ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 736
ตอนที่ 483-1 สู้ไม่ได้!
คำว่า ได้สิ ทำให้ทุกคนในที่นั้นต่างนึกแปลกใจ สถานการณ์ตอนนี้ หากองค์หญิงเสินโย่วยืนยันไม่ยอมเข้าวัง จวิ้นอ๋องหนานคังแทบจะไม่มีโอกาสชนะ ทหารองครักษ์ในวังและกองกำลังรักษาพระองค์มีไม่น้อย แต่คนเหล่านี้ไม่แน่ว่าจะยอมฟังคำสั่งจวิ้นอ๋องหนานคัง ก่อนหน้านี้คนเหล่านี้ถูกหลอกไม่รู้เรื่องภายนอกว่าเกิดอันใดขึ้น แต่ตอนนี้มีเรื่องกันเช่นนี้ หรือว่าพวกเขายังจะไม่รู้
แต่ทันทีที่องค์หญิงเสินโย่วเข้าวังไปเพียงลำพัง จวิ้นอ๋องหนานคังยังมีฮ่องเต้หย่งเจียเป็นตัวประกัน แม้องค์หญิงเสินโย่ววิทยายุทธ์สูงส่ง แต่ก็ไม่มีโอกาสชนะ
ในใจหลายคนพอจะเข้าใจได้ว่าเหตุใดองค์หญิงเสินโย่วเลือกเช่นนี้ เพราะไม่ว่าอย่างไรความกตัญญูก็เหนือสิ่งอื่นใด แม้ว่าจวิ้นอ๋องหนานคังไม่ได้กล่าวกระจ่างว่าจะใช้ฮ่องเต้หย่งเจียมาข่มขู่ แต่กลับไม่ได้ปิดบังความคิด หากองค์หญิงเสินโย่วยังไม่ยอมเข้าวังก็คืออกตัญญู ทุกคนใต้หล้าต่างรู้ว่าฮ่องเต้หย่งเจียให้ความโปรดปรานต่อองค์หญิงเสินโย่วมาก หากองค์หญิงเสินโย่วยังไม่สนใจความปลอดภัยของเสด็จพ่อ เช่นนั้นก็ย่อมอกตัญญูมาก
คนไม่น้อยแอบถอนใจโล่งอก ขอเพียงองค์หญิงเสินโย่วเข้าวัง คนด้านนอกเหล่านี้ก็ยังพอรับมือได้ องค์หญิงเสินโย่วจะร้ายกาจเช่นไร ก็ยังมีจุดอ่อน หากนางหลบซ่อนตัวไม่ยอมออกมา บางทีอาจไม่มีผู้ใดทำอันใดนางได้ แต่นางยอมออกมาเองก็อย่าได้โทษผู้อื่นจับจุดอ่อนของนางมาเหยียบย่ำให้จมดิน
“องค์หญิง ท่านอย่าได้เข้าไปคนเดียว” หลีตั้นยืนอยู่ข้างฉู่หลิงเอ่ยขึ้นเบาๆ จวิ้นอ๋องหนานคังต้องการทำอันใด หลีตั้นมองกระจ่าง เรื่องที่จวิ้นอ๋องหนานคังต้องการแย่งชิงบัลลังก์ หลีตั้นดูแคลนมาแต่ต้น ในมือไม่มีอำนาจการทหารและไร้บารมี อาศัยแค่การสนับสนุนออกนอกหน้าของชาวเผ่ามั่วกับตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่ไม่ยอมสงบเสงี่ยม ก็ออกมาคิดแย่งชิงบัลลังก์ ช่างน่าขันสิ้นดี เหตุใดจวิ้นอ๋องหนานคังไม่ลองคิดดูบ้าง ในเมื่อตระกูลขุนนางเก่าแก่มีความสามารถเช่นนี้ เหตุใดไม่ส่งผู้ใดสักคนขึ้นไปดำรงตำแหน่งฮ่องเต้ เหตุใดต้องเลือกเขา ไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นผู้ที่ไม่รู้จักตนเองที่สุดหรือ หรือเรียกได้ว่าโง่เง่าที่สุด หากเขาแย่งชิงบัลลังก์ได้สำเร็จจริง เกรงว่าอีกไม่ถึงครึ่งปี เขาก็คงคับแค้นตระกูลขุนนางเก่าแก่เหล่านี้
ฉู่หลิงส่ายหน้า “ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าพอรู้ตัวเองอยู่”
