ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 744
ตอนที่ 487-1 คลื่นลูกหลังช่างน่ากลัว!
เหตุการณ์กบฏเริ่มต้นรวดเร็ว แต่ก็จบลงรวดเร็วดังเช่นเรื่องเด็กเล่น แต่ทุกคนล้วนรู้ว่าเรื่องครั้งนี้ แม้ว่าดูแล้วคล้ายว่าไม่มีอันใด แต่ผลกระทบมากกว่าเหตุการณ์จวิ้นอ๋องอันซิ่นเมื่อหลายปีก่อน
ฉู่หลิงประคองฮ่องเต้หย่งเจียกลับถึงตำหนักแล้วก็ตามหมอหลวง พร้อมกับเซียวเยียนเอ๋อร์ที่ตามมาร่วมวงด้วย ทุกคนต่างเริ่มตรวจชีพจรฮ่องเต้หย่งเจียทีละคน จากนั้นก็บอกสถาพพระวรกายต่อทุกคนอย่างเศร้าใจ วาจาก่อนหน้านี้ของคนผู้นั้นไม่ใช่ข่มขู่ ฮ่องเต้หย่งเจียได้รับพิษชนิดหนึ่งจริง แต่หมอหลวงสำนักหมอหลวงไม่เคยพบเห็นพิษชนิดนี้ และไม่รู้ว่าหากพิษนี้กำเริบขึ้นมาแท้จริงจะมีผลเช่นไร แม้ว่าฮ่องเต้ตอนนี้ดูแล้วปกติดีทุกอย่าง นอกจากพระพลานามัยอ่อนแอสักหน่อยเท่านั้น
เซียวเยียนเอ๋อร์รู้มากกว่าหมอหลวงมาก นางนั่งขมวดคิ้วอยู่ที่โต๊ะเอ่ยว่า “ข้าเคยอ่านพบพิษชนิดนี้ในตำรา ชื่อว่า...ชื่อไม่สำคัญ พิษชนิดนี้สำหรับคนธรรมดาแล้ว ความจริงไม่ส่งผลมาก หากไม่เกิดเหตุผิดพลาด เวลาหนึ่งปีครึ่งก็จะสลายไปเอง แต่ก่อนที่พิษนี้จะสลายไป ผู้ที่ถูกพิษห้ามกินโสมหยก หากในเวลานี้กินโสมหยก ร่างกายก็จะยิ่งย่ำแย่ลงเรื่อยๆ กินโสมหยกไปไม่ได้ผลแม้แต่น้อย ที่สำคัญที่สุดก็คือพอกินไปได้ปริมาณหนึ่ง คนผู้นั้นก็อาจพิษกำเริบตายทันที หากเป็นหมอชาวบ้านทั่วไป อาจไม่รู้แม้แต่สาเหตุ”
ความนัยในวาจาก็คือวิชาการแพทย์หมอหลวงนับว่าไม่เลวแล้ว
หมอหลวงผู้หนึ่งส่ายหน้า “ราษฎรทั่วไปไหนเลยจะกินโสมหยกไหว แม้กินก็กินได้ไม่เท่าไร แต่...” หมอหลวงลังเลเล็กน้อย “ตอนนี้โอสถที่ฝ่าบาทเสวยทั้งหมดมีโสมหยก และยังเป็นตัวยาหลัก สองสามวันนี้...ฝ่าบาทน่าจะเสวยมาอย่างต่อเนื่อง”
เซี่ยงกั๋วกงพยักหน้ายอมรับการคาดเดาของอีกฝ่าย พระพลานามัยฮ่องเต้หย่งเจียไม่ดีมาตลอด ระยะหนึ่งปีมานี้ก็ยิ่งย่ำแย่กว่าเดิม แทบจะกินยาสามมื้อทุกวัน
ฉู่หลิงขมวดคิ้ว “เยียนเอ๋อร์ มียาถอนพิษหรือไม่” เซียวเยียนเอ๋อร์เงียบไปครู่หนึ่ง ส่ายหน้าอย่างรู้สึกขอโทษ มองฮ่องเต้หย่งเจียเอ่ยขึ้นว่า“ยาพิษนี้...แทบจะไม่ส่งผลต่อคนธรรมดา แม้ตระกูลชนชั้นสูงศักดิ์ทรงอิทธิพลก็ไม่ค่อยได้กินโสมหยกกันในปริมาณมากเพียงนี้ ดังนั้นไม่ว่าใช้ทำร้ายคนหรือเพื่อการใด พิษนี้ไร้ผลอย่างยิ่ง แทบจะไม่มีผู้ใดคิดใช้”
เพราะว่าไร้ผล ย่อมไม่จำเป็นต้องคิดค้นทดลองยาถอนพิษ อย่างน้อยเซียวเยียนเอ๋อร์ก็ไม่สนใจ บนโลกใบนี้มีพิษที่น่ากลัวและร้ายกาจน่าสนใจกว่ามาก นางจะคิดค้นทดลองยาแก้พิษนี้ไปทำอันใด
เซียวเยียนเอ๋อร์มองฮ่องเต้หย่งเจียพลางขมวดคิ้วเอ่ยว่า “หากฝ่าบาทพระพลานามัยดีกว่านี้สักหน่อย หม่อมฉันอาจจะทดลองดูว่าจะคิดค้นปรุงยาถอนพิษได้หรือไม่ แต่พระพลานามัยฝ่าบาทเช่นนี้ หากหม่อมฉันให้ทรงทดลองยา เกรงว่าฝ่าบาทจะถูกยาหม่อมฉันทำให้พิษกำเริบเร็วกว่าเดิมก็เป็นได้”
หมอหลวงรีบเอ่ย “แม่นาง สำนักหมอหลวงเตรียมคนพร้อมทดลองยาของแม่นาง”
เซียวเยียนเอ๋อร์ส่ายหน้า “ไม่มีประโยชน์ ด้วยสภาพร่างกายคนทั่วไป ยาที่ปรุงออกมาไม่มีผลอันใดต่อพวกเขา ทว่าพระพลานามัยฝ่าบาท...”
