ยุทธการหงส์สยบปฐพี

ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 727

#727ยุทธการหงส์สยบปฐพี

ตอนที่ 478 สถานการณ์ฮ่องเต้หย่งเจีย

ในวังส่งผู้แทนพระองค์มาประกาศราชโองการ แต่กลับถูกองค์หญิงเสินโย่วจับตัวไว้ คนที่รออยู่ด้านนอกไม่ได้เข้ามา พอรออยู่นานก็ไม่เห็นผู้แทนพระองค์ออกมาก็เริ่มร้อนใจกันขึ้นมาทันที

อย่างไรองค์หญิงเสินโย่วก็เป็นองค์หญิงที่ฮ่องเต้มีราชโองการแต่งตั้งให้เทียบเท่าชินอ๋องด้วยพระองค์เอง พูดยากรับฟังสักหน่อยก็คือตำแหน่งสูงว่าจวิ้นอ๋องหนานคังที่กุมอำนาจอยู่ในตอนนี้

คนเหล่านี้แม้จะอวดอ้างบารมีจวิ้นอ๋องหนานคังอย่างไรก็มิกล้าบุกจวนองค์หญิง เคาะประตูสอบถามไปสองสามครั้ง ล้วนบอกว่าองค์หญิงต้องการคุยกับเขาต่อ สุดท้ายพวกเขารู้สึกว่าไม่ได้การแล้ว จึงรีบกลับวังไปรายงาน

จวิ้นอ๋องหนานคังได้ยินข่าวนี้พลันนิ่งอึ้งไปทันที ผ่านไปครู่หนึ่งจึงได้สติคืนมา เขาย่อมรู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น แต่ยังคงมิกล้าเชื่อว่าองค์หญิงเสินโย่วถึงกับบังอาจเพียงนี้ กล้ากักตัวผู้ถือราชโองการไว้

จวิ้นอ๋องหนานคังโมโหจนกล่าวอันใดไม่ออก ได้แต่กัดฟันอยู่นานก่อนจะลุกขึ้นก้าวไปยังตำหนักบรรทมฮ่องเต้หย่งเจียอย่างเดือดดาล

ในตำหนักบรรทม กลิ่นยาอ่อนๆ อบอวลไปทั่วห้อง ฮ่องเต้หย่งเจียบรรทมอยู่บนเตียงด้วยสีพระพักตร์หมองคล้ำ เห็นชัดว่าประชวรไม่น้อย พระสนมเสียนเฟยนั่งอยู่ข้างแท่นบรรทม ป้อนโอสถให้อย่างระมัดระวัง อีกด้านหนึ่งไม่ไกลนัก เซี่ยงกั๋วกงนั่งอยู่บนเก้าอี้พลางมองภาพตรงหน้าด้วยแววตาเป็นห่วง พระสนมเสียนเฟย ป้อนโอสถเสร็จก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดคราบโอสถมุมพระโอษฐ์ฮ่องเต้หย่งเจีย ก่อนจะยกชามโอสถลุกขึ้น

“กั๋วกง”

เซี่ยงกั๋วกงรีบลุกขึ้นประสานมือ “พระสนม”

พระสนมเสียนเฟยมองฮ่องเต้หย่งเจียก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “ข้าไปห้องเครื่องดูพระกระยาหารค่ำให้ฝ่าบาทก่อน ทางนี้รบกวนกั๋วกงด้วย”

เซี่ยงกั๋วกงทูลตอบ “พระสนมโปรดวางใจ รบกวนพระสนมแล้ว”

พระสนมเสียนเฟยส่ายหน้า ยกชามโอสถออกไป ตั้งแต่ถูกกักบริเวณในตำหนัก จวิ้นอ๋องหนานคังไม่ให้นางกำนัลหรือผู้ใดมาเข้าเฝ้าฝ่าบาท แต่เพราะพระสนมเสียนเฟยยืนยันจะบุกเข้ามา จวิ้นอ๋องหนานคังจึงได้ยอมถอย

พระสนมวังหลังทั้งสามล้วนมีชาติกำเนิดไม่ธรรมดา แม้ว่าหลายปีมานี้พวกนางไม่เป็นที่โปรดปรานสักเท่าใด แต่ฮ่องเต้หย่งเจียก็ให้ความเคารพและใส่ใจพวกนางอย่างพอเพียง หลายปีมานี้พวกนางอยู่ร่วมกับองค์หญิงเสินโย่วได้เป็นอย่างดี พวกนางไม่รู้สึกว่าหากเปลี่ยนฮ่องเต้ ชีวิตพวกนางจะดีกว่าตอนนี้