หลีตั้นขมวดคิ้ว ยังคงไม่วางใจต่อการตัดสินใจของฉู่หลิงครั้งนี้ จวิ้นอ๋องหนานคังแย่งชิงบัลลังก์พ่ายแพ้แน่นอนแล้ว แต่จะยอมแพ้เมื่อใด ในการนี้ยังต้องเสียสละคนอีกเท่าไรนั้นแตกต่างกัน องค์หญิงเข้าไปในเวลานี้ก็เท่ากับไปรนหาที่ตาย
ฉู่หลิงกระดกมุมปากเล็กน้อย มองไปทางขุนนางในราชสำนักที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าแตกต่างกัน กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “หลีตั้น เฝิงซือเป่ย”
“พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง” ชายหนุ่มสองคนก้าวขึ้นหน้ามาก้าวหนึ่ง ประสานมือลุกขึ้นรับคำ
ฉู่หลิงอมยิ้มชี้ไปที่บรรดาขุนนางตรงหน้า “หากข้าไม่ออกมา ก็สังหารคนพวกนี้เสีย”
“องค์หญิงเสินโย่ว ท่านบังอาจเกินไปแล้ว!” ประมุขตระกูลขุนนางเก่าแก่หลายคนถูกฉู่หลิงกวาดมือชี้สุดท้ายก็อดตวาดดังไม่ได้ แม้ว่าพวกเขาไม่ใช่ขุนนางใหญ่ดังเช่นซั่งกวนเฉิงอี้หรือใต้เท้าจู แต่ก็นับว่าเป็นบุคคลสำคัญในราชสำนัก ยิ่งไปกว่านั้นก็คือแม้ไม่เอ่ยถึงตำแหน่งระดับขุนนางสูงต่ำ แต่ตระกูลของพวกเขาก็กุมอำนาจ แม้แต่เสนาบดีเช่นซั่งกวนเฉิงอี้ก็ยังไม่อาจแตะต้องกลุ่มอำนาจและขุมกำลังนี้ แต่ตอนนี้พวกเขากลับถูกองค์หญิงเสินโย่วชี้ราวกับลูกเจี๊ยบไร้ความสำคัญไม่กี่ตัว “สังหารคนพวกนี้ทิ้งให้หมด”
ฉู่หลิงหันมองไปทางพวกเขา จากนั้นสายตาก็ไปหยุดที่อาฮูหลู่ที่ถูกจับกุมตัวไว้เช่นกัน แต่ยังยืนหยัดยืนอยู่ต่อ ถามขึ้นว่า “ใต้เท้าอาฮูหลู่ ท่านก็รู้สึกว่าข้าบังอาจหรือ”
อาฮูหลู่หลุบตา กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “แพ้เป็นนาย พ่ายเป็นบ่าว ตอนนี้องค์หญิงได้เปรียบ ย่อมต้องเป็นองค์หญิงกล่าวอันใดล้วนถูกต้อง” กล่าวจบก็มองไปยังกลุ่มขุนนางตรงหน้าทีหนึ่ง เงียบไปครู่หนึ่ง “ผู้พ่ายแพ้กล่าวอันใดย่อมเหิมเกริม ผู้ชนะกล่าวอันใดย่อมเป็นจริง”
ตอนนี้องค์หญิงเสินโย่วสังหารทุกคนได้จริง ไม่ว่าหลังจากสังหารคนเหล่านี้แล้วจะเกิดอันใดขึ้น อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่มีคนขัดขวางการกระทำขององค์หญิงเสินโย่วได้
ฉู่หลิงยิ้มตาหยีมองไปทางคนตรงหน้า “ฟังๆ ทุกท่านเรียนรู้จากใต้เท้าอาฮูหลู่ให้มากหน่อยดีกว่า เป็นนักโทษผู้อื่น ก็ต้องมีท่าทางดังนักโทษ หลีตั้น เฝิงซือเป่ย ฟังคำสั่งข้าเข้าใจหรือไม่”
เฝิงซือเป่ยสบตากับหลีตั้น ก่อนจะรับคำเสียงกังวาน “พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง! กระหม่อมรับบัญชา!”