เซียวเยียนเอ๋อร์กล่าวไม่จบ แต่สำนักหมอหลวงก็เข้าใจ ในฐานะหมอหลวง ความจริงพวกเขาเข้าใจพระพลานามัยฮ่องเต้หย่งเจียที่สุด ความจริงแม้ฮ่องเต้หย่งเจียไม่ถูกพิษ ด้วยพระพลานามัยตอนนี้ก็คงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ได้อีกไม่เกินสองสามปี แต่การที่ได้เสวยโสมหยกปริมาณมากตอนนี้ กลับเป็นการเร่งเอาชีวิต มิใช่รักษาอาการ แม้แต่หมอเทวดาวิชาการแพทย์สูงส่งก็ยากประเมินว่าแท้จริงฮ่องเต้หย่งเจียประชวรระดับใด กอปรกับพระพลานามัยเดิมก็อ่อนแอ ยิ่งทำให้ยากรักษา สำนักหมอหลวงมีสมุนไพรแปลกประหลาดบำรุงสุขภาพมากมาย แต่สภาพพระพลานามัยฮ่องเต้หย่งเจียรับได้แต่สมุนไพรเช่นโสมหยกที่มีประสิทธิภาพอ่อนโยน ไม่อาจใช้ยาสมุนไพรบำรุงชนิดอื่น
ตอนนี้ตำรับโอสถที่ฮ่องเต้หย่งเจียเสวยล้วนเป็นตำรับเฉพาะบำรุงพระพลานามัยที่สำนักหมอหลวงทุกคนช่วยกันทุ่มเทปรุงขึ้น หากยานี้อยู่ด้านนอกวังเกรงว่าคงมีค่าดังทองคำ แต่หากไม่อาจเสวยยานี้ได้อีก ก็จำต้องเปลี่ยนตำรับยาอื่น หากมีตำรับยาอื่นที่ดีกว่า พวกเขาจะไม่เปลี่ยนให้ฝ่าบาทหรือ หากใช้ตำรับยาระดับรองลงมา พระพลานามัยฝ่าบาท...
คิ้วงามฉู่หลิงขมวดเล็กน้อย เงยหน้ามองไปทางเซียวเหมิง “ไปสอบปากคำคนคุกหมิงอวี้ผู้นั้น ต้องถามมาให้ได้ว่ายาพิษนี้คือยาพิษอันใดกันแน่”
เซียวเหมิงพยักหน้าหันหลังออกไปเงียบๆ
ฮ่องเต้หย่งเจียยื่นพระหัตถ์ขึ้นตบหลังมือฉู่หลิง โบกพระหัตถ์ให้หมอหลวง ตรัสว่า “เอาละ พวกเจ้าออกไปได้แล้ว”
บรรดาหมอหลวงพากันถอนใจโล่งอก รีบทูลลานอมน้อม “กระหม่อมจะไปคิดค้นตำรับโอสถใหม่พ่ะย่ะค่ะ”
พอบรรดาหมอหลวงออกไปแล้ว ในพระที่นั่งก็พลันเงียบลงมาก ฮ่องเต้หย่งเจียทอดพระเนตรไปทางฉู่ หลิง แย้มสรวลตรัสว่า “ชิงเอ๋อร์ไม่ต้องเป็นห่วงเช่นนั้น เราสบายดี พิษอันใดพวกนี้ความจริงไม่ได้มีผลอันใดต่อเรา”
ฉู่หลิงขมวดคิ้ว “จะไม่มีผลได้อย่างไร เสด็จพ่อไม่ต้องเป็นห่วง หม่อมฉันจะต้องหายาถอนพิษมาให้ได้”
ฮ่องเต้หย่งเจียทรงถอนพระปัสสาสะ ทอดพระเนตรไปทางเซียวเยียนเอ๋อร์
เซียวเยียนเอ๋อร์กะพริบตาปริบๆ “พี่อาหลิง ความจริงฝ่าบาทตรัสได้ถูกต้อง พิษนี้ไม่ส่งผลต่อฝ่าบาทมากนัก เพราะว่า...แม้ไม่ถูกพิษ ฝ่าบาทก็คงมีพระชนม์ชีพไม่ถึงสองปีแล้ว ด้วยความสามารถสำนักหมอหลวง แม้แต่ไม่เสวยโสมหยก ยื้อเวลาสองปีน่าจะไม่ยากนัก”
อย่างมากที่สุดก็คือพระพลานามัยฮ่องเต้หย่งเจียจะแย่ลงกว่าตอนนี้เล็กน้อยเท่านั้น