ตอนพระสนมเสียนเฟยบุกเข้ามา พระสนมอีกสองพระองค์ก็ช่วยเหลือไม่น้อย จวิ้นอ๋องหนานคังยังไม่ทันได้ขึ้นครองราชย์อย่างแท้จริง จึงไม่คิดจะล่วงเกินตระกูลพระสนมทั้งสาม จึงได้แต่ยอมถอยให้พระสนมเสียนเฟยเข้ามาปรนนิบัติ

“ฝ่าบาท ทรงรู้สึกเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ” พอพระสนมเสียนเฟยออกไป เซี่ยงกั๋วกงก็เข้าไปทูลถาม

ฮ่องเต้หย่งเจียส่ายพระพักตร์ เอ่ยเสียงเคร่งเครียดว่า “เจ้าว่า...ชิงเอ๋อร์จะรีบกลับมาได้หรือไม่”

เซี่ยงกั๋วกงทูลว่า “ฝ่าบาทต้องดูแลพระพลานามัยให้ดี องค์หญิงต้องได้ข่าวและรีบกลับมาพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้หย่งเจียส่ายหน้าถอนหายใจ “ความจริง...เราหวังว่านางไม่กลับมาก็ดี เมืองผิงจิงวุ่นวายเพียงนี้ นางเป็นสตรีตัวคนเดียว...ตำแหน่งฮ่องเต้นี่ ถ้าหนานคังอยากได้ก็ให้เขาไปก็แล้วกัน”

เซี่ยงกั๋วกงส่ายหน้า “ฝ่าบาทอย่าได้คิดเช่นนี้เป็นอันขาด ฝ่าบาทยังไม่เข้าพระทัยอุปนิสัยองค์หญิงอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ เมืองผิงจิงยังมีคนที่องค์หญิงทรงห่วงใยอีกมากมาย นางจะไม่กลับมาได้อย่างไร

หากฝ่าบาทยอมแพ้ต่อจวิ้นอ๋องหนานคังเช่นนี้แล้วองค์หญิงกลับมา เกรงว่าสถานการณ์จะยากลำบากยิ่ง อีกอย่าง...กระหม่อมสงสัยว่าองค์หญิงอาจกลับมาแล้ว”

ฮ่องเต้หย่งเจียได้ยินดังนี้ แววพระเนตรก็ส่องประกาย คว้ามือเซี่ยงกั๋วกงมาตรัสว่า “วาจานี้จริงหรือเจ้า...เจ้ารู้ได้อย่างไร”

เซี่ยงกั๋วกงเอ่ยแผ่วเบา “ก่อนหน้านี้พระสนมเสียนเฟยบอกกับกระหม่อมว่าจวิ้นอ๋องหนานคังส่งคนนำราชโองการไปจวนองค์หญิง ตอนนี้จวนองค์หญิงมีเจ้านายอยู่แล้ว จวิ้นอ๋องหนานคังส่งคนไปจวนองค์หญิง เป็นไปได้มากว่าองค์หญิงกลับมาแล้ว”

ฮ่องเต้หย่งเจียพยายามดิ้นรนลุกขึ้น ตรัสอย่างร้อนพระทัยว่า “เจ้าโจรกบฏนั่นต้องการทำร้ายชิงเอ๋อร์!เขานำราชโองการไปเพื่อต้องการทำร้ายชิงเอ๋อร์อย่างแน่นอน!”

“ฝ่าบาท!” เห็นฝ่าบาทร้อนพระทัย กรรสะไม่หยุดจนพระพักตร์แดงก่ำ เซี่ยงกั๋วกงรีบปลอบใจ “ฝ่าบาท ทำพระทัยให้สบายพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงไม่ใช่หญิงสาวธรรมดา จะตกหลุมอุบายจวิ้นอ๋องหนานคังง่ายๆ ได้อย่างไร”