ฉู่หลิงโบกมือ ถึงกับเดินเข้าประตูวังไปอย่างผ่าเผยไม่เกรงกลัวสิ่งใด ทิ้งกลุ่มคนที่มีสีหน้าสับสนยากแยกแยะเอาไว้เบื้องหลัง
ประตูวังเปิดแล้วก็ปิดลง ยามนี้ฟ้าเริ่มสางแล้ว ฉู่หลิงเพิ่งก้าวเข้าวัง ประตูบานหนาด้านหลังก็ปิดลงอีกครั้ง นางค่อยๆ เดินออกไป ดังคาด ได้เห็นจวิ้นอ๋องหนานคังยืนอยู่ตรงบันไดอาคารกำแพงเมือง เพียงแต่จวิ้นอ๋องหนานคังยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มองครักษ์ เห็นชัดว่าไม่ได้คิดสนทนาใกล้ชิดกับนาง ฉู่หลิงหัวเราะพร้อมกับยักไหล่ไม่ยี่หระ
จวิ้นอ๋องหนานคังยืนอยู่บนขั้นบันได มองหญิงสาวชุดแดงตรงหน้าด้วยสีหน้าสับสน องค์หญิงเสินโย่วไม่เหมือนกับหญิงสาวนามว่าหว่านเฟิงแม้สักนิด แม้ว่าเป็นหญิงสาวรูปโฉมงดงามล้ำเลิศเช่นกัน แต่หากสองคนยืนเคียงกัน ย่อมไม่มีคนจำผิดว่าแท้จริงผู้ใดคือองค์หญิงเสินโย่วตัวจริง จวิ้นอ๋องหนานคังยกมือขึ้น ก็มีเสียงดังพร้อมเพรียงกันรอบทิศ ฉู่หลิงเงยหน้ามองไปก็เห็นลูกธนูขนนกนับไม่ถ้วนเล็งมาทางตนเอง
จวิ้นอ๋องหนานคังเห็นสีหน้านางไม่แปรเปลี่ยน ถึงกับมีท่าทางตื่นเต้นสนุกสนานเสียมากกว่า ก็ถามขึ้นด้วยสีหน้าดำทะมึนว่า “องค์หญิงไม่กลัวตายจริงหรือ”
ฉู่หลิงยิ้มเล็กน้อยเอ่ยตอบ “แน่นอนว่ากลัวตาย แต่ข้ารู้สึกว่าจวิ้นอ๋องหนานคังน่าจะกลัวตายยิ่งกว่าข้านอกเสียจากว่า...จวิ้นอ๋องหนานคังต้องการให้ข้าเข้าวังเพียงลำพังก็เพราะคิดเปรียบเทียบกับข้าว่าผู้ใดจะมีอายุยืนยาวกว่ากัน หากเป็นเช่นนี้ พอข้าเข้ามา ท่านก็ให้คนยิงธนูใส่ได้ทันที ไยต้องพูดจามากความกับข้า วาจากล่าวอย่างไรนะ...ตัวร้ายตายเพราะมากวาจา”
จวิ้นอ๋องหนานคังสายตาเย็นเยียบ “กระหม่อมรู้สึกว่าองค์หญิงมากวาจาจริง”
ฉู่หลิงยิ้มเอ่ย “เช่นนั้นก็ต้องดูว่า ระหว่างพวกเราผู้ใดตายก่อน”
จวิ้นอ๋องหนานคังแค่นเสียงฮึเสียงหนึ่ง “องค์หญิงคล้ายว่าลืมไปแล้วว่า ตอนนี้ชีวิตองค์หญิงอยู่ในกำมือข้า”
ฉู่หลิงเลิกคิ้ว “ท่านยิงธนูได้”
“...” มือจวิ้นอ๋องหนานคังสั่นเทา เขาคิดไม่ถึงว่าหญิงสาวผู้นี้ถึงกับกล้ายั่วยุเขาในเวลานี้! จวิ้นอ๋องหนานคังได้แต่สูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่ง กล่าวน้ำเสียงเยียบเย็นว่า “จับตัวนางไว้!”
