ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 739
ตอนที่ 484-2 คุยเหตุผล
ฉู่หลิงยิ้มให้ทุกคน เอ่ยว่า “ไม่ต้องเป็นห่วง จวิ้นอ๋องหนานคังเป็นคนสุภาพ จะไม่ทำให้ข้าลำบากใจ ”
จวิ้นอ๋องหนานคังเป็นคนสุภาพ
ทุกคนต่างไร้วาจา เอาละ เทียบกับท่านแล้ว จวิ้นอ๋องหนานคังน่าจะเป็นคนสุภาพจริง
“องค์หญิง” ซั่งกวนเฉิงอี้ก้าวเข้ามาประสานมือคำนับนอบน้อม
ฉู่หลิงคิ้วกระตุกเล็กน้อย เอ่ยอย่างแปลกใจ “หืม ใต้เท้าซั่งกวน มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
ซั่งกวนเฉิงอี้ยิ้มเอ่ย “ละอายใจต่อองค์หญิงยิ่งแล้ว ขุนนางเฒ่ามาสาย ขอองค์หญิงโปรดอภัยด้วย”
ฉู่หลิงยิ้มเอ่ย “ไม่สายๆ เสนาบดีซั่งกวนมาได้พอดีเวลา”
ซั่งกวนเฉิงอี้ยิ้มสบตากับฉู่หลิง “องค์หญิงมีเรื่องอันใด โปรดสั่งการมาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
ฉู่หลิงสั่งการว่า “สั่งการก็มิกล้า เพียงแต่อยากขอความเห็นใต้เท้าซั่งกวน ควรลงโทษกบฏเช่นไร”
ซั่งกวนเฉิงอี้กวาดตามองกลุ่มขุนนางที่ยืนอยู่ตรงหน้า “ทูลองค์หญิง ตามกฎหมายเทียนฉี่ กบฏมีโทษมหันต์ ตัดศีรษะ!”
ทุกคนอดส่งเสียงดังฮือขึ้นไม่ได้ หลายปีมานี้เทียนฉี่แทบไม่มีเรื่องสังหารขุนนางสักเท่าไร วาจาซั่งกวนเฉิงอี้เอ่ยออกว่ามาตัดศีรษะ ในใจหลายคนก็อดหนาวยะเยือกไม่ได้ ไม่เพียงแค่เรื่องวันนี้ หลายคนยังเป็นห่วงว่าหากมีตัวอย่างแรก วันหน้าขุนนางบุ๋นคงไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีดังเดิม
มีคนโมโหเดือดดาลขึ้นทันที “องค์หญิง ใต้เท้าซั่งกวน พวกท่านว่าผู้ใดกบฏ!”
ซั่งกวนเฉิงอี้เหลือบตามอง เอ่ยอย่างไม่รีบไม่ร้อนว่า “องค์หญิงเพียงแค่ถามความผิดกบฏลงโทษเช่นไร ข้าก็แค่ตอบคำถามองค์หญิงเท่านั้น”
ดังนั้นคนที่อับอายจนกลายเป็นโมโหก็เท่ากับยอมรับด้วยตนเอง
คนผู้นั้นแค่นเสียงฮึในลำคอเบาๆ เสียงหนึ่ง “องค์หญิง พอเช้าตรู่มาก็ล้อมพวกเราไว้ที่นี่ หรือว่าไม่ได้คิดลงอาญาพวกกระหม่อม ไยต้องปฏิเสธ ถึงตอนนั้นใช่กบฏหรือไม่ คงเป็นองค์หญิงกับใต้เท้าซั่งกวนตัดสินเพียงลำพังแล้ว”
ฉู่หลิงมองทุกคนสายตานิ่งเรียบ กล่าวอย่างไม่ค่อยเข้าใจว่า “ใต้เท้าทุกท่านมักรู้สึกว่าข้าเหิมเกริมกระทำตามอำเภอใจ แต่กลับรู้สึกว่าจะพูดจากับข้าด้วยเหตุผลได้ นี่คือหลักการอันใดกัน หรือว่าตอนใต้เท้าทุกท่านต้องการใช้เหตุผล ข้าก็ต้องพูดจาด้วยเหตุผลกับพวกท่าน ตอนใต้เท้าทุกท่านไม่คิดพูดจาด้วยเหตุผล ข้าก็กลายเป็นพวกบังอาจเหิมเกริม”
หลีตั้นกล่าวเบาๆว่า “องค์หญิง ใต้เท้าทุกท่าน...น่าจะหมายความเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ”
ฉู่หลิงยิ้มบางพลางเอ่ย “อ้อ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าทำเสียเลยดีกว่า”
หลีตั้นหัวเราะไม่รับคำ แต่รอยยิ้มบนใบหน้า กลับทำให้ใบหน้าหลายคนร้อนผ่าว มาคิดดูให้ถี่ถ้วน ท่าทีพวกเขาต่อองค์หญิงเสินโย่วไม่ได้หมายความเช่นนี้หรือ
ฉู่หลิงก้าวขึ้นหน้ามาก้าวหนึ่ง กวาดตามองทุกคน “น่าเสียดาย วันนี้ข้าไม่คิดพูดจาด้วยเหตุผลกับผู้ใด!”