กว่าฮ่องเต้หย่งเจียจะสงบพระสติลงได้ก็ใช้เวลาอยู่นาน เขาแค่นเสียงฮึเสียงหนึ่ง “หากเจ้าโจรกบฏกล้าทำร้ายชิงเอ๋อร์แม้แต่ปลายเล็บ เราจะทำให้ชาตินี้เขาอย่าได้คิดเพ้อฝันขึ้นสู่ฮ่องเต้อย่างไร้คำครหา”

เหตุใดจวิ้นอ๋องหนานคังจึงยังให้ความเกรงใจต่อเซี่ยงกั๋วกงและฮ่องเต้หย่งเจียเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เพราะเขาคิดจะรอให้ฮ่องเต้หย่งเจียสิ้นพระชนม์แล้วค่อยให้เขาขึ้นครองราชย์ แต่เขากักบริเวณฮ่องเต้หย่งเจียก็เพราะเขายังไม่ได้สิ่งของสัญลักษณ์แสดงถึงการขึ้นครองราชย์อย่างสมเกียรติ

ฮ่องเต้ทุกพระองค์ล้วนมีตราประทับหยกมากมาย แต่ตราแผ่นดินเทียนฉี่มีเพียงหนึ่งเดียว ยิ่งมิต้องกล่าวถึงว่าในฐานะฮ่องเต้ ย่อมต้องมีบันทึกราชวงศ์ของตระกูลฉู่ หากไม่มีของสองสิ่งนี้ แม้จวิ้นอ๋องหนานคังก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ได้จริง เขาและลูกหลานรุ่นหลังจากเขาก็ดำรงชื่อในประวัติศาสตร์ได้แค่ผู้แย่งชิงบัลลังก์

ตอนนี้จวิ้นอ๋องหนานคังยังไม่ถึงเวลาที่ต้องทิ้งขวานจมเรือไร้หนทางย้อนกลับ เขาย่อมไม่คิดทำให้เรื่องราวยุ่งยาก ชาวประชาใต้หล้าล้วนให้ความสำคัญกับชื่อเสียง แม้แต่ในวงศ์ราชนิกูลเองก็มีบัณฑิตมากมาย ย่อมให้ความสำคัญเช่นกัน

“ฝ่าบาทเป็นบิดาที่ดีจริง ทำให้กระหม่อมเลื่อมใสยิ่งนัก” เพิ่งสิ้นเสียง ฮ่องเต้หย่งเจียก็เห็นจวิ้นอ๋องหนานคังรีบก้าวเข้ามา

พอเห็นจวิ้นอ๋องหนานคัง สีพระพักตร์กริ้วหนักของฮ่องเต้หย่งเจียก็ยิ่งทวีมากยิ่งขึ้น “หนานคัง เจ้าโจรกบฏ!”

จวิ้นอ๋องหนานคังหัวเราะเยาะ กวาดสายตามองเซี่ยงกั๋วกงก่อนไปหยุดที่ฮ่องเต้หย่งเจีย “ไยฝ่าบาทต้องทรงกริ้วเช่นนี้ ทรงคิดว่าบรรดาขุนนางในราชสำนักไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ แม้รู้แล้วเป็นอย่างไร มีผู้ใดขอเข้าเฝ้าฝ่าบาทหรือไม่ ฝ่าบาทไม่ทรงเป็นที่ยอมรับ โบราณกล่าวว่า ได้ใจประชาปกครองใต้หล้า ไยฝ่าบาทไม่สละราชสมบัติ ไม่แน่ว่าอาจมีบั้นปลายที่ดีได้”

เซี่ยงกั๋วกงกล่าวน้ำเสียงเยียบเย็นว่า “เกรงว่าจวิ้นอ๋องหนานคังจะดีใจเร็วเกินไปสักหน่อยแล้ว ตอนนี้จวิ้นอ๋องหนานคังกล้าไปประกาศต่อใต้หล้าไหมว่าท่านจะขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้”

จวิ้นอ๋องหนานคังยิ้มบางพลางเอ่ยว่า “เซี่ยงกั๋วกงคิดยั่วยุให้ข้าโมโหหรือ แม้ตอนนี้ข้าตั้งตนเองเป็นฮ่องเต้ น่าจะไม่มีคนคัดค้านมากเท่าไรกระมัง”

