนนั้น...หญิงตอนเหนือพวกนั้นใจเด็ดกว่าชายที่ยอมตกเป็นทาสมาก”
“ท่านเองก็มิใช่ชาวเทียนฉี่หรือ” พระสนมเสียนเฟยขมวดคิ้ว นางรู้สึกว่าคนผู้นี้เหมือนโกรธแค้นและดูแคลนชาวเทียนฉี่อย่างมาก และอาจมากยิ่งกว่าชาวเผ่ามั่ว นับว่าเป็นเรื่องแปลกมาก และน่าขันอย่างที่สุด หรือว่าเขาไม่ใช่ชายสายโลหิตเทียนฉี่
“ปัง!” ไม่รู้ว่าวาจานี้แท้จริงแตะต้องโดนจุดอ่อนเจ็บปวดของชายผู้นั้นที่ใด เขาไม่พูดไม่จาก็ยกมือสะบัดตบหน้าพระสนมเสียนเฟยทันที เซี่ยงกั๋วกงขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวน้ำเสียงเยียบเย็นว่า “ลงมือตบตีหญิงสาวอ่อนแอไร้แรงกำลัง ช่างมีความสามารถจริง!”
พวกฉู่หลิงย่อมมองเห็นฉากตรงหน้านี้ ฉู่หลิงหรี่ตาเล็กน้อย ยกมือขึ้นยิงลำแสงสีเงินออกจากแขนเสื้อ ใส่ชายผู้นั้น เขาได้ยินเสียงลมดังมาก็เอี้ยวตัวหลบ ลูกดอกที่ยิงออกจากแขนเสื้อปักใส่องครักษ์ด้านหลังเขา คนผู้นั้นไม่ทันตั้งรับก็ผงะล้มหงายหลังลงทันที
ชายหนุ่มสีหน้าพลันแปรเปลี่ยน เขาคิดไม่ถึงว่าในเวลานี้ องค์หญิงเสินโย่วยังกล้ายั่วยุเขา กดมีดสั้นที่ลำคอเซี่ยงกั๋วกงลึกลงไปอีกด้วยสายตาเย็นเยียบ พร้อมกล่าวน้ำเสียงเยียบเย็นว่า “องค์หญิงเสินโย่ว ยั่วยุกระหม่อม ไม่เป็นผลดีต่อองค์หญิง”
ฉู่หลิงยิ้มให้เขาอย่างอารมณ์ดี “เรื่องที่ข้ารังเกียจที่สุด ก็คือลงมือกับผู้หญิงตามอำเภอใจ เพราะเรื่องนี้...ข้าตัดสินใจส่งของขวัญชิ้นหนึ่งให้เจ้า”
“ของขวัญ” คนผู้นั้นหรี่ตาเล็กน้อย “ทรงคิดเล่นอุบายใดอีก กระหม่อมขอเตือนว่าอย่าดีกว่า อีกเพียงครึ่งเค่อ...เวลาถึงเมื่อใด ไม่ทรงตัดสินใจ กระหม่อมก็จะตัดสินใจแทน!”
ฉู่หลิงเอียงคอมองประเมินเขาอย่างนึกสนใจ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงได้เอ่ยว่า “เจ้า...ไม่ใช่สายโลหิตเทียนฉี่บริสุทธิ์ จึงได้มองไม่ออก”
มองไม่ออกจริงๆ หากมองภายนอกว่าคนผู้นี้มีสายโลหิตนอกเผ่า เกรงว่าจวิ้นอ๋องหนานคังคงไม่ใช้งานเขา คนผู้นั้นสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย “ทรงรู้ได้อย่างไร”
ฉู่หลิงยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “คนเช่นเจ้า ข้าเห็นมามากแล้ว ทว่าก็แยกเป็นสองแบบ มีคนที่มีสายโลหิตผสม แต่ก็เป็นคนปกติ พวกเรามักเรียกคนเช่นนี้ว่าคนสายโลหิตผสม แต่มีอีกแบบเช่นเจ้า เจ้ารู้ไหมว่าพวกเราส่วนใหญ่เรียกว่าอย่างไร”
คนผู้นั้นจ้องมองฉู่หลิงเยียบเย็น เขาย่อมรู้ว่าฉู่หลิงย่อมไม่เอ่ยวาจาดีอันใด ฉู่หลิงยิ้มตาหยีเอ่ยทีละคำ “โลหิต...มั่วซั่ว...”