ฉู่หลิงส่งเสียงหัวเราะขึ้นเบาๆ มองไปทางคนที่ล้อมเข้ามา ยิ้มเอ่ย “จวิ้นอ๋องหนานคัง ข้าขอเตือนท่านว่าให้ยิงธนู”
ผู้คนมักไม่คิดฟังคำเตือนศัตรู จวิ้นอ๋องหนานคังย่อมไม่คิดฟัง เขาอยากสังหารองค์หญิงเสินโย่วมากนั้นเป็นเรื่องจริง แต่ตอนนี้สังหารนางไม่เป็นผลดีต่อสถานการณ์ของเขาในตอนนี้แม้แต่น้อย ไม่เอ่ยถึงกองกำลังนอกวังจะจัดการเยี่ยงไร แต่แค่ทางฮ่องเต้หย่งเจียก็เกรงว่าคงคิดจบสิ้นไปพร้อมกับเขา ยังมีคนที่ถูกองค์หญิงเสินโย่วจับตัวไว้พวกนั้น หากตายไปจริง องค์หญิงเสินโย่วตายร้อยครั้งก็คงไม่พอ เกรงว่าตระกูลคนพวกนั้นก็คงหันมาระบายโทสะลงที่เขาคนเดียว
ฉู่หลิงคล้ายว่าเข้าใจจวิ้นอ๋องหนานคังกำลังคิดอันใด ถอนหายใจส่ายหน้า “ความคิดอ่อนแอไร้การตัดสินใจเช่นนี้ ท่านแย่งชิงบัลลังก์อันใดกัน”
แต่น่าจะเป็นเพราะนิสัยของอ๋องท่านนี้ จึงได้อดทนมานานหลายปีเพิ่งจะมากำเริบตอนนี้ แต่กลับไม่รู้ว่า บางครั้งคิดมากไป...ไม่ใช่เรื่องดี
วาจาเพิ่งกล่าวจบลง ฉู่หลิงก็ทะยานออกไป องครักษ์ที่ล้อมนางไว้พากันตกใจ ถึงกับถูกนางแหวกวงล้อมไปได้อย่างง่ายดาย มือธนูสี่ทิศเห็นดังนี้ ก็มีคนยิงธนูทันที คิดขวางนางเอาไว้ แม้ว่าท่านอ๋องไม่ได้ออกคำสั่งให้ยิงสังหารองค์หญิงเสินโย่ว แต่การสกัดนางไว้ก็คงไม่ผิดกระมัง ฉู่หลิงทะยานตัวผ่านกลุ่มลูกธนูขนนก ออกมาพร้อมดาบจันทราเงาวาวในมือสกัดลูกธนูที่ยิงมาร่วงลงพื้นทุกดอก แต่มือธนูรอบด้านมากเกินไป แม้เป็นฉู่หลิงก็ยากหลุดวงล้อมของพวกเขา
จวิ้นอ๋องหนานคังยืนอยู่ไม่ไกลนัก “องค์หญิงควรหยุดได้แล้ว หากไม่ทันระวังทำองค์หญิงบาดเจ็บ ฝ่าบาทจะลงอาญากระหม่อม”
ฉู่หลิงหันไปยิ้มให้เขาพลางเอ่ยว่า “หืม ท่านอ๋องไม่สู้ลองดูสักหน่อย” กล่าวจบก็ปาของสิ่งหนึ่งใส่จวิ้นอ๋องหนานคัง จวิ้นอ๋องหนานคังนิ่งอึ้ง ยังไม่ทันได้สติคืนมาก็เห็นของนั้นหล่นอยู่ไม่ไกลจากตัวเขา พร้อมกับมีควันกลิ่นประหลาดโขมงขึ้นจากพื้น โอบล้อมบดบังสายตาพวกเขาเอาไว้หมดสิ้น