ทุกคนต่างอดนิ่งอึ้งไม่ได้ เริ่มระแวดระวังขึ้นมา คนที่ยืนด้านหน้าสุดพลันถอยหลังก้าวหนึ่ง จ้องมองฉู่ หลิงพลางเอ่ยว่า “องค์หญิงเสินโย่ว คิดทำอันใด”
ฉู่หลิงยิ้มเอ่ย “ข้าควรต้องถามประมุขแต่ละตระกูลก่อนว่าต้องการทำอันใดกระมัง อย่างเช่น...ประมุขตระกูลเหยียน ได้ยินว่าน้องชายภรรยาท่านเป็นแม่ทัพค่ายซีซานหลงอู่ ตอนนี้เขากำลังทำอันใด แล้วก็ท่านนี้คือ...ใต้เท้าหวังกรมทหาร ได้ยินว่าพี่ชายอนุบิดาท่านประจำอยู่กองทัพ ท่านคิดให้เขาทำอันใด”
สองคนที่ถูกเอ่ยชื่อสีหน้าแปรเปลี่ยน ใต้เท้าหวังหลุดส่งเสียงดังขึ้นทันที “ท่านรู้ได้อย่างไร!”
ฉู่หลิงหัวเราะไม่คิดตอบคำถามเขา “หากแม้แต่ทุกท่านมีผู้ใดอยู่ในมือยังไม่รู้กระจ่าง หลายปีมานี้ไม่ใช่ว่าข้าอยู่เมืองผิงจิงเสียเวลาเปล่าหรือ ไหนเลยจะกล้านำกองทัพไม่กี่พันกลับเมืองผิงจิง”
มองฉู่หลิงรูปโฉมงดงามเผยรอยยิ้มละมุน แต่ทุกคนรู้สึกว่าในใจเย็นวาบ มีความรู้สึกหนึ่งผุดขึ้นมา ไม่ว่าพวกเขาดิ้นรนอย่างไรก็หนีไม่พ้นอุ้งมือองค์หญิงเสินโย่ว
เป็นไปได้อย่างไร! องค์หญิงเสินโย่วจะร้ายกาจเพียงใดก็เป็นเพียงแค่หญิงสาวผู้หนึ่งเท่านั้น หรือว่าข่มขู่ขุนนางราชสำนักและตระกูลขุนนางเก่าแก่มากมายไว้ได้จริง
แต่มองกองกำลังน่าเกรงขามด้านหลังองค์หญิงเสินโย่ว กลับทำให้คนเริ่มใจเต้นฮึกเหิมกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
องค์หญิงเสินโย่วกล้าให้คนสังหารพวกเขาจริงๆ!
ยามนี้ในวังพลันมีเสียงดังขึ้น ทุกคนต่างตกใจสะดุ้งหันขวับไปมองประตูวังพร้อมกัน เห็นเพียงเงาสองร่างที่คุ้นเคยปรากฏบนอาคารกำแพงวัง...เฝิงเจิงกับเซียวเหมิง!