“องค์หญิงเสินโย่วมีแค่ความอดทนมาพูดจาลับฝีปากที่นี่เท่านั้นหรือ” คนผู้นั้นกล่าวอย่างสะกดกลั้นอารมณ์ มองมีดสั้นในมือ ไม่เหมือนจะปาดลำคอเซี่ยงกั๋วกง แต่เหมือนจะตัดลิ้นฉู่หลิงทิ้ง
ฉู่หลิงยักไหล่ถามขึ้นว่า “ทั่วป๋าเหลียงตายแล้ว เจ้าจะดีใจหรือไม่”
“เจ้าสิตาย ฝ่าบาทย่อมไม่ตาย!” คนผู้นั้นกล่าวน้ำเสียงเยียบเย็น
ฉู่หลิงถอนหายใจ “แต่...ทั่วป๋าเหลียงจะตายแล้วจริงๆ นะ”
เขาจ้องมองฉู่หลิงไม่กล่าวอันใด สายตาเต็มไปด้วยความสงสัยและไม่เชื่อ
ฉู่หลิงเอ่ยอย่างไม่ยี่หระว่า “ข้าขอเสนอว่าหากตอนนี้เจ้ารีบกลับไป ไม่แน่ว่าอาจทันได้ร่วมงานศพเขากระมัง”
“หุบปาก!” อีกฝ่ายโมโห “ทรงพูดอีกคำเดียว กระหม่อมจะฆ่าเขา!”
ฉู่หลิงกะพริบตาปริบๆ ยกมือขึ้นแสดงท่าทางปิดปาก “ข้าไม่พูดละ”
เฝิงซือเป่ยนึกอยากรู้ขึ้นมาอยู่บ้าง “องค์หญิงรู้ได้อย่างไรว่าทั่วป๋าเหลียงจะตายแล้ว” วาจานี้ย่อมไม่ได้ถามฉู่หลิง แต่ถามหลีตั้นข้างๆ
หลีตั้นยักไหล่ “ง่ายมาก เจ้าไม่ลองคิดดู ตอนนี้เมืองเหนือมีผู้ใดอยู่ คุณชายหมิงจิ้งเมืองชางอวิ๋นไปเมืองเหนือนานแล้ว เขาคงไม่ได้ไปเที่ยวเล่นกระมัง หนานกงอวี้เยว่ ทั่วป๋าอิ้น คุณชายหมิงจิ้ง ยังมีไป๋หลี่ชิงหง คนเหล่านี้คนใดไม่ร้ายกาจ ทั่วป๋าเหลียงยังส่งคนของคุกหมิงอวี้ออกมาเกินครึ่ง ไม่ฉวยโอกาสนี้ลงมือแล้วยังจะรอเมื่อใด”
“ไป๋หลี่ชิงหงเป็นบุตรเขยทั่วป๋าเหลียงนะ” เฝิงซือเป่ยกระซิบเตือนเบาๆ
หลีตั้นไม่สนใจ “บุตรีทั่วป๋าเหลียงก็ใช่ว่าเป็นเทพธิดา ได้ยินว่ายังเป็นนางบ้าเสียสติ ไป๋หลี่ชิงหงอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์องอาจผึ่งผาย จัดการสังหารทั่วป๋าหมิงจูให้ตายไปเสีย ยังต้องกังวลไร้ภรรยาดีอีกหรือ”
“เจ้าหนุ่ม ความคิดเจ้าอันตรายมาก” ฉู่หลิงเหลือบตาขึ้นมองหลีตั้นด้วยสีหน้านิ่งเฉย
หลีตั้นเอ่ยด้วยท่าทางเก้อเขิน “องค์หญิง กระหม่อมก็แค่คาดเดาตามนิสัยของไป๋หลี่ชิงหง”
ดังนั้นคนอันตรายควรเป็นไป๋หลี่ชิงหง ไม่ใช่กระหม่อม
“ทั่วป๋าหมิงจูเป็นองค์หญิง!” เฝิงซือเป่ยเอ่ยเตือน หญิงอื่นงามเพียงใด จะสู้สถานะองค์หญิงได้หรือ หรือมองอีกมุม หากจัดการสังหารทั่วป๋าเหลียงตายไป ฮ่องเต้องค์ถัดไปจะยอมยกองค์หญิงให้แต่งกับไป๋หลี่ชิงหงหรือ ไม่มีทางกระมัง หากเขาขึ้นครองราชย์ เรื่องแรกที่จะทำก็คือสังหารไป๋หลี่ชิงหง
หลีตั้นเองก็รู้สึกว่ามีเหตุผล มองฉู่หลิงอย่างลังเล สุดท้ายเอ่ยขึ้นว่า “องค์หญิงกล่าวได้ถูกต้อง” หลักการทำนายมีอยู่ว่า “หาก...เชื้อพระวงศ์เป่ยจิ้นตายกันหมด เหลือแค่บุตรชายหญิงของไป๋หลี่ชิงหงกับทั่วป๋าหมิงจูเล่า” ผู้อื่นล้วนทำนายผลตามสภาพการณ์ แต่คุณชายหลีตั้นกลับทำนายพัฒนาการของสถานการณ์ไปตามผลลัพธ์ที่ตั้งไว้
“เป็นไปไม่ได้” เฝิงซือเป่ยยังคงคัดค้าน “ชาวเผ่ามั่วไม่ยอมรับคนต่างเผ่า”