เซี่ยงกั๋วกงแค่นหัวเราะเย็นเยียบ เอ่ยอย่างไม่เกรงใจ “เกรงว่าจวิ้นอ๋องหนานคังยังไม่ได้แบ่งปันผลประโยชน์กระมัง แม้ท่านคิดขึ้นครองราชย์ คนที่ร่วมมือกับท่านอาจไม่ยอมเห็นด้วยกระมัง ตอนนี้ท่านมาขอร้องผู้อื่น แต่ทันทีที่ท่านได้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้ ก็คงไม่สำนึกในบุญคุณ ก็ไม่รู้ผู้ใดขอร้องผู้ใด”

จวิ้นอ๋องหนานคังสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย จ้องมองเซี่ยงกั๋วกงด้วยแววตาเยียบเย็น “วาจาท่านกล่าวเกินไปแล้ว”

เซี่ยงกั๋วกงขัดขึ้นสองสามคำ ฮ่องเต้หย่งเจียก็สงบพระสติลงได้แล้ว ทรงลุกขึ้นนั่งมองจวิ้นอ๋องหนานคัง “ทำให้เจ้าแล่นมาอย่างเดือดดาลได้ ดูท่าเรื่องราวไม่ได้ราบรื่นดังที่เจ้าคิดหวังสินะ”

จวิ้นอ๋องหนานคังแค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง “ก็ไม่ได้ราบรื่นจริงดังว่า ฝ่าบาทเลี้ยงดูองค์หญิงมาดีมาก นางใจกล้าไม่น้อย! ถึงกับแม้แต่ราชโองการก็กล้าขัด ยังกล้าจับตัวผู้ถือราชโองการไว้ด้วย ฝ่าบาทไม่กลัวว่าวันใดองค์หญิงจะหักล้างฮ่องเต้หรือ”

ฮ่องเต้หย่งเจียตรัสขึ้นว่า “แม้นางหักล้างเรา เราก็ยินดี ไม่ว่าอย่างไร มอบให้นางก็ดีกว่ามอบให้โจรกบฏเช่นเจ้า”

สีหน้าจวิ้นอ๋องหนานคังพลันแปรเปลี่ยน เขาชี้พระพักตร์ฮ่องเต้หย่งเจีย เอ่ยขึ้นว่า “ว่ากันว่าฝ่าบาทตามใจองค์หญิงเสินโย่วจนเสียคน ทำให้องค์หญิงเสินโย่วกระทำการเหิมเกริม วันนี้หม่อมฉันจึงเชื่ออย่างไร้ข้อสงสัย ฝ่าบาทถึงกับตรัสเช่นนี้ ไม่กลัวผิดต่อบรรพชนบนสวรรค์หรือ”

ในสายตาชาวประชาใต้หล้า ฉู่หลิงเป็นองค์หญิง แม้สายโลหิตใกล้ชิดเพียงใดก็นับว่าเป็นเพียงแค่คนนอก แม้สายสัมพันธ์จวิ้นอ๋องหนานคังห่างไกลเพียงใด ก็ยังคงเป็นสายโลหิตตระกูลฉู่

ฮ่องเต้หย่งเจียแค่นเสียงฮึ “กล่าวเรื่องพวกนี้มีประโยชน์อันใด”

จวิ้นอ๋องหนานคังกัดฟัน “มอบตราแผ่นดินและบันทึกราชวงศ์ออกมา!”

สองสามวันนี้หนังสือคำสั่งล้วนประทับด้วยตราประทับของฮ่องเต้หย่งเจีย ปกตินอกจากเรื่องระหว่างสองแผ่นดิน หรือเรื่องพิธีเซ่นสรวงพวกนี้ เรื่งอื่นล้วนใช้ตราประทับส่วนพระองค์ฮ่องเต้ได้ เพราะอย่างไรฮ่องเต้ก็ปกครองใต้หล้า แต่หากต้องการกุมอำนาจใต้หล้านี้ไว้ในกำมือแท้จริง ไม่อาจขาดของสองสิ่งนี้ได้

ฮ่องเต้หย่งเจียตรัสขึ้นว่า “มีความสามารถเจ้าก็หาเอาเอง”

“ทรงคิดว่าหม่อมฉันมิกล้าสังหารพระองค์หรือ!” จวิ้นอ๋องหนานคังตวาดดังด้วยสีหน้าย่ำแย่

เซี่ยงกั๋วกงมายืนกันอยู่หน้าแท่นบรรทมฮ่องเต้หย่งเจีย ฮ่องเต้หย่งเจียทรงมีท่าทางสงบนิ่งมาก