ครู่หนึ่งบนอาคารกำแพงเมืองก็ปะทะกันขึ้น ประตูวังถูกเปิดออกจากด้านในอย่างรวดเร็ว
เซียวเหมิงกับเฝิงเจิงทะยานลงจากกำแพงวัง มาหยุดลงตรงหน้าฉู่หลิง “ถวายพระพรองค์หญิง”
ฉู่หลิงคิ้วกระตุกเล็กน้อย “แม่ทัพเฝิง สบายดีหรือ”
เฝิงซือเป่ยตื่นเต้นยิ่งกว่า อดก้าวเข้าไปหาไม่ได้ “ท่านพ่อ!”
เฝิงเจิงยื่นมือขึ้นตบไหล่บุตรชาย ก่อนจะประสานมือคำนับฉู่หลิงอย่างละอายใจ “กระหม่อมไร้ความสามารถ ขอองค์หญิงลงอาญาด้วย”
ฉู่หลิงโบกมือ “เรื่องลงอาญาไว้ค่อยว่ากัน แม่ทัพเฝิง อย่าบอกข้าว่าหลายวันนี้ท่านถูกกักตัวอยู่ในวัง ทำอันใดไม่ได้”
หากเป็นเช่นนี้ ฉู่หลิงก็คงผิดหวังในตัวเฝิงเจิงมาก
เฝิงเจิงยิ้ม “ย่อมมิใช่พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง ทรงมาคุยทางนี้สักครู่”
ฉู่หลิงมองประเมินเฝิงเจิงอย่างละเอียด พบว่าเขาไม่ได้ได้รับบาดเจ็บสาหัสเหมือนที่ตนคาดไว้ ในเมื่อไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส คนธรรมดาย่อมกักตัวเฝิงเจิงไว้ไม่ได้ เหตุใดเฝิงเจิงถูกจวิ้นอ๋องหนานคังกักตัวไว้ที่ซีย่วน
ฉู่หลิงมองเฝิงเจิงอย่างนึกสนใจ พยักหน้าเอ่ยว่า “แม่ทัพเฝิง เชิญ”
ทั้งสองคนกำลังจะหันหลังจากไป ซั่งกวนเฉิงอี้รีบถามขึ้นว่า “องค์หญิง ที่นี่...จัดการเช่นไร”
ฉู่หลิงคิ้วกระตุกเล็กน้อย “จัดการ?”
ซั่งกวนเฉิงอี้เอ่ยอ้อมค้อมว่า “คือว่า...สายมากแล้ว หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ก็คงไม่น่าดูนัก หากราษฎรเห็นภาพนี้ เกรงว่าจะแตกตื่นตกใจ”
ฉู่หลิงลูบคางครุ่นคิดครู่หนึ่ง พยักหน้า “เสนาบดีซั่งกวนกล่าวได้มีเหตุผล ในเมื่อเป็นเช่นนี้...” ฉู่หลิงยื่นสารฉบับหนึ่งให้ไปอย่างไม่สนใจอันใดนัก “นอกจากรายนามในนี้ ที่เหลือให้กลับบ้านไปก่อน วันนี้ไม่มีประชุม”
ซั่งกวนเฉิงอี้รับมามองอย่างนึกแปลกใจ แต่ปากก็รับคำไม่รอช้า “แล้วรายนามคนในสารเหล่านี้”
ฉู่หลิงเอ่ยว่า “รอประตูวังเปิด เชิญพวกเขาเข้าวัง เฝิงซือเป่ย”
“พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง”
ฉู่หลิงยิ้มเอ่ย “ช่วยเหลือใต้เท้าซั่งกวน อารักขาใต้เท้าทุกท่าน”
เฝิงซือเป่ยรับคำเสียงก้อง “กระหม่อมรับบัญชา!”
ฉู่หลิงพยักหน้าอย่างพอใจ หันหน้าไปกล่าวกับเฝิงเจิง “แม่ทัพเฝิง เชิญ”
“องค์หญิง เชิญ” เฝิงเจิงกล่าว