ฉู่หลิงเองก็รู้ว่าพระพลานามัยฮ่องเต้หย่งเจียไม่ดี แต่ทุกครั้งหมอหลวงบอกว่าฮ่องเต้หย่งเจียไม่ได้ประชวร แต่เพราะพระพลานามัยไม่ดี แม้แต่อวิ๋นสิงเยว่ที่เคยมาตรวจชีพจรฮ่องเต้หย่งเจียก็ได้ข้อสรุปเช่นนี้ แต่อวิ๋นสิงเยว่ไม่ได้บอกว่าฮ่องเต้หย่งเจียจะมีพระชนม์ชีพไม่ถึงสองปี ฉู่หลิงขมวดคิ้วครุ่นคิด นางนึกได้แล้ว ตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน ตอนนางเชิญอวิ๋นสิงเยว่มาตรวจชีพจรให้ฮ่องเต้หย่งเจีย ฮ่องเต้หย่งเจียก็ไม่ยอมให้อวิ๋นสิงเยว่มาตรวจอีก อวิ๋นสิงเยว่เองก็บอกว่าตำรับโอสถที่สำนักหมอหลวงปรุงกับวิชาการแพทย์ของพวกเขาดีต่อพระพลานามัยฮ่องเต้หย่งเจียที่สุดแล้ว แม้แต่อาจารย์อาอวิ๋นมาด้วยตนเองก็ทำอันใดไม่ได้ไปมากกว่านี้
ฮ่องเต้หย่งเจียทอดพระเนตรเห็นสีหน้าหมองหม่นของฉู่หลิง ก็ทรงถอนพระปัสสาสะเบาๆ “ชิงเอ๋อร์อย่าได้คิดมาก ชีวิตเรานี้ไม่มีประโยชน์อันใด แต่กลับเสพสุขวาสนาเงินทองมามากมาย ถือว่าไม่เสียเปล่าแล้ว เพียงแต่น่าเสียดาย...” ส่ายพระพัตกร์อย่างจนพระทัย เขาย่อมมีเรื่องที่เสียใจอยู่ แต่ทว่าเรื่องเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับแผ่นดินเทียนฉี่สักเท่าไร ฮ่องเต้หย่งเจียรู้ดีกว่าตนเองมิใช่ฮ่องเต้ที่ดี แต่กลับไม่มีใจคิดเปลี่ยนแปลงอันใด
ฉู่หลิงเงยหน้ายิ้มให้เขา “เสด็จพ่อวางใจ จะไม่ทรงเป็นอันใดเพคะ”
ฮ่องเต้หย่งเจียเริ่มพระสติเลือนราง ตรัสได้ครู่หนึ่งก็เริ่มง่วง จึงให้พระสนมเสียนเฟยเฝ้าดูแลฮ่องเต้หย่งเจียต่อ ส่วนพวกฉู่หลิงลุกขึ้นออกจากตำหนักข้างไป
“ขอบพระทัยบุญคุณที่องค์หญิงได้ช่วยชีวิตพ่ะย่ะค่ะ” จวิ้นอ๋องป๋อหนิงสองสามีภรรยาและใต้เท้าจูเอ่ยขอบพระทัยพร้อมเพรียง
ฉู่หลิงส่ายหน้า “ทั้งสามท่านไม่ต้องมากพิธี ล้วนเป็นหน้าที่ข้า เสด็จอาป๋อหนิง ทั้งสองท่านเองก็ไม่ต้องเป็นห่วงฉางเซิง ตอนเกิดเรื่อง ไป๋ลู่กับฮูหยินจั๋วพาฉางเซิงออกไปจากจวนองค์หญิงแล้ว ข้าได้ส่งคนไปรับพวกเขาแล้ว คิดว่าอีกไม่นานก็คงจะกลับมาแล้ว”
ได้ยินดังนี้ พระชายาจวิ้นอ๋องป๋อหนิงก็ไม่อาจระงับอารมณ์ตื้นตัน หลั่งน้ำตาออกมาทันที นางมีฉางเซิงเป็นหลานชายเพียงคนเดียว หากฉางเซิงเกิดเรื่องอันใดขึ้น นางอยู่ไม่สู้ตาย
ใต้เท้าจูมองไปทางฉู่หลิงถามขึ้นว่า “องค์หญิง สถานการณ์ตอนนี้ควรจัดการอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
ฉู่หลิงคิ้วกระตุกเล็กน้อยมองไปทางใต้เท้าจู “ใต้เท้าจูคิดอย่างไร”