“หากสังหารเราได้ เจ้าคงลงมือไปแล้วไม่ใช่หรือ หนานคัง เจ้าอดทนมาได้นานหลายปีเช่นนี้ ตอนนี้กลับไม่อาจสะกดกลั้นอารมณ์ได้หรือ ก่อนหน้านี้เจ้ากล่าวได้ถูกต้อง เราเลี้ยงบุตรีมาดีจริง เราไม่รู้ว่าแผ่นดินเทียนฉี่วันหน้าแท้จริงจะตกในมือผู้ใด แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่าขอเพียงชิงเอ๋อร์ยังอยู่ ไม่ว่าอย่างไร นางก็จะแก้แค้นให้เสด็จพ่อนาง”

เซี่ยงกั๋วกงกล่าวน้ำเสียงเยียบเย็นว่า “จวิ้นอ๋องหนานคัง ท่านกล้าไร้มารยาทต่อฝ่าบาทหรือ!”

จวิ้นอ๋องหนานคังแค่นเสียงฮึเสียงหนึ่ง “ข้าไม่อาจไร้มารยาทต่อฝ่าบาท แต่ไร้มารยาทต่อเซี่ยงกั๋วกงได้ ใช่หรือไม่”

วาจาเพิ่งกล่าวจบ ก็มีทหารองครักษ์หนุ่มสองคนเดินเข้าประตูมา “ท่านอ๋อง”

จวิ้นอ๋องหนานคัง “เชิญเซี่ยงกั๋วกงไปพักผ่อนที่อื่น”

“หนานคัง!”

“จวิ้นอ๋องหนานคัง!”

ทหารองครักษ์สองนายเจ้ามาประกบซ้ายขวาพาตัวเซี่ยงกั๋วกงออกไป ฮ่องเต้หย่งเจียทรงกริ้วหนักแต่ก็ทำอันใดไม่ได้ ได้แต่นั่งหอบหายใจอยู่บนเตียง

จวิ้นอ๋องหนานคังยิ้ม มองฮ่องเต้หย่งเจียแล้วเอ่ยว่า “ฝ่าบาททรงเป็นเช่นนี้ หม่อมฉันเป็นขุนนางเห็นแล้วก็รู้สึกสงสาร ไยต้องดิ้นรนเพียงนี้ด้วย หรือว่ายังคิดว่าองค์หญิงเสินโย่วจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ตอนนี้ได้”

ฮ่องเต้หย่งเจียกริ้วหนักยิ่งขึ้น “ไสหัวไป!”

จวิ้นอ๋องหนานคังหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันหลังเดินออกไป ความโมโหที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เพราะฉู่หลิงพลันมลายหายไปสิ้น

พอเดินไปถึงหน้าประตูก็พบกับพระสนมเสียนเฟยที่ยกพระกระยาหารเข้ามา “พระสนมเสียนเฟย”

พระสนมเสียนเฟยมองเขาด้วยสายตาเย็นชา “ฝ่าบาทเป็นเจ้านาย ท่านอ๋องเป็นขุนนาง จวิ้นอ๋องหนานคังสงบเสงี่ยมสักหน่อยดีกว่า”

จวิ้นอ๋องหนานคังคิ้วกระตุกเล็กน้อย “ข้าได้ยินว่าฝ่าบาททรงแล้งน้ำพระทัยต่อวังหลังยิ่งนัก คิดไม่ถึงพระสนมเสียนเฟยถึงกับยังจงรักภักดีต่อฝ่าบาทเช่นนี้ น่าเสียดายจริง”

พระสนมเสียนเฟยเอ่ยขึ้นว่า “ท่านอ๋องล้อเล่นแล้ว ปรนนิบัติฝ่าบาทเป็นหน้าที่ของข้า ก็เหมือน...ภักดีต่อฝ่าบาทเป็นหน้าที่ของขุนนาง ท่านอ๋อง ท่านว่าอย่างไร”

จวิ้นอ๋องหนานคังถูกย้อนใส่จนพูดไม่ออก เขากวาดตามองพระสนมเสียนเฟยด้วยแววตาเย็นเยียบแล้วแค่นเสียงฮึในลำคอเบาๆ ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อจากไป

พระสนมเสียนเฟยมองตามหลังเขาจากไปด้วยสายตาเย็นชา ค่อยหันหลังเข้าตำหนักไป

ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 727